‘เดชา’ ขอขึ้นทะเบียน ‘หมอพื้นบ้าน’ คาดรู้ผล1-2สัปดาห์ ด้าน 3 มหา’ลัย ถกหน่วยงานเกี่ยวข้อง18เม.ย. ดันผลิต ‘น้ำมันกัญชา’

เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี พร้อมด้วย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต น.ส.รสนา โตสิตระกูล กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และ ภก.ยงศักดิ์ ตันติปิฎก กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย เข้าหารือร่วมกับ นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ถึงการขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้าน โดยใช้เวลาในการหารือนานเกือบ 3 ชั่วโมง

นพ.มรุต แถลงข่าวภายหลังการหารือว่า สำหรับกรณีนายเดชานั้น กรมการแพทย์แผนไทยฯ พบว่า ได้มีการใช้สมุนไพรอื่นๆ ในการรักษาโรคมานานก่อนที่จะมีการใช้กัญชา จึงได้มีการพิจารณาว่า นายเดชาเข้าข่ายเป็นแพทย์แผนไทยหรือไม่ ซึ่งไม่ได้พิจารณาในส่วนของกัญชา ดังนั้น กรมฯจึงพิจารณาการเป็นหมอพื้นบ้านของ นายเดชา จากการใช้สมุนไพรอื่นๆ โดยยึดหลักว่าผ่านตามเกณฑ์ 8 ข้อหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (ฉบับที่2 ) พ.ศ.2555 โดยต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1.มีผู้มารับบริการสม่ำเสมอและต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี 2.สืบทอดความรู้จากบรรพบุรุษหรือองค์ความรู้จากท้องถิ่น เป็นการสืบทอดในวิถีวัฒนธรรมชุมชน

นพ.มรุต กล่าวอีกว่า 3.มีความสามารถในการบำบัดรักษาโรค เช่น รู้จักโรค รู้จักยา รู้วิธีการบำบัดรักษาโรค 4.ไม่หวงวิชา มีผู้สืบทอดความรู้ เป็นการถ่ายทอดวิชาด้านความเมตตา 5.มีการถ่ายทอดความรู้ มีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ 6.ไม่เรียกร้องค่ารักษามากเกินควร ไม่ดำเนินการเชิงธุรกิจ 7.เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน และ8.มีคุณธรรม มีเมตตาช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชน เป็นต้น

“จากการพิจารณาคุณสมบัติของอาจารย์เดชา ถือว่าเข้าข่ายเป็นหมอพื้นบ้าน เนื่องจากมีการใช้สมุนไพรดูแลผู้ป่วยรอบๆพื้นที่ ไม่มีการหวงวิชา หลังจากนี้ก็จะเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนในการรับรองเป็นหมอพื้นบ้านตามขั้นตอน ซึ่งทางกรมฯได้มอบให้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สุพรรณบุรี ดำเนินการ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าได้เป็นหมอพื้นบ้านหรือไม่ภายใน 1-2 สัปดาห์ หากผ่านก็จะเข้าสู่กระบวนการอบรมหมอพื้นบ้านระหว่างวันที่ 29-30 เมษายนนี้ ส่วนในเรื่องของตัวน้ำมันกัญชาถ้าจะใช้ต่อ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย โดยต้องร่วมมือกับหน่วยงานวิจัย และมีโครางการวิจัย เพื่อดูทั้งความปลอดภัย และผลจากการใช้ ซึ่งเรื่องนี้จะมีการหารือในวันที่ 18 เมษายน ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจะแถลงข่าวภายหลังหารือ” นพ.มรุต กล่าว

ด้าน นายเดชา กล่าวว่า ในเรื่องกัญชาเริ่มศึกษามาตั้งแต่ปี 2556 แต่ในเรื่องสมุนไพรอื่นๆ ตนทำมานานกว่า 10 ปีแล้ว คือรางจืด สมุนไพรแก้พิษ ซึ่งมีหลักฐาน มีข้อมูลหมด จึงเข้าข่ายตามเกณฑ์หมอพื้นบ้านได้ ส่วนเรื่องกัญชา มาทำภายหลัง และไม่เกี่ยวกับมูลนิธิ ตนทำส่วนตัว เพราะห่วงว่าตัวเองจะป่วยเป็นมะเร็งเหมือนมารดา แต่พอทำมาเรื่อยๆ ก็เห็นมีประโยชน์จึงทำ และประสานกับทางวัด เพื่อแจกให้ผู้ป่วยประมาณ 5,000 คน แต่ก็ทราบดีว่า ผิดกฎหมาย ซึ่งยอมทำเพราะคิดว่า หากเราทำเพื่อผู้ป่วย ในอนาคตเมื่อประชาชนเรียกร้องก็น่าจะแก้กฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรมขอครอบครองกัญชาตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา (อย.) ขณะนั้นตนอยู่ต่างประเทศ และกำลังจะยื่นนิรโทษ แต่ไม่ทันถูกจับก่อน

“อย่างไรก็ตาม วันนี้ (17 เม.ย.) ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปแจ้งนิรโทษครอบครองกัญชาแล้ว และคาดว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายต่างๆ เพื่อให้ถูกต้องและพร้อมแจกน้ำมันกัญชาเพื่อประชาชนต่อไป” นายเดชา กล่าว

นายปานเทพ กล่าวว่า จากการพิจารณาสูตรการผลิตน้ำมันกัญชาของนายเดชา มองว่าถือว่าปลอดภัยระดับหนึ่ง เนื่องจากปริมาณไม่มาก ไม่เมา และยังเน้นความสมดุลทางกายและจิต ซึ่งหากพิจารณาแล้วมีการใช้กัญชาสกัดออกมาเพียงร้อยละ 3 ซึ่งมุมมอง ม.รังสิต ถือว่าน้อยและปลอดภัย แต่เพื่อความมั่นใจก็ต้องมีการตรวจหายาฆ่าแมลง สารโลหะหนัก สารปนเปื้อนต่างๆด้วย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 18 เมษายนนี้ ที่จุฬาฯ ที่จะหารือกันของ 3 มหาวิทยาลัย มี ม.รังสิต จุฬาฯ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ รพ.อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี อย. ฯลฯ ก็น่าจะได้ข้อสรุปในการร่วมมือกันเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันกัญชาของนายเดชาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแจ้งนิรโทษครอบครองกัญชา ข้อมูลจาก อย. ตั้งแต่เปิดรับแจ้งวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ถึงปัจจุบัน มีผู้แจ้งครอบครองกัญชาแล้ว 1,053 ราย และมีผู้สอบถามเข้ามาที่ อย. รวม 8,850 ราย โดยขอให้มาแจ้งครอบครองภายในกำหนดของกฎหมายนิรโทษภายในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้

มติชนออนไลน์

บทความก่อนหน้านี้มีผลแล้ว! กม.ข่าวกรองแห่งชาติ เปิดช่องใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ล้วงข้อมูลบุคคล
บทความถัดไปครม.ตั้ง ‘พล.อ.ประวิตร’ ปธ.กก.นโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล