ทีมโฆษก “เพื่อชาติ” จวกเลือกตั้งพิลึก จี้ กกต.เปิดคะแนนดิบทุกหน่วย

วันที่ 1 เมษายน 2562 กระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดการเลือกตั้ง ของกกต.เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะการนับคะแนนที่ล่าช้าและการคำนวณคะแนนที่เกิดคำถามว่ายุติธรรมหรือไม่ ล่าสุดพรรคเพื่อชาติ ได้ออกมาให้ความเห็นดังกล่าว

นางสาวเกศปรียา แก้วแสนเมืองเผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีตรรกะที่พิลึก และทำเรื่องพลิกกลับมาตรฐานหลายมิติ ตั้งแต่จำนวนบัตรที่กับจำนวนผู้มาใช้สิทธิที่แถลงกี่ครั้งตัวเลขก็ไม่เคยลงตัว การนับคะแนนที่มีระบบดิจิตอลกลับนับคะแนนช้ากว่าในอดีตที่ไม่มีระบบดิจิตอล คือในอดีตเลือกตั้งเสร็จรู้ผลการเลือกตั้งในวันนั้นเลย มาถึงการคำนวณจำนวน สส. บัญชีรายชื่อ ด้วยการนำตัวเลขผู้ใช้สิทธิทั้งหมดมาหารจำนวน สส 500 คน ซึ่ง สส บัญชีรายชื่อ 1 คน ต้องได้คะแนนประมาณ 70,000 คะแนน ทีนี้คะแนนพรรคใหญ่ที่ได้ สส เขตจำนวนมากเกิน เลยนำคะแนนส่วนเกินนั้นมาคิดตามกฏหมายการเลือกตั้งของ กกต.ไม่ได้ กกต. จึงใช้กฏหมายที่ตรรกกะพิลึก เอาจำนวน สส. บัญชีรายชื่อ มาแจกพรรคที่ได้คะแนน 30,000 -60,000 คะแนนให้ได้จำนวน สส. 1 คน ซึ่งเป็นวิธีการคิดจำนวน สส. ที่ทำเอาประชาชนงงทั้งประเทศ ว่าบางพรรค 70,000 กว่าคะแนนได้ สส. 1 คน บางพรรค 30,000 คะแนนได้ สส. 1 คน ซึ่งเป็กฏหมายที่ไม่มีความยุติธรรมและไม่มีมาตรฐาน ตนขอถามว่าในการออกกฎหมายมาบังคับประชาชนทั้งประเทศแบบไม่ยุติธรรมและไม่มีมาตรฐานด้วยสามัญสำนึกทั่วไปทำได้เหรอ

โฆษกพรรคเพื่อชาติกล่าวต่อว่า ตามตรรกะมาตรฐานทั่วไปที่เด็กประถมศึกษาก็ทราบคือ วิธีการคำณวนผลคะแนนดิบ แล้วนำมาตัดเกรดเพื่อวัดผลว่าสอบได้หรือสอบตกต้องซ่อม คือ สมมุติมีการตัดเกรด A สำหรับผู้สอบได้ 70 ขึ้นไป ส่วนคนได้ต่ำกว่า 50 คือสอบตก E หรือ F ต้องซ่อม เป็นมาตรฐานที่คนทั้งโลกเข้าใจ ไม่ใช่การคำณวนจำนวน สส. บัญชีรายชื่อแบบกฏหมายเลือกตั้งลูกของ กกต. ที่ส่วนใหญ่ 70,000 กว่าคะแนนได้ สส. บัญชีรายชื่อ 1 คน แต่มีส่วนน้อยบางพรรค 30000 – 60000 กว่าคะแนนได้ สส. 1 คน แบบนี้เป็นวิธีการคำนวณแบบสร้างความเหลื่อมล้ำซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมาอีกมากมาย ดังนั้นการเขียนกฏหมายที่สร้างความเหลื่อมล้ำควรถูกประณามและกำจัดออกไป อย่าให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจว่าการปฏิรูปประเทศ 5 ปีของ คสช. คือ การพลิกกลับมาตรฐานด้านกฎหมายเพื่อสืบทอดอำนาจของทหารสืบไป

ด้าน ดร.รยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงกระแสการต่อต้าน กกต.ว่า ตนเกรงว่ากระแสการต่อต้าน กกต. นี้จะรุนแรงกว่าที่คิด จากที่แรก ๆคิดว่าจะเป็นเพียงแค่ไฟลามหญ้า แต่ที่จริงแล้ว อาจจะเป็นปรากฎการณ์ ไฟลามป่า ที่ลุกลามรวดเร็ว ไม่มีทีท่าว่าจะจบง่าย ด้วยประชาชนรอการเลือกตั้งครั้งนี้มานาน ถ้านับกันดี ๆ เราไม่มีการเลือกตั้งที่สำเร็จเสร็จสิ้นมาแล้วกว่า 8 ปี และเมื่อ 5 ปีที่แล้ว การเลือกตั้งก็ถูกขัดขวาง จนทำให้เกิดการโมฆะในที่สุด เด็กรุ่นใหม่หลายล้านคน ที่เป็นนิวโหวตเตอร์ในตอนนี้ ต่างเฝ้ารอการเลือกตั้งครั้งแรกด้วยความหวัง แม้พวกเขาบางคนจะไม่ทันเห็นความขัดแย้งทั้งหมดที่ผ่านมาตลอดสิบกว่าปี แต่พวกเขาก็ได้รับรู้ รับฟังมามาก และรู้จักที่จะใช้เทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น รอบด้านมากขึ้น รู้เท่าทันมากขึ้น รู้จักตรวจสอบสารที่ได้รับ ว่าจริงเท็จประการใด

“เมื่อการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ ถูกทำให้ผู้คนคิดได้ว่า เกิดความทุจริต ไม่โปร่งใส ไม่ชอบมาพากล หรือบางคนเรียกว่าโกง ไม่มีการออกมาชี้แจง ให้สิ้นสงสัย ไม่เปิดเผยข้อมูลให้เป็นสาธารณะ ทำให้คนคิดได้ว่าเกิดการงุบงิบ ปรับเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นประโยชน์ต่อพวกพ้อง แม้ไม่มีใครต้องการให้การเลือกตั้งที่เฝ้ารอ เป็นโมฆะ แต่ก็ไม่มีใครต้องการให้การออกเสียงเลือกตั้งของพวกเขาถูกบิดเบือน เจตนารมณ์ไปเช่นกัน” รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าว

ดร.รยุศด์ กล่าวอีกว่า วิธีการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็เป็นอีกกรณีที่สร้างความสับสนไม่ตรงกันให้กับสังคมไม่น้อยในเมื่อ กรธ.ออกแบบรัฐธรรมนูญ ให้มีการใช้บัตรใบเดียวแล้ว ก็ควรต้องระบุไว้อย่างชัดเจนถึงวิธีคำนวณการได้มาซึ่ง ส.ส.มิใช่เปลี่ยนไปมา ไม่มีความชัดเจนเช่นนี้ และก็ไม่มีการออกมาชี้แจง ให้เกิดความกระจ่าง ผลการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบไม่เป็นทางการ คำนวณ ณ วันที่ 27 มีนาคม 2562 พรรคเล็กได้ 1 ที่นั่ง ได้แก่ รักษ์ผืนป่า พลังปวงชนไทย แต่หลังการแถลง 28 มีนาคม มีเพิ่มมาอีก 12 พรรค จากการคำนวณอีกแบบ คือในระบบนี้ ใครได้ ส.ส.เขตเยอะได้เปรียบ เป็นที่รู้กันตั้งแต่ต้น แต่พรรคเล็กได้เปรียบนี่สิ ตนเองก็เพิ่งทราบ ซึ่งจากการคำนวณล่าสุดนี้ ส่งผลให้พรรคเล็กอย่างพรรคประชาชนปฏิรูป ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่มีคะแนน 45,512 คนได้ ส.ส.1 คน หรือพรรคไทรักธรรม 33,748 คน ก็ได้ ส.ส.1 คน ในขณะเดียวกัน พรรคที่ได้ ส.ส.เขตมากเป็นลำดับต้น ๆ มีคะแนนตกน้ำจำนวนมาก หลายแสนคะแนน ส่งผลให้พรรคอนาคตใหม่มีจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อลดไป 7 คน การคำนวณด้วยวิธีนี้ เกิดความลักลั่น ไม่สมเหตุสมผล ไม่เท่าเทียมกัน ทำให้สัดส่วน ส.ส.ต่อประชาชนที่ไปเลือกพรรคการเมืองแต่ละพรรค แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ เราจะพิสูจน์ได้อย่างไร ว่ากกต. ใช้วิธีการคำนวณนี้มาตั้งแต่ต้น มิได้เพิ่งมาคิดได้ว่าจะสามารถลด ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ได้ และสามารถเพิ่มจำนวน ส.ส.พรรคเล็กที่จะมาสนับสนุน พรรคพลังประชารัฐได้

ทั้งนี้ ดร.รยุศด์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้การต่อต้านลุกลามจนเกิดการบานปลาย ตนขอเรียกร้องให้ กกต.ออกมาเปิดเผยตัวเลข คะแนนดิบในแต่ละหน่วย สู่สาธารณชน ให้ทุกผู้ทุกคนหาเครื่องคิดเลขมาช่วย กกต.คำนวณ หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว รวมทั้งเปิดเผยวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้ชัดเจน พร้อมเปิดหลักฐานว่า กกต.ได้ใช้วิธีคำนวณนี้มาตั้งแต่ต้น มิได้คิดขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ดังที่มีคนตั้งข้อสังเกต ดังที่ผู้มีอำนาจชอบอ้างกัน หาก กกต.ทำงานอย่างสุจริต โปร่งใส ก็ไม่มีใครจะมาว่าได้ ทุกคนก็จะยอมรับผลของการเลือกตั้งได้ ไม่ว่าผลนั้นจะเป็นไปในทางใดก็ตาม

บทความก่อนหน้านี้“ปลัดแรงงาน”แถลงต่อเวทีไอแอลโอ รัฐบาลไทยส่งเสริมสิทธิเสรีภาพความปลอดภัยแรงงาน
บทความถัดไปนพ.สมศักดิ์ ฉลอง 30 ปี บนเส้นทางความงามสู่อาณาจักรศัลยกรรมอันดับหนึ่ง เปิดตัว “วาลานี่” เจลอาบน้ำทองคำ บุกตลาดสบู่เหลวพรีเมียม