คนมองหนัง : ‘มอน ลาแฟร์เต้’ ศิลปินหญิงคนสำคัญของอเมริกาใต้

คนมองหนัง
ภาพประกอบจาก www.usatoday.com

 

‘มอน ลาแฟร์เต้’

ศิลปินหญิงคนสำคัญของอเมริกาใต้

 

เส้นทางชีวิตและดนตรีของ “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” หญิงสาวชาวไทย ผู้ถูกปลุกปั้นโดยอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี ก่อนจะมีชื่อเสียงโด่งดังระดับอินเตอร์ ทำให้นึกถึงศิลปินหญิงอีกรายหนึ่ง ซึ่งร้อง-เล่น-เขียนพลงอยู่ ณ อีกซีกโลก

เธอคนนั้นคือ “มอน ลาแฟร์เต้” (Mon Laferte) นักร้อง-นักแต่งเพลงหญิงวัย 38 ปี ซึ่งถือเป็นศิลปินเพลงป๊อปชาวชิลีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในระดับนานาชาติ/ข้ามชาติ

ลาแฟร์เต้เป็นหนึ่งในศิลปินผู้โดดเด่นชาวอเมริกาใต้ ที่เลือกจะเดินทางไปทำงานเพลงและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของดนตรีลาตินป๊อป

จนถึงปัจจุบัน นักร้อง-นักแต่งเพลงผู้นี้อาศัยที่อยู่เม็กซิโกมาเป็นเวลา 14 ปีแล้ว กระทั่งเพื่อนสนิทของเธอนิยามว่าลาแฟร์เต้ “พูดจาเหมือนคนเม็กซิกัน แต่ยังติดสำเนียงชิลีอยู่”

“มอน ลาแฟร์เต้” (Mon Laferte)

ก่อนหน้านี้ มอน ลาแฟร์เต้ กำลังเดินทางไปสู่จุดรุ่งโรจน์ในฐานะศิลปินแห่งภูมิภาคลาตินอเมริกา

ตัวอย่างอันเป็นรูปธรรมชัดเจน คือ รางวัล “ลาตินแกรมมี่” ที่เธอเคยได้รับมาแล้วสามครั้ง และยอดดูคลิปมิวสิกวิดีโอในยูทูบ ซึ่งบางคลิป/เพลง มีจำนวนผู้ชม/ผู้ฟังทะลุหลักร้อยล้านวิว

อาทิ เพลง Tu Falta De Querer, Amor Completo, Amárrame และ Mi Buen Amor เป็นต้น

อย่างไรก็ดี พอล่วงเข้าถึงปี 2019 ลาแฟร์เต้กลับนำพาตนเองเข้าไปยืนอยู่ตรงจุดท้าทายครั้งสำคัญในฐานะ “คนของประชาชน” เมื่อเธอตัดสินใจเปิดเผยทัศนคติทางการเมืองแบบตรงๆ ชัดๆ ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนระอุ

สองปีก่อน ประชาชนชาวชิลีจำนวนมากออกมารวมตัวชุมนุมใหญ่บนท้องถนน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อสภาพสังคมอันไม่เท่าเทียม รวมทั้งระบบสุขภาพและการศึกษาอันย่ำแย่

ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับใช้กำลังพล-อาวุธเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม กระทั่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บนับพันราย โดยมีหลายร้อยรายที่บาดเจ็บบริเวณดวงตา และมีผู้เสียชีวิตร่วมสิบคน

ศิลปินชิลีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วทวีปอเมริกาใต้อย่างมอน ลาแฟร์เต้ ได้ออกมาสนับสนุนข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ทั้งยังหาโอกาสไปร่วมม็อบด้วย เพราะเธอเข้าใจเหตุผลและอารมณ์เดือดดาลของสามัญชนร่วมชาติเป็นอย่างดี ดังคำอธิบายที่ว่า

“ฉันมาจากชุมชนยากจน ซึ่งคนที่นั่นไม่ค่อยได้รับโอกาสในชีวิตมากสักเท่าไหร่”

ยิ่งกว่านั้น นักร้อง-นักแต่งเพลงผู้นี้ยังตัดสินใจยกเลิกตารางทัวร์คอนเสิร์ตในเชิงพาณิชย์ทั้งหมด เพื่อกลับมาตระเวนแสดงดนตรีฟรีไปทั่วประเทศบ้านเกิด

 

การเลือกข้างทางการเมือง ส่งผลให้ตำรวจชิลีใช้มาตรการดำเนินคดีกับมอน ลาแฟร์เต้ หลังเธอไปให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า มีกองกำลังติดอาวุธของรัฐ ซึ่งสมรู้ร่วมคิดในเหตุลอบวางเพลิงและปล้นสะดมร้านรวง ระหว่างสถานการณ์ไม่สงบในช่วงการชุมนุม

ศิลปินหญิงชาวชิลีกล่าวตอบโต้เจ้าหน้าที่ระหว่างเข้าร่วมเทศกาลดนตรี ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ว่า

“ถ้าพวกเขาต้องการจะจับกุมฉัน เพราะฉันพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด ก็เชิญมาจับฉันไปได้เลย”

(ก่อนที่คดีดังกล่าวจะถูกยกฟ้องในภายหลัง)

 

ระหว่างการแสดงดนตรี เธอยังแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อที่ได้รับบาดเจ็บจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ และกล่าวประณามรัฐที่พยายามปิดปากผู้เห็นต่าง ส่วนฝูงชนหน้าเวทีคอนเสิร์ตก็ตอบรับด้วยการร้องเพลงประท้วงที่กำลังแพร่หลายในม็อบ

กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนลาแฟร์เต้จะถูกต่อต้านจากแฟนเพลงที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเลือกตอกย้ำจุดยืนก้าวหน้าของตนเอง ด้วยการ “เปลือยอก” ไปร่วมงานประกาศรางวัลลาตินแกรมมี่ประจำปี 2019

บนหน้าอกอันเปลือยเปล่าของลาแฟร์เต้มีข้อความเขียนไว้ว่า “ที่ชิลี พวกเขาทรมาน ข่มขืน และฆ่า”

ภาพ “มอน ลาแฟร์เต้” ระหว่างร่วมงานลาตินแกรมมี่ โดย Bridget BENNETT / AFP

 

หลังไปร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชิลี มอน ลาแฟร์เต้ ก็ต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ต่างจากผู้คนทั่วโลก

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด เธอต้องล็อกดาวน์อยู่ที่บ้านในชุมชนหุบเขาอันเงียบสงบของประเทศเม็กซิโก แต่ลาแฟร์เต้ก็ใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับการเขียนเพลง จนก่อให้เกิดผลงานอัลบั้มชุดที่ 6 ชื่อ “Seis” (แปลว่า “ลำดับที่หก”)

ในทางดนตรี งานชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ชาเวลา วาร์กัส” ศิลปินหญิงชาวคอสตาริกาผู้ล่วงลับ ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญต่อแวดวงดนตรีเม็กซิกันตั้งแต่ยุค 1950 (และประกาศว่าตนเองเป็นเลสเบี้ยนขณะมีอายุ 81 ปี)

“ชาเวลา วาร์กัส”

หลังจากเคยนำดนตรีท้องถิ่นประเภทอื่นๆ ของอเมริกาใต้ มาสอดประสานเข้ากับผลงานเพลงป๊อปร็อกร่วมสมัย ก็ถึงคราวที่ลาแฟร์เต้จะได้ใช้ดนตรีพื้นถิ่นของเม็กซิโก มาคลี่เผยและสำรวจตรวจตราความเป็นจริงของโลกสมัยใหม่

ดังที่เธอพูดถึงผลงานชุด “Seis” เอาไว้ว่า “มันเป็นโอกาสดีที่ผู้คนจะได้รับฟังดนตรีพื้นถิ่น แต่จะได้ยินประเด็นที่ก้าวหน้าต่างๆ ผ่านทางเนื้อร้อง ฉันชอบที่จะเปิดบทสนทนาขึ้นมา”

ในเชิงเนื้อหา สตูดิโออัลบั้มลำดับที่หกของมอน ลาแฟร์เต้ นั้นให้ความสำคัญกับการวิพากษ์แนวคิดเหยียดผู้หญิงที่ยังดำรงอยู่ในสังคม การกดขี่ปราบปรามประชาชน และความอยุติธรรมต่างๆ

ผ่านบทเพลงที่กล่าวถึงความรักเสรี อันเปิดเผยตรงไปตรงมา และไม่ยึดติดกับจารีตประเพณี (ขณะที่ความเชื่อแบบคาทอลิกยังทรงอิทธิพลอย่างสูงในสังคมลาตินอเมริกา)

บทเพลงที่เฉลิมฉลองตัวตนของผู้หญิง อย่างที่พวกเธอเป็น ไม่ใช่อย่างที่สังคมคาดหวังให้เป็น

เพลงที่เขียนขึ้นหลังลาแฟร์เต้ไปแสดงดนตรีในทัณฑสถานหญิง และได้พบเห็นคุณภาพชีวิตอันเสื่อมโทรมของเหล่าสตรีผู้ไร้ซึ่งอิสรภาพ เธอจึงร่ำร้องถึงชีวิตของผู้หญิง ที่ต้องจากลาบรรดาเด็กหญิงตัวเล็กๆ และคุณย่าคุณยายวัยชรา เพื่อมาถูกกักบริเวณภายในห้องขัง จนแม้แต่ผนังซีเมนต์ยังร่ำไห้ให้แก่ความอยุติธรรม

และแน่นอนว่ามีเพลงที่เธอเขียนขึ้นระหว่างการชุมนุมประท้วงในประเทศชิลี

“มอน ลาแฟร์เต้” (Mon Laferte)

เมื่อแนวโน้มการแพร่ระบาดของโควิดในบางประเทศ/ภูมิภาคคลี่คลายลง พลังศิลปินของมอน ลาแฟร์เต้ ก็ถูกปลุกเร้าขึ้นอีกหน

หลังกักตัวที่เม็กซิโกจนผลิตอัลบั้มออกมาได้หนึ่งชุดเมื่อเดือนเมษายน นักร้อง-นักแต่งเพลงหญิงชาวชิลีก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปใช้ชีวิตในลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลาสี่เดือน

ที่สหรัฐ ลาแฟร์เต้ลงมือแต่งเพลงจนรวบรวมเป็นอัลบั้มใหม่ได้อีกหนึ่งชุด จากการได้รับอิทธิพลของดนตรีเม็กซิกันโฟล์กในงานชุดก่อน ผลงานล่าสุดของเธอจะอ้างอิงแนวทางดนตรีแบบ “แอลเอซาวด์” และถ่ายทอดเนื้อหาของการใช้ชีวิตช่วงล็อกดาวน์

อัลบั้มชุดหลังนี้จะวางจำหน่ายในปี 2021 เช่นกัน ส่งผลให้ภายในปีเดียว มอน ลาแฟร์เต้ จะมีผลงานสตูดิโออัลบั้มถึงสองชุด

ขณะเดียวกัน ลาแฟร์เต้ยังจะมีผลงานคัฟเวอร์เพลง “Nothing Else Matters” ของวงดนตรี “เมทัลลิกา” ในภาคภาษาสเปน อันเป็นส่วนหนึ่งของอัลบั้ม “The Metallica Blacklist” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อฉลองวาระครบรอบ 30 ปี ของอัลบั้มชุด “Metallica”

“มันเป็นเรื่องบ้ามากๆ ที่ได้รับเชิญจากวงดนตรีมหัศจรรย์อย่างเมทัลลิกา ให้ไปคัฟเวอร์เพลงของพวกเขา ฉันขอให้เพื่อนช่วยแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษเป็นภาษาสเปน แล้วก็เรียบเรียงดนตรีให้มีความเป็นเพลงโฟล์กแบบอเมริกาใต้มากขึ้น นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้สึกว่าตนเองสามารถทำได้

“ในเพลงจึงมีท่อนโซโล่ของมือกีตาร์ชาวชิลี รวมถึงมีเสียงดนตรีพื้นถิ่นของชิลีเข้ามาเป็นองค์ประกอบอีกมากมาย” ลาแฟร์เต้กล่าวถึงหนึ่งในโปรเจ็กต์ใหม่ของเธอ

ณ ห้วงยามที่ศิลปินหญิงชาวชิลีกำลังใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนรถบัส ระหว่างการออกตระเวนแสดงคอนเสิร์ตในแถบเวสต์โคสต์ของสหรัฐอเมริกา

 

ข้อมูลจาก

https://www.bbc.com/news/world-latin-america-56899171

https://www.billboard.com/articles/columns/latin/9553364/mon-laferte-new-album-seis-interview/

Interview: Mon Laferte on her second album of 2021, Metallica cover