‘จิรายุ’ ปูด สนช.บางส่วนวิ่งฝุ่นตลบ ขอเก้าอี้ ส.ว. เตือน คสช.โดนครหา ล็อกตัวปูทางสืบทอดอำนาจ

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 เมื่อเวลา 09.30 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง การรับสมัคร สว. ของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต.ว่า เหตุที่มีคนไปสมัครน้อย คงมาจากการที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการสรรหาที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลก ถึงคนละเกือบ26ล้านบาท จากงบประมาณ1,300ล้านบาทในกระบวนการนี้ ซึ่งวันนี้มีผู้สมัครบางตาคงเพราะว่า ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถเป็นปราชญ์ในทุกๆด้านแต่อาจไม่ได้เดินเฉียดใกล้กับผู้มีอำนาจ และคงรู้ว่าสมัครไปก็เท่านั้นเสียเวลาเปล่าถึงเวลาก็อาจมีผู้มีอำนาจมาจิ้มรายชื่อเลือกกันเองก็เป็นได้ วันนี้สังคมต่างคาดหวังว่าสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คนคงจะมาจากคนที่มีคุณวุฒิ และปลอดการเมืองแท้ๆเพื่อจะได้เข้ามาเพื่อเป็นพี่เลี้ยง ให้กับรัฐสภาในการนำพาประเทศไทยไปสู่แสงสว่างและความเจริญให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศหลังจากเสียเวลากันมานานหลายปีไม่ใช่มาเพื่อเป็นบันไดให้ใครขึ้นไปถึงฝั่งฝันเพราะสังคมรู้ดีแล้วว่า 250สว.ในรัฐธรรมนูญนี้มีสิทธิ์โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้

“ดังนั้นสมาชิกวุซิสภาจำนวน 250 คน ในยุค คสช.ก็ไม่ควรจะมีรายชื่อของคนที่มาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ที่ คสช.ทำคลอดมาเมื่อปี2557 เพราะรัฐบาลชุดนี้ หรือพลเอกประยุทธ์ หัวหน้า คสช.อาจถูกครหาได้ว่าล็อกสเปกมาเพื่อปูทางขึ้นสู่อำนาจหรือไม่” นายจิรายุ กล่าว

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่าวันนี้ทราบข่าวว่าสมาชิก สนช.วิ่งกันขาเคล็ด ขอกลับมาเป็นสว.เพื่อที่จะได้กลับมามีอำนาจกินเบี้ยประชุม กินเงินเดือนจากภาษีประชาชนอีกครั้ง ดังนั้นตนจึงขอแนะนำให้กับพี่น้องประชาชนได้จดชื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช.ในยุคนี้ไว้ ว่าเมื่อมีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (สว.)ชุดใหม่แล้วจะมี สนช.ที่เคยถูกแต่งตั้งจากคสช. มาเป็นจำนวนเท่าไหร่ และมีกลุ่มอดีต สว.ที่ได้ดีจากการปฏิวัติรัฐประหารกี่คน

“เพราะวันนี้ประชาชนคาดหวังว่าสมาชิกวุฒิสภาที่กำลังคัดสรรอยู่ในขณะนี้จะเข้ามาเป็นผู้ที่จะช่วยเหลือนำพาประเทศไทยกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ทั่วโลกยอมรับอันหมายถึงการเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับกับนานาอารยะประเทศ” นายจิรายุกล่าว

บทความก่อนหน้านี้ม.44 กับการเลือกตั้ง อะไรบ้างน่าเป็นห่วง!!
บทความถัดไปนักวิชาการประมวลอิงข้อมูลนิด้าโพลล์ “พรรคเพื่อไทย-พันธมิตร” ได้เสียงข้างมาก ชี้ยังมีเวลาปรับกลยุทธ์