ธปท.ถกลดความเสี่ยงอสังหาฯ / การบินไทยยันซื้อเครื่องล็อตใหม่ ตามมติ ครม. / ขึ้นบัญชีควบคุมค่ายาค่าหาหมอ

แฟ้มข่าว

ดัชนีเอ็มพีไอทุบสถิติสูงสุด

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนพฤศจิกายน 2561 ขยายตัว 0.98% อยู่ที่ 116.57 สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่โตสูงสุดรอบ 5 ปี 6 เดือน ปัจจัยบวกจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยสูงถึง 3.17 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.5% อัตราการใช้กำลังการผลิต 69.37% ส่วนเอ็มพีไอ 11 เดือนของปี 2561 ขยายตัว 2.99% โดย สศอ.คาดการณ์เอ็มพีไอทั้งปี 2562 ขยายตัว 3% ตามเป้าหมาย ซึ่งเติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 ส่วนจีดีพีภาคอุตสาหกรรมปีนี้คาดอยู่ที่ 2.8% โดยคาดการณ์ว่า เอ็มพีไอจะขยายตัวได้ 2-3% จีดีพีอุตสาหกรรมโต 2-3% ปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคในประเทศช่วงไตรมาสแรกปี 2562 น่าจะปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมจากการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ แนวโน้มเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนามีความเปราะบาง

ไฟเขียวสถานีปลั๊กอินไฮบริด

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการส่งเสริมการลงทุน ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ของบริษัท พลังงานมหานคร จำกัด เงินลงทุน 1,092 ล้านบาท นับเป็นโครงการลงทุนแห่งแรกในกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของภาคเอกชนที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เป็นโครงการลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก หรือปลั๊กอินไฮบริด (พีเอชอีวี) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (บีอีวี) ปัจจุบันค่ายรถยนต์ชั้นนำของโลกได้ให้ความสนใจและวางแผนจะตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยตามแผนของการขับเคลื่อนด้านพลังงาน คาดว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2564 โดยบริษัทพลังงานมหานครมีแผนกระจายการจัดตั้งสาขาสถานีบริการทั่วประเทศกว่า 3,000 หัวจ่าย อาทิ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น ระยอง ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ภูเก็ต สงขลา และสุราษฎร์ธานี

ยันซื้อเครื่องบินตามมติ ครม.

นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของแผนจัดซื้อเครื่องบินล็อตใหม่ว่า เบื้องต้นการบินไทยได้ตอบคำถามแผนจัดซื้อเครื่องบินตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่สอบถามมาแล้ว พร้อมทั้งส่งจดหมายตอบกลับ ซึ่งระบุถึงการยืนยันใช้กรอบจัดซื้อฝูงบินจำนวน 38 ลำ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 ให้การบินไทยจัดหาเครื่องบิน 75 ลำ และการบินไทยทยอยจัดซื้อไปแล้ว 37 ลำ คงเหลืออีก 38 ลำ โดยได้ส่งการบ้านตอบกลับ สศช.ไปนานแล้ว และก็ส่งหนังสือยืนยันจำนวนเครื่องบินที่จะซื้อไปแล้ว ซึ่งคงกรอบไว้ที่ 38 ลำ แต่จะส่งแผนรายละเอียดเพิ่มเติมกลับไปอีกครั้ง เนื่องจากขณะนี้ทีมที่ปรึกษายังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาเปรียบเทียบตลาด เพื่อวิเคราะห์ถึงจำนวนเครื่องบินที่จะทำการจัดซื้อ ใช้เงินเท่าไหร่ และจะใช้บินไปไหน รายละเอียดพวกนี้การบินไทยจะให้คำตอบเพิ่มเติมกลับไปอีกครั้ง ซึ่ง สศช.ก็ไม่ได้มีคำถามเพิ่มเติม แต่เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องด่วนที่จะต้องเร่งทำ

ขึ้นบัญชีควบคุมค่ายาค่าหาหมอ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า จากการหารือหาแนวทางการกำกับดูแลค่ารักษาพยาบาล ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชน และสมาคมประกันชีวิตไทย หลังจากได้รับร้องเรียนจากประชาชนให้แก้ไขปัญหาราคายาและค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ต้องการให้กระทรวงใช้กลไกควบคุมราคา ดังนั้น จึงได้สั่งการให้ที่ประชุมไปหาข้อสรุปในเรื่องของราคาเพดานค่ายาและค่าบริการ และค่ารักษาพยาบาล โดยให้นำกลับมาประชุมอีกครั้งในเดือนมกราคมปี 2562 ซึ่งการใช้มาตรการตามข้อกฎหมายเข้ามาดูแลเพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม ถือเป็นมาตรการระยะสั้นที่กระทรวงเข้ามาดูแล ส่วนมาตรการระยะยาวจะให้กระทรวงสาธารณสุขจัดทำเป็นมาตรฐานด้านบริการฉุกเฉินที่มีอยู่แล้วนำมาบังคับใช้ และให้ผู้ใช้บริการได้รับทราบสิทธิอย่างเต็มที่และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายให้มากที่สุดต่อไป

ธปท.ถกลดความเสี่ยงอสังหาฯ

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ผลการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) เห็นชอบให้ติดตามความเสี่ยงซัพพลายคงค้างในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมามีกำลังซื้อจากต่างชาติค่อนข้างสูง โดยเฉพาะจีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในตลาดคอนโดมิเนียม จึงต้องระมัดระวังความเสี่ยงที่ความต้องการซื้อในส่วนนี้อาจลดลง หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง ขณะที่ซัพพลายพื้นที่อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากโครงการ (มิกซ์ยูส) ประกอบด้วยที่อยู่อาศัย สำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก จะมีมากขึ้นในอนาคต ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป แม้ว่า ธปท.ปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยแล้ว แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ เพราะที่ผ่านมาธนาคารแข่งขันรุนแรงอาจทำให้มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อลดต่ำลง และติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทย

โดยอัตราส่วนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต่อรายได้ผู้กู้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาระผ่อนชำระหนี้เทียบกับรายได้ต่อเดือนของครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อยยังอยู่ในระดับสูงมาก

บทความก่อนหน้านี้เปิดใจ ‘ทูตยูเครน’ ความท้าทายใหม่ กับอดีตแสนโหดร้ายที่ประชาคมโลกไม่ควรนิ่งเฉย!
บทความถัดไปฝันเรืองรอง “ปชป.ต่ำร้อย”