กาละแมร์ พัชรศรี : “จดหมายจากน้องรัก”

กาละแมร์ พัชรศรีtwitter @kalamare

ถึง พี่แมร์

นนท์อยากเล่าประสบการณ์การฝึกสอนเทอมนี้ให้ฟัง

การฝึกสอนเทอมนี้เป็นเทอมที่ท้าทายตัวเองพอสมควร

ตอนแรกที่เข้ามาอยู่ที่นี่เต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัดและผิดหวัง

ร้องไห้บ่อยมากกก ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่คิดไว้เลย

ภาพโรงเรียนที่เคยเข้ามาดูงาน ทุกอย่างดูลงตัว ชอบที่นี่มากกก ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาดูงาน ตั้งใจว่าต้องมาฝึกสอนที่นี่ให้ได้ น้องจึงตัดสินใจเลือกโรงเรียนนี้เพื่อเข้ามาทดลองใช้ชีวิตการทำงานดู

เพราะการทำงานในบรรยากาศที่ดูอบอุ่นและเป็นกันเองคงเป็นบรรยากาศการทำงานที่มีความสุขแน่เลย

แต่…ชีวิตจริงไม่ได้สวยหรูเหมือนภาพที่วาดฝันไว้ ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง

น้องตกใจกับพฤติกรรมอะไรหลายๆ อย่างซึ่งขัดใจและขัดกับสิ่งที่เรียนมามาก

ในใจมีแต่คำถามว่า ทำไม ทำไม และทำไม

มีคำพูดที่ฟังแล้วไม่เข้าหู แต่จำเป็นต้องฟังไปตามหน้าที่

หรือผิดที่เราเองที่ยังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมตอนนี้ไม่ได้

เขาคุยกันในสิ่งที่เราเข้าไม่ถึง แล้วน้องยังมีอคติในใจอีก

ช่วงนั้นเลยเป็นช่วงที่ไม่มีความสุขกับการอยู่ในห้องเรียนเลย

ยิ่งอยู่ยิ่งรู้สึกแย่ว่า

ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้

ขอย้ายตัวเองออกไปจากตรงนี้เลยได้ไหม

น้องอยากกลับไปอยู่คณะที่มีอาจารย์และเพื่อนคอยสนับสนุน

ไม่มีใครมาบั่นทอนจิตใจด้วยพฤติกรรมและคำพูด

แต่ความจริงแล้วน้องไม่น่าปล่อยความรู้สึกให้พฤติกรรมของเขามาบั่นทอน passion การทำงานของน้องเลย

 

ตอนนี้น้องไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้เลย

ไม่ชอบการมาโรงเรียนแล้วกลับมานั่งร้องไห้

อยากมาโรงเรียนแล้วมีความสุข

เทอมที่แล้วฝึกสอนสนุกมาก อยากไปโรงเรียนทุกวัน อยากไปเจอเด็กๆ อยากเอาสื่อการสอนไปให้เด็กๆ ใช้

ดีใจเวลาที่เห็นเด็กๆ ตื่นเต้นกับงานของเราที่ตั้งใจทำมาเพื่อพวกเขา

ซึ่งตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้น น้องแทบไม่ได้สนใจเด็กเท่าที่ควรจะเป็น

มัวแต่อยู่กับความรู้สึกของตัวเองล้วนๆ

และช่วงนี้โดนทักบ่อยมากว่า ดูไม่มีความสุขกับการไปโรงเรียนเลย

น้องก็ไม่ชอบการโดนทักแบบนี้เหมือนกัน

ช่วงนี้น้องจึงต้องการกำลังใจ ต้องการคนคอยเตือนสติ พาน้องออกมามองในมุมที่คนอื่นมองบ้าง

แล้วก็ได้รู้ว่าสิ่งสำคัญที่ควรทำให้ได้ในเวลานี้ คือ การรู้ให้เท่าทันความรู้สึกของตัวเอง

รู้ว่าตอนนี้กำลังรู้สึกอะไร สาเหตุของความรู้สึกเหล่านั้นคืออะไร

เป็นช่วงที่ต้องทำงานกับความรู้สึกของตัวเองหนักมาก

พี่แมร์เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ทำให้น้องผ่านเรื่องนี้มาได้ด้วยดี

 

สิ่งที่พี่แมร์พูดอยู่บ่อยๆ คือ “นี่แหละชีวิตจริง เราต้องเจอกับปัญหาบ้าง แต่ละคนย่อมเจอปัญหาที่ต่างกันออกไป บางทีเรายังไม่รู้หรอกว่าจะผ่านปัญหานี้ไปได้อย่างไร แต่ปัญหานี้จะทำให้เราโตขึ้นแน่นอน!”

น้องเริ่มทำใจยอมรับกับปัญหานี้ได้ รู้สึกพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วละ

เริ่มจากการพูดคุยและฟังเสียงของตัวเอง

ถึงแม้ในช่วงนั้นน้องพูดอยู่บ่อยๆ ว่า รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะรู้สึกดีขึ้นกว่านี้ได้ แต่ขอเวลาที่ไม่รู้ว่าจะทำได้ตอนไหนเหมือนกัน

หลังจากนี้ น้องต้องรวบรวมพลังใจยกใหญ่เลยทีเดียว สามารถทำใจกับสภาพที่ต้องเผชิญได้มากขึ้น

โดยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่เผลอปล่อยความรู้สึกของเราไปอีกแล้ว

ตอนนี้ต้องยอมรับและทำใจให้ได้ว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใครสักคนได้ ในเมื่อเขาเป็นของเขาแบบนี้มาตั้งนานแล้ว

เราไม่ชอบที่เขาทำแบบนั้น เขาอาจไม่ชอบที่เราเป็นแบบนี้เหมือนกัน

ต้องนึกถึงใจเขาใจเราด้วย

ดังนั้น เรานี่แหละที่ต้องปรับมุมมองและความคิดของตัวเอง

ต้องไม่ปล่อยความรู้สึกที่เป็นพลังงานลบไปสู่คนรอบตัว

เพราะคนรอบตัวเขาก็รับรู้สึกพลังงานเหล่านี้ได้

ซึ่งคนที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือเด็ก น้องอยากให้เด็กได้รับแต่พลังงานดีๆ

น้องพยายามมองหาสิ่งเล็กๆ ที่เป็นความสุขในแต่ละวัน

เรื่องเหล่านี้เป็นตัวช่วยเติมพลังใจให้เวลาที่เจอเรื่องบั่นทอน

ชีวิตตอนนี้ก็โฟกัสให้ถูกจุดได้มากขึ้น

รู้ตัวว่าตอนนี้กำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน

ซึ่งในการไปโรงเรียน สิ่งที่น้องควรมองเห็นและเป็นความสุขให้กับน้องเสมอคือเด็กๆ

น้องอยากเป็นภาพความทรงจำที่ดีของเด็ก อยากเป็นครูที่ใจดีและเข้าใจพวกเขา

ซึ่งเห็นได้ชัดมากกกกก พอน้องโฟกัสได้ถูกจุด ยิ้มได้มากขึ้น พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เด็กต้องการสื่อสาร

เป็นครูคนเดียวในห้องที่เด็กอยากเข้ามาคุยและเข้ามาเล่นด้วย

บรรยากาศในห้องก็ดูมีความสุขมากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

และในที่สุดถึงเวลาที่ต้องจากลา…

นับได้ว่าเป็นช่วงที่น้องกลับรู้สึกแย่ที่สุดเลย เหมือนไม่ไว้ใจคนที่จะดูแลเด็กต่อหลังจากที่เราออกไป

คิดแทนเด็กไปซะทุกอย่าง

เด็กพยายามเข้ามาพูดกับน้องอยู่บ่อยๆ ว่า “ครูนนท์อยู่กับหนูต่อได้ไหม ไม่ไปได้ไหม ถ้าครูนนท์ไปก็จะเหลือแต่ครูใจร้ายอยู่”

ประโยคที่ทำร้ายจิตใจน้องพอสมควร

การจากลาในเทอมนี้เลยเศร้ากว่าเทอมที่แล้วมาก

นึกไม่ออก ผูกพันกับเด็กที่พูดต่างภาษา ต่างเชื้อชาติกันได้ยังไง แต่พอเข้าใจซึ่งกันและกัน เรากลับรักเขาอย่างสุดหัวใจ

หลังจากนี้คงทำได้แค่การภาวนาให้เด็กมีพลังที่เข้มแข็งมากพอที่จะอยู่ในห้องเรียนกับเพื่อนๆ ได้อย่างมีความสุข

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่น้องทำตามที่พี่แมร์บอกคือ การให้กำลังใจตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ

บอกกับตัวเองในทุกเช้า ว่า “วันนี้เราจะผ่านไปได้อย่างมีความสุข อดทนไว้เยอะๆ นะ” แล้วจะรู้สึกรักตัวเองมากขึ้น

เมื่อเรารักตัวเอง เราจะมอบความรักของเราให้คนอื่นต่อไป

เมื่อเรามีทั้งสองสิ่งนี้ เราจะมอบความรักของเราให้คนอื่นต่อไป อาจเป็นการออกไปทำสิ่งที่รักด้วยความเต็มที่และตั้งใจทำให้ดีที่สุด คนรอบข้างจะได้รับพลังงานดีๆ จากเราต่อไป…

ยิ่งไปกว่านั้นคือ เราต้องตระหนักว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ แต่เราสามารถพัฒนาตนเองได้เสมอ

 

การฝึกสอนเทอมนี้น้องได้เรื่องการทำงานกับความรู้สึกของตัวเองเยอะมากกก

ต้องต่อสู้กับความรู้สึกที่เป็นทุกข์ของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

และรู้สึกดีทุกครั้งที่พาตัวเองออกมาได้

แต่แน่นอนว่า ถ้าน้องอยู่ตัวคนเดียวคงไม่ผ่านมาได้รวดเร็วขนาดนี้

อาจปล่อยมือยอมแพ้ ไม่เดินหน้าต่อก็เป็นไปได้

ขอบคุณพี่แมร์ที่อยู่ข้างๆ เป็นกำลังใจ ให้คำแนะนำ

ส่งพลังให้น้องเสมอ

ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

นนท์เอง

บทความก่อนหน้านี้อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : เมียนมาช่วงเปลี่ยนผ่าน
บทความถัดไปอ้วนห้าม! บินไทยแจ้งรอบเอวเกิน 56 นิ้ว อดนั่ง”บิสซิเนส” โบอิ้ง 787-9