คนมองหนัง : เจาะมุมคิด ‘สตรีจีน’ ผู้คว้าออสการ์ โดย ‘ยอดนักทำหนังเม็กซิกัน’

คนมองหนัง

 

เจาะมุมคิด ‘สตรีจีน’ ผู้คว้าออสการ์

โดย ‘ยอดนักทำหนังเม็กซิกัน’

 

“โคลอี เจา” สตรีนักทำหนังชาวจีนวัย 39 ปี เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้หญิงเอเชียรายแรกที่ได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ปีล่าสุด

ทั้งยังสามารถนำพาหนังยาวลำดับที่สามของตนเองอย่าง “Nomadland” ผงาดคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขณะที่ “ฟรานเซส แม็กดอร์มานด์” นักแสดงนำของเรื่อง ก็หยิบรางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมไปครองเป็นคำรบที่สอง

เรื่องราวของ “Nomadland” ดัดแปลงมาจากหนังสือบอกเล่าชีวิตจริงของ “เจสซิกา บรูเดอร์” อันว่าด้วยประเด็นที่ประชากรสูงวัยในดินแดนแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ต้องรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ด้วยการออกร่อนเร่พเนจรเพื่อหางานประทังชีวิต

เจานำบันทึกชีวิตของบรูเดอร์มาสร้างสรรค์เป็นตัวละครหญิงม่ายชื่อ “เฟิร์น” ที่ออกเดินทางแสวงโชคและพักอาศัยอยู่ในรถแวนของเธอ ซึ่งขับตระเวนไปเรื่อยๆ ทั่วดินแดนตะวันตก

“เฟิร์น” ผู้นิยามว่าตนเองเป็นเพียงผู้สิ้นไร้ “อาคารบ้านเรือนในเชิงรูปธรรม” แต่มิได้ขาดแคลน “ถิ่นฐานพำนักพักพิงในเชิงจิตวิญญาณ” แต่อย่างใด

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2020 ก่อนจะได้รับรางวัลออสการ์ “โคลอี เจา” เคยให้สัมภาษณ์กับ “อัลฟอนโซ กัวรอน” นักทำหนังวัย 59 ปี ชาวเม็กซิกัน ซึ่งมีดีกรีเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์สองสมัย

และนี่คือเนื้อหาบางส่วนจากบทสนทนาของยอดผู้กำกับฯ ต่างรุ่น ต่างเชื้อชาติ

 

กัวรอน : คุณเกิดที่ปักกิ่ง แล้วมาเรียนหนังสือที่ลอนดอน ก่อนจะมาศึกษาต่อที่เอ็นวายยู (มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก) แล้วตอนนี้คุณก็อาศัยอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย คุณช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าคุณไปลุ่มหลงในดินแดนตอนกลางของอเมริกาได้อย่างไร?

เจา : เรื่องนี้อธิบายได้ยากมากๆ แต่ฉันสามารถหาเหตุผลมาอธิบายมันได้ ถ้าฉันทำการขุดค้นชีวิตของตัวเองให้ลึกซึ้งลงไปสักหน่อย

แม้จะเกิดและเติบโตในปักกิ่ง แต่ฉันก็ชอบที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวแถบมองโกเลียอยู่เสมอ ชีวิตในวัยเด็กของฉัน จึงเป็นการเดินทางจากมหานครใหญ่ไปสู่ท้องทุ่งกว้าง

ต่อมาในช่วงอายุ 20 กว่า ฉันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่นิวยอร์ก แล้วก็เกิดอาการงุนงงกับชีวิตนิดหน่อย ฉันมักรู้สึกขำขันกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ว่า เวลาคุณรู้สึกสับสนหลงทาง คุณจะเดินทางไปยังทิศตะวันตก

และสำหรับฉันในวัยนั้น การมุ่งหน้าไปสู่ทิศตะวันตก ก็คือดินแดนทางด้านตะวันตกของนิวยอร์ก ซึ่งเป็นดินแดนในอเมริกาที่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่นิดเดียว เช่น รัฐเซาธ์ดาโกตา ซึ่งเต็มไปด้วยพื้นที่ฟาร์มปศุสัตว์

ณ ดินแดนเหล่านั้น ฝุ่นบนพื้นถนนคล้ายไม่เคยถูกแตะต้อง มันให้ความรู้สึกเหมือนเราพลัดเข้าไปอยู่ในโลกยุคโบราณอันแน่นิ่ง และเมื่อชีวิตของฉันนั้นเต็มไปด้วยภาวะประเดี๋ยวประด๋าวและเคลื่อนหน้าไปอย่างรวดเร็ว การเข้าไปอยู่ที่นั่นจึงทำให้ฉันเกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมา

มันเหมือนเป็นการได้หยุดเวลาเอาไว้

 

กัวรอน : สิ่งงดงามที่คุณทำในผลงานหลายๆ เรื่อง ก็คือการที่ตัวคุณเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราว คุณเข้าไปมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ของบรรดาตัวละคร พูดอีกอย่างได้ว่า นั่นเป็นการแสดงความเห็นอกเห็นใจของคุณ

หนังเรื่องนี้ (Nomadland) มีเนื้อหาวิจารณ์สังคมแฝงอยู่ แต่เนื้อหาดังกล่าวกลับไม่กลายเป็นถ้อยแถลงทางการเมืองที่ดุเดือด คุณแค่ปล่อยให้มันไหลไป เพราะคุณให้ความใส่ใจกับลักษณะความมนุษย์ของตัวละครเหล่านั้น โดยไม่พยายามพิพากษาอะไร มันเหมือนกับว่าคุณแค่เข้าไปร่วมสังเกตการณ์ในการดำรงอยู่ของพวกเขา ผมคิดว่านี่คืออะไรบางอย่างที่พิเศษมากๆ

เจา : ขอบคุณมาก แต่แค่คุณใช้กล้องจับภาพไปที่บางสิ่งบางอย่าง คุณก็กำลังแสดงถ้อยแถลงบางประการออกมาเรียบร้อยแล้ว นี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคุณกำลังใส่มุมมองลงไปในการจับภาพดังกล่าว

ฉันค้นพบว่าบางครั้งเวลาฉันเข้าไปในชุมชนที่ตนเองไม่คุ้นเคย หรือชุมชนที่เต็มไปด้วยประเด็นปัญหาต่างๆ ฉันจะต้องห้ามปรามตนเองไม่ให้พูดจาในทำนองว่าต้องทำอย่างไรชีวิตของพวกเขาจึงจะดีขึ้น หรือรัฐบาลทำผิดพลาดต่อพวกเขาอย่างไร

เพราะในหลายครั้งหลายคราว ผู้คนในชุมชนเหล่านั้นมักจะบอกฉันในสิ่งพวกเขาคาดคิดว่าฉันอยากจะได้ยิน เพราะพวกเขามีประสบการณ์การให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมามากมายหลายครั้ง และจริงๆ แล้ว สื่อต่างๆ ก็อยากจะให้คนในชุมชนพูดอะไรบางอย่างในสิ่งที่นักสัมภาษณ์ต้องการฟัง เนื่องจากทุกคนที่เข้าไปในชุมชนล้วนมีวาระของตัวเองกันทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ ฉันเลยได้ยินผู้คนในชุมชนพูดเรื่องราวต่างๆ หน้ากล้อง ดังราวกับว่าพวกเขาถูกตั้งโปรแกรมกันมา คุณต้องรอคอยสักระยะหนึ่งให้การพูดจาทำนองนั้นยุติลง แล้วคุณจึงจะสามารถตั้งคำถามได้ว่า “คุณเชียร์ทีมฟุตบอลทีมไหน?”

หรือ “ช่วยเล่าให้ฉันฟังเกี่ยวกับแฟนสมัยมัธยมของคุณหน่อยได้ไหม?”

 

กัวรอน : นั่นเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมากๆ เพราะในวันนี้ในยุคสมัยนี้ ที่ทุกๆ อย่างถูกแบ่งขั้วแยกข้างด้วยอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่ง มันกลับไม่มีบทสนทนาครั้งไหนที่ดำเนินไปเหมือนกับบทสนทนาในหนังเรื่องนี้

บางทีตอนที่ “เฟิร์น” ตั้งคำถามกับเพื่อนๆ ของน้องสาวในเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การประกาศจุดยืนทางการเมืองเพื่อวิพากษ์ระบบเศรษฐกิจ แต่มันคือการประกาศถึงตำแหน่งแห่งที่ของเธอ ซึ่งเกิดจากเส้นทางชีวิตที่เธอเลือกเอง

เจา : การทำหนังคือการสื่อสาร และฉันหวาดกลัวว่าสุดท้ายแล้ว คนที่ดูหนังของตัวเองจะมีแค่กลุ่มคนที่เห็นด้วยกับฉันอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งนั่นจะเป็นเพียงการเน้นย้ำแนวคิดของเราให้หนักแน่นยิ่งขึ้น

สิ่งที่ฉันต้องการมากกว่า คือการมีผู้ชมสักคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับจุดยืนทางการเมืองของฉัน ตีตั๋วเข้ามาดูหนังของฉัน แล้วหลังจากนั้น โดยไม่ต้องตั้งท่าจะประจัญบานห้ำหั่นกัน พวกเขาก็อาจจะได้มองเห็นตนเองในมุมใดมุมหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นบนจอภาพยนตร์

ฉันอยากเห็นบรรยากาศแบบนั้น มากกว่าบรรยากาศที่ผู้ชมทั้งโรงภาพยนตร์ซึ่งมีแนวคิดเดียวกันกับฉัน พร้อมใจลุกขึ้นยืนปรบมือแสดงความชื่นชมในตัวฉัน

 

กัวรอน : คุณไม่สามารถคาดการณ์ได้หรอกว่าผู้ชมจะชื่นชอบอะไร และถ้าคุณพยายามจะเดาใจพวกเขาให้ออก หนังของคุณก็จะเซอร์ไพรส์พวกเขาไม่ได้ และการคาดเดาเรื่องราวไม่ได้นี่แหละคือสิ่งสวยงามในหนังของคุณ

อย่างไรก็ตาม ผมไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าคุณเปิดกล้องถ่ายทำหนังเรื่อง “Nomadland” ไปพร้อมกับๆ การเตรียมงานถ่ายทำหนังฟอร์มยักษ์ในจักรวาลมาร์เวลได้อย่างไร?

(ผลงานลำดับถัดไปของ “โคลอี เจา” คือ “Eternals” หนังในจักรวาลมาร์เวล ที่นำแสดงโดย “แองเจลินา โจลี” และ “ริชาร์ด แมดเดน”)

เจา : คุณก็เป็นคนทำหนังฟอร์มเล็กที่ขยับขึ้นมาทำหนังฟอร์มยักษ์เหมือนกันนี่

กัวรอน : แต่ผมไม่เคยถ่ายหนังเรื่องหนึ่งไปพร้อมๆ กับการเตรียมงานถ่ายทำหนังอีกเรื่อง ผมมันขี้เกียจเกินไป

เจา : จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้เตรียมงานถ่ายทำหนังเรื่อง “Eternals” อย่างจริงจังนัก ระหว่างที่กำลังถ่ายหนังเรื่อง “Nomadland” อยู่ เพราะนั่นมันคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

แต่ทีมงานของเรามีช่วงเวลาพักว่างระหว่างการถ่ายทำ ดังนั้น ฉันจึงสามารถหันมาเตรียมงานล่วงหน้าสำหรับหนังอีกเรื่องได้นิดหน่อย และเมื่อฉันปิดกล้อง “Nomadland” ฉันก็กระโดดข้ามไปกำกับฯ “Eternals” ได้อย่างเต็มเวลา

ฉันพบว่ามันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างดี ที่ตนเองสามารถสลับตารางเวลาไปทำงานทั้งสองโปรเจ็กต์ได้ เนื่องจากหนังทั้งสองเรื่องมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฉันจึงสามารถหลบหนีจากการทำงานแบบหนึ่งไปสู่การทำงานอีกประเภทได้ทันทีเมื่อใจต้องการ

ที่มา https://www.interviewmagazine.com/film/chloe-zhao-and-alfonso-cuaron-on-the-quiet-compassion-of-making-a-movie

บทความก่อนหน้านี้เรื่องสั้น : อนุสรณ์แห่งจิ้งหรีดกรีดร้อง (1) / พิณพิพัฒน ศรีทวี
บทความถัดไปเขย่าสนาม/เมอร์คิวรี่/’นิวนอร์มอล สปอร์ตส์’ มหกรรมกีฬาชีวิตวิถีใหม่