ภาพยนตร์ : BLACK BEAUTY ‘ม้าแสนสวย’ / นพมาส แววหงส์

นพมาส แววหงส์

 

BLACK BEAUTY

‘ม้าแสนสวย’

 

กำกับการแสดง

Ashley Avis

นำแสดง

Kate Winslet (เสียง)

Mackenzie Foy

Iain Glen

Calam Lynch

Claire Forlani

Fern Deacon

 

 

Black Beauty เป็นนิยายคลาสสิคยุควิกตอเรีย เขียนโดย Anna Sewell

ว่ากันว่าอยู่ในบรรดาหนังสือขายดีที่สุดในวงวรรณกรรม

เป็นหนังสือเด็กที่เคยอ่านในวัยโตเกินจะเรียกเด็กแล้ว แต่ไม่ได้ดูหนังที่สร้างจากหนังสือมาหลายหน ว่ากันว่าตั้งแต่สมัยหนังเงียบ

จนมาได้ดูหนแรกก็คือหนังที่สร้างใน ค.ศ.1994 จำได้ว่ามีฌอน บีน (ถ้าจำไม่ได้ว่าใคร ก็ขอบอกว่าคนที่เล่นเป็นเน็ด สตาร์ก ใน Game of Throne นั่นแหละ) เล่น

ม้าที่ชื่อ แบล็กบิวตี้ ในหนังสือและในหนังเรื่องก่อนๆ เป็นม้าตัวผู้ และเป็นผู้เล่าเรื่องราวจากมุมมองของม้าที่มีต่อโลก ดังนั้น หนังสือจึงมีชื่อรองตามมาว่าเป็นอัตชีวประวัติ

ดูไปก็ร้องห่มร้องไห้ไปกับชะตากรรมอันผันผวนของม้าที่ต้องเปลี่ยนเจ้าของไปเรื่อยๆ มีทั้งคนใจดีมีเมตตา และคนที่ไม่เอาใจเขามาใส่ใจม้าเลย เมื่อยังอายุน้อย ร่างกายสวยงามก็เป็นม้าขี่ประกวด แต่ครั้นบาดเจ็บ ก็โดนปลดระวางไปขายต่อ ไปทำงานสารพัด เจอความลำเค็ญต่างๆ นานา ใช้งานให้ลากรถตลอดวันเป็นการทารุณกรรมไม่ว่างเว้น ไม่ให้ได้พักผ่อนจนร่างกายทรุดโทรม

กว่าที่บิวตี้จะได้พบความสุขสงบในบั้นปลายชีวิต

ชะตากรรมที่โหดร้ายที่สุดคือ ม้าขาหักต้องถูกยิงทิ้งอย่างเดียว เพราะหมดประโยชน์แก่เจ้าของแล้ว ทำให้นึกไปถึงหนังชื่อ They Shoot Horses, Don’t They? ที่เจน ฟอนดา เล่น สะท้อนสะเทือนใจจริงๆ ค่ะ

 

ในเวอร์ชั่นใหม่ของดิสนีย์ ชีวิตการทำงานของบิวตี้ดูไม่ได้รันทดถึงขั้นนั้นหรอก ได้เจอคนใจดีมีเมตตาอยู่บ้าง แม้จะโดนทารุณอยู่พอควร และได้กลับไปพบเจ้าของเดิมที่ต้องพลัดพรากกันไปด้วยความจำเป็น

หนังเวอร์ชั่นนี้ ย้ายท้องเรื่องจากอังกฤษในปลายศตวรรษที่ 19 มาเป็นอเมริกาในสมัยปัจจุบัน แถมยังเปลี่ยนบิวตี้มาเป็นม้าตัวเมียและเปลี่ยนมนุษย์ที่ผูกพันกับบิวตี้อย่างเหนียวแน่นมาเป็นเด็กสาวที่เพิ่งสูญเสียพ่อ-แม่ไปเช่นเดียวกับที่บิวตี้ถูกจับมาจากพงไพร พลัดพ่อพลัดแม่มาเหมือนกัน

ตัวละครชื่อโจ กรีนในหนังสือและหนังเวอร์ชั่นก่อนๆ เป็นเด็กหนุ่ม แต่คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นเด็กสาว

ฉากที่น่าประทับใจที่สุดในหนังมีอยู่สองตอนคือ ฉากเปิดและปิดเรื่อง ซึ่งเป็นภาพม้าสีดำปลอดวิ่งควบไปอย่างเสรีบนหาดทรายมีท้องทะเลเป็นฉากหลัง บางครั้งก็มีหญิงสาวผมยาวปลิวไสวนั่งอยู่บนหลัง

และช่วงเปิดเรื่อง ซึ่งมีเสียงของเคต วินสเล็ต เล่าแทนลูกม้าสีดำในฝูงม้าป่าที่ท่องอย่างอิสระเสรีอยู่ในป่าเขาลำเนาไพรทางตะวันตกของอเมริกา

ลูกม้าที่ยังไม่มีชื่อเรียกตัวนี้ ซุกซนอยากรู้อยากเห็นจนไปปรากฏให้มนุษย์เห็น และพาให้คนพวกนั้นเอาเฮลิคอปเตอร์มาบินไล่ต้อนฝูงม้าไปเข้าคอก

นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะต้องบอกว่ามนุษย์เล่นไม่แฟร์กับสัตว์ป่าเลย เพื่อผลประโยชน์ของตนอย่างเดียว ก็ทำทุกวิถีทางที่จะข่มเหงจับสัตว์มาใช้งานเยี่ยงทาส

ลูกม้าสีดำโทษตัวเองที่ทำให้พ่อ-แม่ ครอบครัวและเพื่อนฝูงถูกต้อนไปขัง และพลัดพรากกันไปคนละทางสองทาง

 

จอห์น แมนลีย์ (เอียน เกล็น) เป็นคนฝึกม้าเพื่อขายต่อ เดินทางมาเพื่อหาซื้อม้าไปฝึก และสะดุดตากับความงามของลูกม้าสีดำที่แสนพยศตัวนี้ และพากลับไปที่ไร่ในนิวยอร์ก

จนหลายอาทิตย์ต่อมาก็ไม่มีใครทำให้ม้าตัวนี้เชื่องลงได้ จนกระทั่งมีเด็กสาวชื่อโจ (แม็กเคนซี่ ฟอย) ก้าวเข้ามาอยู่ในอุปการะของลุงจอห์น เนื่องจากเพิ่งสูญเสียพ่อ-แม่ไปในอุบัติเหตุ

โจเป็นคนตั้งชื่อลูกม้าว่า บิวตี้ และค่อยๆ ผูกพันกันทีละเล็กทีละน้อย จนบิวตี้คลายพยศลงและยอมให้สวมบังเหียนและอาน และยอมให้คนขึ้นหลังไปขี่ได้

ภาษาของคนฝึกม้าเรียกการฝึกให้เชื่องว่า ปราบพยศ (to break the horse) แต่โจอยากให้ใช้คำเรียกใหม่ว่า จับคู่ให้ (to partner)

และเธอเป็นคนที่จับคู่กับม้าได้ ซึ่งหมายความว่าม้าพร้อมจะขายต่อไปให้คนอื่นได้แล้ว

แต่โจก็ขอร้องลุงและหุ้นส่วนว่าเธอจะทำงานหาเงินมาซื้อบิวตี้ไว้เอง

ซึ่งการนี้ทำให้เธอกับบิวตี้ได้เข้าไปอยู่ในอาณาบริเวณอันกว้างขวางโอ่โถงของคฤหาสน์เศรษฐีผู้มีอันจะกิน และมีคอกม้าไว้จัดประกวดการบังคับม้า

ช่วงนี้เรื่องราวหันเหจากบิวตี้ไปอยู่ที่เรื่องของชนชั้น ที่หนุ่มลูกชายเศรษฐีมาชอบพอกับสาวลูกจ้างในคอกม้า ซึ่งถูกแม่ผู้เย่อหยิ่งรังเกียจ รวมทั้งยังมีลูกสาวเศรษฐีที่ไม่เห็นใจสัตว์เลี้ยง ตั้งหน้าแต่จะเอาชนะโดยไม่อินังขังขอบว่าม้าจะบาดเจ็บหรือเปล่า

โรแมนซ์ของหนุ่ม-สาวช่วงนี้มีเพียงโปรยเข้ามาอย่างเบาบาง และละไว้ในฐานที่เข้าใจ เพราะนี่เป็นเรื่องราวที่บิวตี้เป็นคนเล่า ไม่ใช่เรื่องราวความรักของหนุ่ม-สาว

จากนั้นชีวิตของบิวตี้ก็พลิกผันไปสู่ชะตากรรมต่างๆ นานา ต้องเปลี่ยนเจ้าของไปสู่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่คอยช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งทำให้บิวตี้ได้แสดงวีรกรรมอันน่าชื่นชมยิ่ง

แต่ไม่นานบิวตี้ก็เปลี่ยนไปสู่การทำงานหนักเป็นม้าลากรถไถคราดในไร่

และถูกขายต่อไปเป็นม้าลากรถสำหรับนักท่องเที่ยวในมหานครนิวยอร์ก

กว่าที่จะได้เจอกับ “คู่” เดิมของตน ก็ต้องผ่านความยากลำบากมากมาย กระทั่งเห็นความทารุณโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อสัตว์ในหลายรูปแบบ

 

นี่คือจุดเด่นและข้อใหญ่ใจความของเรื่องที่เล่าทั้งหมด ซึ่งทำให้ Black Beauty เป็นวรรณกรรมคลาสสิคที่ตราตรึงใจคนอ่านมานานกว่าร้อยปีแล้ว

อย่างที่บอกแหละค่ะ ดูฉากเปิด ฉากปิด และฉากฝูงม้าป่ากลางป่าเขาลำเนาไพร ก็ตราตรึงแบบตาไม่กะพริบแล้ว สวยงามจนบอกไม่ถูก บอกก่อนว่านี่พูดอย่างคนรักม้านะคะ

ได้ไปเห็นคำวิจารณ์บางแห่งที่สับหนังเสียเละโดยเฉพาะกับเรื่องที่โขกสับว่าบิวตี้บอกว่าตัวเป็นม้ามัสแตงไปได้ยังไง ทั้งๆ ที่รูปร่างสูงใหญ่แบบม้าพันธุ์แท้ (thoroughbred) ไม่ใช่ม้าป่าสักกะหน่อย

โธ่ถังเอ๋ย…หนังเขาก็เนรมิตอะไรๆ ให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ทั้งนั้น ไม่เห็นกันหรือไงคะ ดาราทั้งหลายไม่ว่าฝรั่ง ไทย จีน แขก ไม่มีเสียละที่จะไม่แต่งหน้าเพียบ ฉากเข้านอนหลับตาพริ้มบนหมอนยังหน้านวลเช้ง เขียนตาเข้ม ขนตายาวเฟื้อยอยู่เลย…ทีงี้ล่ะไม่ว่า คงเห็นกันจนชินชาแล้ว

แต่ต้องขอบอกว่าเขาเลือกบิวตี้ได้สวยสง่ารูปลักษณ์งามจับตาจริงๆ ค่ะ…ชอบจัง…

บทความก่อนหน้านี้“เพื่อไทย” ชี้ “ประยุทธ์” ทำไทยเสื่อมหนัก จี้รับความจริงบริหารล้มเหลว
บทความถัดไปแนะ ‘ประยุทธ์’ สั่งรมต.กลาโหม เปลี่ยน ‘ค่ายทหาร’ เป็น ‘รพ.สนาม’ ช่วยผู้ป่วยโควิดล้น