สมุนไพรเพื่อสุขภาพ/โครงการสมุนไพรเพื่อการพึงพาตนเอง/ผจญโควิด-19 ด้วยภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย (2)

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ/โครงการสมุนไพรเพื่อการพึงพาตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org

ผจญโควิด-19

ด้วยภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย (2)

 

โรคระบาดไวรัสเคยมีมาแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว

ในระดับโลก เช่น ไข้หวัดใหญ่สเปนเมื่อร้อยปีที่แล้ว และในรัชกาลที่ 2 เกิดโรคระบาดอหิวาต์จนมีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน

ในภูมิปัญญาดั้งเดิมการแพทย์แผนไทยก็เคยรับศึกโรคระบาดมาแล้ว แม้จะอวดอ้างไม่ได้ว่าจะสยบไวรัสโควิด-19 แต่ก็มีการบันทึกเรื่องโรคระบาดยุคโบราณไว้ใน “พระคัมภีร์ตักศิลา” กล่าวถึงโรคไข้พิษ ไข้กาฬต่างๆ ที่ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นเบือคล้ายกับโรคระบาดจากเชื้อไวรัสในยุคปัจจุบัน

อันที่จริงไข้ไวรัสกับไข้พิษในพระคัมภีร์ตักศิลาก็มีที่มาคล้ายๆ กัน คำว่า virus มาจากรากศัพท์ภาษาละติน แปลตรงตัวว่า “พิษ”

ด้วยเหตุนี้นักจุลชีววิทยาไทยรุ่นแรกๆ จึงเรียกชื่อโรคไวรัสว่า โรค “วิสา” ซึ่งเป็นคำภาษาบาลีที่แผลงมาจากคำภาษาสันสกฤตว่า “พิษ” นั่นเอง (พ=ว,ษ=ส)

ในคัมภีร์แพทย์ อายุรเวทของอินเดีย กล่าวถึงสาเหตุของไข้หรือชวรา ไว้ว่ามี 2 ลักษณะ คือ ไข้อันเกิดจากความแปรปรวนของพลังปิตตะ วาตะ เสมหะภายในร่างกายเอง

และไข้ที่เกิดจากเชื้อโรคภายนอกเข้าสู่ร่างกาย ที่เรียกว่า “วิษกริมิ” หรือ “เชื้อโรค (กริมิ) ที่ก่อให้เกิดพิษ (วิษ)” ซึ่งมีอาการมากกว่าเป็นไข้ตัวร้อนธรรมดา แต่พิษจากเชื้อโรคสามารถทำลายอวัยวะภายในอย่างรุนแรง จึงเรียกว่าไข้พิษและมักทำให้เกิดตุ่ม เม็ด ผด ผื่นมีสี ดอกดวงลักษณะต่างๆ ผุดขึ้นตามผิวหนัง

จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ไข้กาฬหรือไข้ผื่น

 

ในพระคัมภีร์ตักศิลากล่าวถึงหลักการรักษาไข้พิษ ไข้กาฬ ซึ่งครอบคลุมถึงไข้หวัดใหญ่ไว้ว่า

“แลพระผู้เป็นเจ้าจึ่งห้ามว่าไข้จำพวกนี้ ย่อมห้ามมิให้วางยาร้อนเผ็ด ยาเปรี้ยว อย่าให้ประคบนวด อย่าให้ปล่อยปลิง (เพื่อดูดเลือด) อย่าให้กอกเอาโลหิตออก อย่าให้ถูกน้ำมัน เหล้าก็อย่าให้ถูก น้ำร้อนก็อย่าให้อาบ อย่าให้กิน ส้มมีควันมีผิว กะทิน้ำมันห้ามมิให้กิน ถ้าใครไม่รู้ทำผิดดังกล่าวมานี้ ก็ถึงมรณภาพความตายดังนี้แล”

ดังนั้น ตำรับยาพื้นฐานที่ใช้รักษาไข้พิษและกระทุ้งพิษกาฬออกมา ท่านจึงใช้ยารสจืดเย็นที่มีชื่อว่า “ยาแก้วห้าดวง” หรือ “ยาห้าราก”

และยังมีชื่อเรียกเพราะหูดังดวงแก้วส่องสว่างอีกว่า “ยาเบญจโลกวิเชียร” ได้แก่ รากคนทา รากท้าวยายม่อม รากชิงชี่ รากมะเดื่ออุทุมพรและรากย่านาง ใช้เสมอภาค ต้มกินเมื่อยาเย็นลงแล้ว

ยาตำรับนี้หมอไทยรู้จักกันดี นอกจากนี้ยังมียาประสะกระทุ้งผิวภายนอก โดยใช้ใบย่านาง ใบมะขาม ซึ่งหาง่ายเอามาอย่างละเท่าๆ กัน ต้มเอาน้ำแทรกดินประสิวนิดหน่อย จากนั้นละลายกับน้ำซาวข้าว เมื่อยาเย็นลงแล้ว นำมากรองใส่ในขวดสเปรย์พ่นตามผิวหนังทั่วร่างกาย

การใช้ยากินและยาประสะผิวดังกล่าว เป็นการควบคุมธาตุน้ำ ลม ไฟภายในร่างกายให้สงบ ไม่ให้จลนะแปรปรวน แต่ในกรณีที่เชื้อไข้พิษ (วิษกริมิ) เข้าไปทำลายธาตุดินหรืออวัยวะภายใน หมอจึงต้องวางยาพุ่งเป้ารักษาธาตุดินเป็นการเฉพาะด้วย

อย่างในกรณีของเชื้อโควิด-19 ที่โจมตีปอดนั้น ในพระคัมภีร์โรคนิทาน ท่านได้บอกยารักษาปอด

“เมื่อพิการแตก มีอาการดุจไข้พิษ คือกาฬขึ้นในปอด ให้ร้อนอก กระหายน้ำ แล้วหอบจนโครงลด” ให้ “เอารากกะถินพิมานมาต้มกินหาย”

 

อย่างไรก็ตาม ถึงมียาดีแค่ไหนก็ไม่สู้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งมนุษย์และสังคมไปพร้อมๆ กันด้วย

ดังพระบรมราชวินิจฉัยแห่งล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า ความไข้ซึ่งบังเกิดไปทั่วแก่สมณพราหมณ์และไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินครั้งนี้ เพื่อ (เป็นเพราะ) กรรมของสัตว์ ใช่จะเป็นแต่กรุงเทพมหานครก็หาไม่ เมืองต่างประเทศแลเกาะหมากเมืองไทรก็เป็นเหมือนกัน ซึ่งจะรักษาพยาบาลแก้ไขด้วยคุณยาเห็นจะช่วยไม่ได้”

คำว่า “กรรมของสัตว์” ในที่นี้ก็คือ พฤติกรรมของมนุษย์และสังคมนั่นเอง ตรงกับพระพุทธพจน์ที่ตรัสแก่พระอานนท์ใน “อาพาธสูตร” (พระสูตรว่าด้วยความเจ็บป่วย)

สรุปได้ว่า ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในกายนี้ นอกจากเกิดจากเชื้อโรค ความเปลี่ยนแปลงของธาตุ อายุ ภูมิอากาศ (ฤดูกาล) ภูมิประเทศ ฯลฯ แล้ว ยังมีโรคที่เกิดจากการบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอ โรคอันเกิดจากผลแห่งกรรม และโรคที่เกิดจากพฤติกรรมชีวิตที่ไม่เหมาะสมด้วย

ดังนั้น ถ้ามนุษย์คิดจะเปลี่ยนโลกเพื่อสนองความต้องการของตัวเองไม่สิ้นสุด และคิดเอาชนะโรคด้วยยามหัศจรรย์ นั่นเป็นวิธีคิด วิธีแก้ปัญหาที่ผิด เพราะเมื่อโรคเปลี่ยน ภูมิอากาศโลกเปลี่ยน มนุษย์จะใช้ชีวิตแบบโลกาภิวัตน์ไม่ได้อีกแล้ว

ตอนที่เกิดโรคห่าระบาดใหญ่ในภาคกลางของสยามเมื่อ พ.ศ.1890 เป็นโอกาสให้สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงย้ายเมืองจากลุ่มน้ำจรเข้สามพัน ไปสร้างเมืองใหม่ที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เรียกว่า อาณาจักรอยุธยา ซึ่งรุ่งเรืองมาถึง 417 ปี แต่ปัจจุบันการแก้ปัญหาโรคระบาดอาจต้องคิดไปไกลกว่าการย้ายลุ่มน้ำ ย้ายเมืองอย่างในสมัยโบราณ

โรคโควิด-19 และขบวนโรคระบาดอุบัติใหม่ที่กำลังจะเดินพาเหรดตามมา เป็นการส่งสัญญาณมรณานุสติให้มนุษย์ต้องคิดออกแบบพฤติกรรมสุขภาพใหม่ คิดถึงการอยู่ร่วมในสังคมเมืองแบบใหม่ และสร้างอารยธรรมแบบใหม่ ซึ่งแตกต่างไปจากที่เป็นอยู่ในขณะนี้โดยสิ้นเชิง

หากมนุษย์ยังมีความหวังว่าจะสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ข้ามศตวรรษนี้ไปได้

บทความก่อนหน้านี้เศรษฐกิจ / ‘ครม.’ ใจป้ำอัด 1.9 ล้านล้าน อุ้มไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19 เอกชนโวยรัฐจ่ายยาไม่ถูกโรค
บทความถัดไปรายงานพิเศษ / จาก ม.44 ถึง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเคอร์ฟิว ปฏิวัติซ่อนรูป – ‘บิ๊กตู่’ ยึดอำนาจ? ทหารพรึบ! ทั่วเมือง จับตาบทบาท ‘บิ๊กป๊อก’