เปิดนาทีอุ้ม “เสก” ส่ง ร.พ. “เมียเก่า-เมียใหม่” จับมือ ปิดฉากไลฟ์สดมาราธอน ตะลึงป่วยไบโพลาร์ 10 ปี

ถือเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง

สำหรับกรณีร็อกสตาร์ชื่อดังอย่างเสก โลโซ เจ้าของเพลงฮิตที่คนทุกวัยต่างร้องได้ติดปาก

ผู้มีชีวิตโลดโผนผ่านทางสื่อต่างๆ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ให้ทั้งคนที่เป็นแฟนคลับ และไม่ใช่แฟน ได้ติดตามอยู่ตลอดเวลา

ไล่ตั้งแต่เมื่อครั้งโพสต์รูปขณะเสพยา จนต้องนำตัวไปบำบัด

ต่อด้วยการเลิกรากับภรรยา และมีเรื่องวิวาททำร้ายร่างกายกันตามมา

จนกระทั่งถ่ายคลิปยิงปืนขึ้นฟ้าในวัดที่ จ.นครศรีธรรมราช จนกระทั่งศาลอนุมัติหมายจับ

ขณะที่เสกก็ยังไม่เข้ามอบตัว จนกระทั่งถูกตำรวจชุดอรินทราช พร้อมอาวุธครบมือ บุกจับถึงบ้านพักกลางกรุง

โดย ผบ.ตร. ต้องลงไปอำนวยการด้วยตัวเอง เพราะเจ้าตัวไลฟ์สด พร้อมโชว์ปืน อ้างจะยิงทุกคนที่บุกเข้ามา

ยังดีที่เรื่องครั้งนั้นจบแบบไม่มีการสูญเสียใดๆ

มาครั้งนี้ก็แสดงวีรกรรมครั้งใหม่ ด้วยการไลฟ์สดมาราธอน แสดงความเห็นพาดพิงไปถึงทั่วทุกวงการ จนครอบครัวอดรนทนต่อไปไม่ไหว

เพราะเชื่อว่าทั้งหมดเกิดจากอาการป่วย!!?

ต้องบุกพาตัวส่งโรงพยาบาลรักษาโดยด่วน ซึ่งได้แต่หวังว่าอาการจะดีขึ้นในเร็ววัน

“เสก โลโซ” ไลฟ์สดมาราธอน

เป็นคนที่ชื่นชมการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียอย่างรุนแรงคนหนึ่ง สำหรับเสก โลโซ หรือเสกสรรค์ ศุขพิมาย ร็อกสตาร์ชื่อดัง ซึ่งเมื่อย้อนไปตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊ก SEK LOSO พบว่าเจ้าตัวมักจะไลฟ์สดในกิจกรรมประจำวันเพื่อสื่อสารถึงแฟนๆ อยู่ตลอดเวลา

แต่ที่น่าสนใจก็คือความถี่ของการไลฟ์สดเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561

และเมื่อมาถึงเดือนสิงหาคม ปริมาณการไลฟ์ก็พุ่งสุดขีด เรียกว่าไลฟ์กันทั้งวันทั้งคืน

นับตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม ที่เริ่มไลฟ์ในเดือนนี้ จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม เสกใช้เวลาไลฟ์สดไป 8,718 นาที หรือคิดเป็น 145 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 6 วันเต็มๆ!!

โดยมีผู้เข้าชมทั้งหมดกว่า 21 ล้านวิว หรือเฉลี่ยต่อคลิป 1.5 แสนวิว เรียกว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าเรตติ้งของโทรทัศน์บางช่องเสียอีก

โดยกิจวัตรที่เสกบอกเล่าผ่านไลฟ์สดก็เป็นพวกชีวิตประจำวัน เล่นกีตาร์ ร้องเพลง ฝังปลาที่ตาย ปลูกต้นไม้ กินอาหาร หรือแม้กระทั่งตรวจปัสสาวะ เพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เสพยา

แต่ที่กลายเป็นประเด็นฮือฮา ก็เพราะการไลฟ์สดดังกล่าวพาดพิงคนไปเกือบทุกวงการ

อาทิ การโทรศัพท์หาบิ๊กบอสค่ายเพลงยักษ์ใหญ่

หรือกระทั่งการพาดพิงถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

จนกระทั่งสื่อมวลชนต้องไปติดตามสอบถามกันถึงบ้านพัก ซึ่งเจ้าตัวเปิดบ้านวันที่ 16 สิงหาคม ให้สัมภาษณ์ว่าได้ประกาศยุติการไลฟ์สดแล้ว ยืนยันไม่ได้ติดยาเสพติด ที่ไลฟ์ไปก็เพราะอยากให้เห็นว่าในแต่ละวันตนทำอะไรบ้าง และการไลฟ์สดนี้ ตนได้นอนตามปกติ เพราะแค่วันละ 2-3 ชั่วโมง ก็นอนพอแล้ว

รวมทั้งขอให้นายทักษิณวางมือทางการเมืองแล้วตนจะยุติการไลฟ์สด

แต่ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม เสกก็โพสต์อีกว่า “ถ้ารักเฮียให้สนับสนุนพี่สมศักดิ์ เทพสุทิน, พี่สุเทพ เทือกสุบรรณ, พี่มาร์ค อภิสิทธิ์, พี่เนวิน ชิดชอบ ฯลฯ และแน่นอนที่สุด ต้องสนับสนุนให้นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูแลบ้านเมืองไปก่อนจนกว่าจะสงบเรียบร้อยดีแล้ว เราค่อยมาเลือกตั้งกัน!!”

แสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจน!??

ครอบครัวพาส่ง ร.พ.

อย่างไรก็ตาม หลังจากการไลฟ์สดมาราธอนไม่หลับไม่นอน เริ่มมีข้อสังเกตว่า หรือจริงๆ แล้วเสกจะป่วยกันแน่!??

โดยมีข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นไบโพลาร์

นพ.ยงยุทธ์ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ระบุว่า ไบโพลาร์เป็นโรคทางจิตเวช ส่วนหนึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ อาการของโรคดังกล่าวจะมี 2 ขั้ว คือ

1. แบบซึมเศร้า คนที่เป็นจะมีอาการ เช่น ท้อแท้ เบื่อหน่าย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ไม่อยากทำอะไร

2. แบบฟุ้ง คนที่เป็นจะมีอาการคือ ขยัน พูดมาก คิดฟุ้ง ฯลฯ เมื่อคิดฟุ้งแล้วจะมีการแสดงพฤติกรรมที่ผิดแปลกไปจากคนปกติทั่วไป

“หากใครมีภาวะแบบนี้ ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เพราะการรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติได้ สำหรับกรณีของเสก โลโซ ผมไม่ใช่แพทย์เจ้าของไข้ ไม่สามารถยืนยันว่าป่วยเป็นไบโพลาร์จริงหรือไม่

หากมีการยืนยันจากทนายส่วนตัวว่าป่วยเป็นโรคดังกล่าว เสกก็ต้องเข้าสู่กระบวนการรักษา ผู้ชมการไลฟ์สดไม่ควรแห่ตาม ควรเข้าใจว่าเขาคือคนป่วยที่ต้องได้รับการรักษา และคนที่ใกล้ชิดหรืออยู่แวดล้อมต้องช่วยเหลือ เพราะไบโพลาร์เป็นโรคเรื้อรัง ถ้ารักษาจะทำให้อาการดีขึ้น จนเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ถ้าไม่รักษา ปล่อยทิ้งไว้โรคจะกลับมาใหม่

ผู้ป่วยจะต้องมีวินัย ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ และห้ามขาดยา หากปล่อยไปนานๆ อาการจะรุนแรงมากขึ้น ถึงที่สุดแล้วอาจจะมีการคลุ้มคลั่ง และสุดท้ายอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยไบโพลาร์สามารถอดนอนได้ถึง 2 สัปดาห์”

หลังจากเสียงทักท้วงมากขึ้น ครอบครัวเสกก็นิ่งอยู่ไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง

โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่เสกให้สัมภาษณ์สื่อ ก็เตรียมรถตู้เข้าไปรับเพื่อไปส่งโรงพยาบาล แต่เสกไม่ยอมไป พร้อมสั่ง รปภ.หมู่บ้านไม่ให้เข้า ทีมงานที่ไปก็รอจนถึงตี 2 ของวันที่ 17 สิงหาคม จนต้องถอนทัพกลับ

จนกระทั่งคืนวันที่ 18 สิงหาคม ก็จัดทีมงานไปอีกชุด ครั้งนี้มีน้องเสือ-เสฏกานต์ ศุขพิมาย ลูกชาย และกานต์-วิภากร ศุขพิมาย ภรรยาเก่าร่วมทีม ซึ่งครั้งนี้ รปภ.ให้เข้า เพราะบ้านดังกล่าวมีชื่อของน้องเสือเป็นเจ้าของ

กระทั่งทีมงานเข้าไปถึงเวลา 20.00 น. พยายามจะพาเสกไปหาหมอ แต่เสกก็ไม่ยอม จนกระทั่งรู้ตัวว่าขัดขืนไม่ได้ ก็ยอมไปโรงพยาบาลแต่โดยดีในเวลา 21.00 น.

โดยเบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากอีฟ-อภิสร์ญา พัฒนวรทรัพย์ ภรรยาคนปัจจุบันติดต่อไปยังคนรู้จักให้ช่วยติดต่อขอความช่วยเหลือจากกานต์ เพราะไม่ไหวแล้ว

จนกระทั่งร่วมกันวางแผนพาตัวเสกส่งรักษาโรงพยาบาลได้สำเร็จ

เปิดแผนปลอมเป็นรถมูลนิธิ

ภายหลังภารกิจสำเร็จ กานต์เผยว่า เสกเป็นไบโพลาร์มาแล้ว 10 กว่าปี เมื่อเป็นจะซึมเศร้า ไม่ออกจากบ้าน ไม่เจอใคร เป็นทุกข์ตลอดเวลา อยู่กับใครไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่สนุก ต้องอยู่กับตนคนเดียว ต้องคุยเป็นเพื่อนเขาตลอดเวลา ลูกยังไม่กล้าเจอ ไม่อยากให้เห็นในสิ่งที่เขาเป็น เขาจะขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ให้ตนไปนั่งเป็นเพื่อน

“แพทย์ลงความเห็นว่า เสกเป็นไบโพลาร์ขั้นรุนแรง ขั้นสุดท้าย ถือว่าวิกฤต สามารถฆ่าตัวตายได้”

ขณะที่เสือเล่าถึงนาทีบุกพาพ่อไปโรงพยาบาลว่า เริ่มรู้สึกว่าพ่ออาการหนักขึ้น เพราะชอบคุยหลอนๆ คิดว่าต้องพาไปรักษา แต่ไม่รู้จะทำยังไง จึงปรึกษาแม่กับอีฟ ครั้งแรกวันที่ 16 สิงหาคม วางแผนจะให้พ่อกินยานอนหลับ พยายามหายาน้ำ แต่ไม่มี มีแต่ยาเม็ด ที่ต้องบดผสม ซึ่งไม่เวิร์ก จึงไปสั่งยาสลบมา แต่อีฟไม่กล้าให้พ่อกิน เพราะกลัวอันตราย

แผนที่วางไว้ว่าจะไปรอให้พ่อหลับแล้วเอารถเข้าไปรับก็เลยไม่สำเร็จ

จากนั้นวันที่ 18 สิงหาคม ตนไปพร้อมรถตู้ คุยกับนิติบุคคลและ รปภ.เรียบร้อย แต่ก็ยังเข้าไม่ได้ เลยสวมรอยเป็นรถมูลนิธิมารับเงินบริจาค เพราะตอนนั้นพ่อไลฟ์รับบริจาคอยู่พอดี พอ รปภ.โทร.ไปถาม พอก็ยอมให้เข้า

เมื่อไปถึงจะมีอีฟคอยส่งสัญญาณอยู่ภายในบ้าน มีเจ้าหน้าที่เข้าไป 3 คน ทำทีมารับบริจาคให้กับมูลนิธิ แล้วก็หลอกถ่ายรูป ก่อนพาไปขึ้นรถตู้ส่งไปโรงพยาบาล

ด้านอีฟระบุว่า เสกบอกว่าที่ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กนั้น เพราะว่าแฟนคลับเรียกร้องให้ไลฟ์ บางไลฟ์เสกเปิดเพลงเศร้าฟัง แล้วซึมเศร้าร้องไห้ตาม ก็กลัวจะทำร้ายตัวเอง ที่ผ่านมาเสกไม่ได้กินยารักษาโรคไบโพลาร์ ครั้งสุดท้ายที่ไปหาหมอคือช่วงปีที่แล้ว ตอนนั้นแพทย์บอกว่าใกล้หายแล้ว ทำให้เขาไม่ไปหาหมอต่อเนื่อง

ส่วนวันที่ร่วมมือพาเสกไปโรงพยาบาล ก็เป็นคนปีนหน้าต่างบอกพิกัดบ้านให้ เสกเข้าใจว่าเป็นคนจากมูลนิธิ เลยให้เข้ามา แต่เมื่อล็อกตัวไปส่งโรงพยาบาล เสกพยายามขัดขืน สุดท้ายทีมงาน 4-5 คนก็ต้องช่วยกัน ตอนนั้นเสกถามว่าถ้าไปหาหมอไม่มีอะไร กลับบ้านได้เลยใช่ไหม เมื่อเห็นขึ้นรถตู้ไปด้วย เสกเลยยอมโดยดี

เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล รอวันหายดี กลับมาสร้างผลงานให้แฟนๆ ได้ชื่นชม

บทความก่อนหน้านี้ฐากูร บุนปาน : พลาดไม่ได้!
บทความถัดไปผ่าปัญหา “ช้างศึก” กลับบ้านไว