ขอแสดงความนับถือ

ขอแสดงความนับถือ

 

เราเพิ่งผ่าน 1 ทศวรรษรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปหมาดๆ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2567

แต่ก็ดูเป็น “ตลกร้าย”

ที่หากพลิกไปอ่านคอลัมน์ยุทธบทความของ สุรชาติ บำรุงสุข ที่หน้า 41-42

“ระยะเปลี่ยนผ่านที่เปราะบาง!

เมื่อกลุ่มขวาจัดก่อกระแสรัฐประหาร”

การปฏิวัติ ลุกขึ้นมาเขย่าสังคมไทยอีกแล้ว

 

อาจารย์สุรชาติ ได้ปูพื้นให้เราเข้าใจประการหนึ่งว่า สิ่งที่นักรัฐศาสตร์ในสาขาเปลี่ยนผ่านวิทยามีความกังวลเสมอ

นั่นคือ ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนั้น

มักจะเป็นเวลาของความเปราะบาง

โดยเฉพาะการเมืองที่อยู่ภายใต้อำนาจและกลไกของระบอบอำนาจนิยมมาเป็นเวลานาน

การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยจะมีอุปสรรคในตัวเองอย่างมาก

“การเมืองเก่า” ที่มีชุดความคิดและ/หรืออุดมการณ์ของกลุ่มการเมืองปีกขวาที่ยังยึดโยงอยู่กับระบอบทหาร

โดยเชื่อว่าระบอบทหารคือทางเลือกที่ดีที่สุดของประเทศ

และไม่ยอมรับต่อ “ระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนราษฎร”

เพราะเห็นว่านักการเมืองพลเรือนคือ ต้นเหตุของความเลวร้ายทางการเมืองที่เกิดกับประเทศ

ซึ่งแนวคิดนี้ฝังลึกอยู่ในจิตสำนึกของปีกฝ่ายขวาจัดในไทยมาโดยต่อเนื่อง

และยังคงแสดงท่าทีสนับสนุนหรือเรียกร้องหาระบอบทหารให้เข้ามาทำหน้าที่แทนระบอบเลือกตั้ง

เสมือนอยู่ในยุคสงครามเย็น ที่ยังคงยึดมั่นอยู่กับความเชื่อของการปกครองประเทศด้วยระบอบทหาร

 

อาจารย์สุรชาติ ชวนสังเกตการเมืองไทยในช่วงนี้

ที่เห็นได้ชัดเจนว่า กลุ่มขวาจัดกำลังมีการสร้าง “กระแสรัฐประหาร” อีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ

โดยหยิบเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงในสังคมมาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหว

เช่น ปัญหาเงินดิจิทัล ปัญหาความเห็นต่างระหว่างรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย

และที่สำคัญปัญหาบทบาทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

อย่างไรก็ตาม การก่อกระแสรัฐประหารตอนนี้

ยังอยู่ในระดับ “การโยนหินถามทาง”

โดยเพื่อหวังว่า กระแสสังคมอาจจะตอบรับกับการเตรียมการยึดอำนาจนั่นเอง

ซึ่งก็น่าสนใจว่าชนชั้นนำและกลุ่มผู้นำปีกขวาอื่นๆ พร้อมที่จะลากสังคมไทยกลับไปสู่ระบอบทหารอีกหรือไม่

แน่นอนอาจารย์สุรชาติย้ำว่า “คำเตือนเก่า” สำหรับนักรัฐประหารยังคงใช้ได้เสมอ

คือ การยึดอำนาจไม่ใช่เรื่องยาก

แต่การอยู่ในอำนาจหลังจากนั้น ยากกว่า…ยากกว่าหลายเท่าด้วย

 

ดังนั้น การรัฐประหารแบบเข็ญรถถังออกมาโต้งๆ อาจยังไม่เกิดขึ้น

เพราะไม่ง่าย

แต่กระนั้น “การเมืองลี้ลับ” อย่างที่หลุดออกมาจากปากของนายทักษิณ ชินวัตร คงดำเนินไปอย่างเข้มข้น

นั่นคือ การหักโค่นฝ่ายตรงข้ามด้วยรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายอื่น ภายใต้การกำกับขององค์กรอิสระ

ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง

และจะมีฤทธิ์เดชขึ้นมาทันที หากมีเงื่อนไขและองค์ประกอบ เอื้อ หรือเกิดช่องว่าง

กรณี 40 ส.ว. คือตัวอย่างอันชัดเจน

และแม้ว่า ในอนาคต 40 ส.ว.ดังกล่าวจะพ้นวาระไป

แต่ 200 ส.ว.ที่มาใหม่ภายใต้พิมพ์เขียวของผู้ร่างที่มาจาก “รัฐประหาร” ก็ไม่ได้เป็นความหวังใหม่ของสังคมไทย

ตรงกันข้าม กลับส่อเค้าว่าจะเป็นอีกองค์กรหนึ่ง ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในอนาคต

ปัญหาและความอ่อนแอที่เกิดขึ้นนั้น แน่นอนทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ และไร้ประสิทธิภาพ

เปิดโอกาสให้ฝ่ายปีกขาวจัด และฝ่ายอำนาจนิยม ใช้เป็นข้ออ้างในการแทรกแซง

ซึ่งปฏิบัติการด้าน-ด้าน อย่างการรัฐประหาร ที่มีการโยนหินถามถามกันอยู่ตอนนี้ อาจจะยาก

แต่การใช้ “นิติสงคราม” อันแยบยล และลี้ลับ ยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น

ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลพิเศษ

รวมไปถึงพรรคก้าวไกล ที่มีชะตากรรมไม่ดีนัก •