ทีเคพาร์ค ก้าวสู่ปีที่ 17 ลุยสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ประเทศไทยโฉมใหม่ เตรียมดึงเทคโนโลยีอัพดีกรีการเรียนรู้คนไทยไม่สะดุดแม้มีวิกฤติ 

· ทีเคพาร์ค เผยล็อกดาวน์ ปี 64 ทำยอดสถิติยืมหนังสือออนไลน์ พุ่งขึ้นกว่า 4 แสนรายการ

· จัดเต็ม! ทีเคพาร์ค ฉลองครบรอบ 17 ปี จัดโปรโมชัน “17 ปี ฟรี 17 วัน” สมัครสมาชิกใหม่และต่ออายุสมาชิกเดิม ฟรี! ตั้งแต่วันนี้ – 9 ก.พ. 65

กรุงเทพฯ 26 มกราคม 2565สถาบันอุทยานการเรียนรู้ หรือ “ทีเคพาร์ค” (TK Park)  เดินหน้าภารกิจสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 17 เปิดผลงานเด่นความสำเร็จการเป็นต้นแบบพื้นที่แห่งการเรียนรู้ปี 64 สร้างเครือข่ายสู่อุทยานการเรียนรู้ระดับจังหวัดและชุมชนกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงการผลักดันและส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ส่งผลยอดยืมหนังสือเพิ่มขึ้นกว่า 400,000 รายการในช่วงล็อกดาวน์ พร้อมชูวิสัยทัศน์ปี 65 มุ่ง “สร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้แห่งอนาคต” (Innovative Future Learning Ecosystem) ตั้งเป้าดึงเทคโนโลยีในการให้บริการ 24 ชั่วโมง ผลักดันให้เกิดเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคมไทย นอกจากนี้ ทีเคพาร์ค ยังได้จัดเต็มกิจกรรมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 17 ปี พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษ 17 ปี ฟรี 17 วัน สมัครสมาชิกใหม่และต่ออายุสมาชิกเดิมไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้  – 9 กุมภาพันธ์ 2565

          นายกิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ เปิดเผยว่า ตลอดช่วงระยะเวลาที่เปิดให้บริการ ทีเคพาร์คได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจในการสร้างสรรค์แหล่งเรียนรู้ ส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนขยายผลสู่เครือข่ายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวคือการสร้างให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้คนในท้องถิ่น การจัดการและต่อยอดองค์ความรู้ รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายในกลุ่มเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ การทำงานของทีเคพาร์คจึงไม่ใช่เพียงการสร้างห้องสมุด แต่เป็นการสร้างพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ขยายผลสู่ท้องถิ่นทั่วประเทศไทย สำหรับการดำเนินงานในปี 2564 ทีเคพาร์ค ยังคงส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมเด่น ดังนี้

1.   TK Public Online Library นอกเหนือจากการขยายเครือข่ายในเชิงพื้นที่กายภาพแล้ว ทีเคพาร์คยังมีการสร้างพื้นที่การอ่านออนไลน์ โดยมีหนังสือให้เลือกอ่านผ่านแอปพลิเคชันกว่า 30,000 เล่ม ซึ่งถือได้ว่าเป็นห้องสมุดสาธารณะออนไลน์ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดของประเทศไทย

2.   เว็บไซต์ The Kommon ที่เป็นแหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ และการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ด้วยเนื้อหาสาระที่ครอบคลุมด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ห้องสมุด หนังสือ การส่งเสริมการอ่าน นวัตกรรมการเรียนรู้ เน้นปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหว แนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นพื้นที่แสวงหาความรู้และจุดประกายแนวคิดใหม่ให้ทันโลก

3.   TK Book Delivery บริการจัดส่งหนังสือถึงบ้านสมาชิกทั่วประเทศผ่านการร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยได้จัดส่งหนังสือไปแล้วกว่า 5,000 กล่อง ใน 39 จังหวัด

4.   ส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ในช่องทางออนไลน์ ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทีเคพาร์คยังคงมุ่งส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ในช่องทางออนไลน์ ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการให้บริการห้องสมุดออนไลน์ ที่สถิติการยืมเพิ่มสูงขึ้นในช่วงล็อคดาวน์ ในปีที่ผ่านมามียอดการยืมกว่า 400,000 รายการ รวมถึงการอบรมผู้สูงอายุในด้านการใช้งานแอปพลิเคชันใหม่ๆ ที่สามารถช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี อีกทั้งกิจกรรมออนไลน์ของเด็กเล็ก ในด้านส่งเสริมพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาผ่านนิทาน

            นายกิตติรัตน์ กล่าวเสริมว่า “ตลอดช่วง 17 ปีที่ผ่านมา อุทยาการเรียนรู้ TK Park ที่ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เป็นเสมือนจุดเริ่มต้น ทั้งในแง่ของวิธีคิดของห้องสมุดมีชีวิตและวิธีการทำงาน จนนำไปสู่การขยายผลจากอุทยานการเรียนรู้ต้นแบบสู่อุทยานการเรียนรู้ระดับจังหวัด จำนวน 34 แห่ง ในพื้นที่ 25 จังหวัดทั่วประเทศ และในระดับชุมชนอีกกว่า 300 แห่ง และในเร็วๆ นี้ กำลังจะเปิดให้บริการอุทยานการเรียนรู้ระดับจังหวัดเพิ่มอีกจำนวน 3 แห่ง คือที่จังหวัดปราจีนบุรี สุราษฏร์ธานี และ พะเยา รวมถึงมีความร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ในการร่วมพัฒนาการให้บริการสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและกระจายความรู้ให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานใน ห้องสมุดพร้อมปัญญา และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายการให้บริการองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แก่เยาวชนและประชาชนได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

           ทั้งนี้ อีกหนึ่งเป้าหมายของการบริการด้านการเรียนรู้ของทีเคพาร์ค คือเชื่อมโยงการให้บริการเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สามารถใช้บริการหนังสือได้จากอุทยานการเรียนรู้ทุกพื้นที่ในประเทศไทย รวมทั้งมีแผนการพัฒนาตู้บริการหนังสืออัตโนมัติต้นแบบเพื่อนำมาทดลองให้บริการในที่สาธารณะ นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายในการให้บริการ 24 ชั่วโมงผ่านการใช้เทคโนโลยีใหม่

            “ทีเคพาร์คพร้อมที่จะก้าวออกจากกรอบของความเป็นพื้นที่เรียนรู้หรือห้องสมุดแบบตั้งรับ แต่เข้าไปมีส่วนร่วมในการกระตุ้นให้เกิดดีมานด์ และเป้าหมายที่จะเรียนรู้ เมื่อเราทำให้คนอยากเรียนรู้ และมีหนังสือ สื่อ และกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ เข้ามารองรับ เชื่อว่าระบบนิเวศก็น่าจะเกิดขึ้นได้ โดยปลายทางคือการผลักดันให้เกิดเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning City เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางยูเนสโก ที่ทีเคพาร์คจะร่วมผลักดันกับเครือข่ายทั้งในระดับของบุคคล ชุมชน และเมือง” นายกิตติรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

            ในโอกาสครบรอบ 17 ปี ทีเคพาร์ค จัดกิจกรรมเติมความรู้สู่สาธารณชนในหลากหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบการเสวนาและการอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับผู้สนใจที่ต้องการเติมเต็มความรู้เพื่อนำไปต่อยอดในการทำงานในโลกยุคใหม่กับการอบรมพิเศษ อาทิ กิจกรรม TK Forum 2022 กิจกรรมแนะให้แนว การอบรมสื่อดิจิทัล และการจัดทอล์คออนไลน์ในหัวข้อ ส่องคัมภีร์การทำนิทานวัยเตาะแตะ เพื่อเรียนรู้การถ่ายทอดเรื่องราวจากตัวหนังสือ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก โดย คาซุฮิโกะ โตโยต้า (Kazuhiko Toyota) จากประเทศญี่ปุ่น และจุง โฮ ซุน (Jung Ho Sun) จากประเทศเกาหลีใต้ และพิเศษสุด! กับโปรโมชัน 17 ปี ฟรี 17 วัน สำหรับผู้ที่สนใจสมัครสมาชิกใหม่และต่ออายุสมาชิกเดิม ตั้งแต่วันนี้  – 9 กุมภาพันธ์ 2565 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tkpark.or.th

            ติดตามความเคลื่อนไหวและข่าวสาร ได้ที่ www.tkpark.or.th หรือ เฟซบุ๊กแฟนเพจ TK Park อุทยานการเรียนรู้

เกี่ยวกับสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park

อุทยานการเรียนรู้ TK Park หน่วยงานในสังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดให้บริการครั้งแรก ในวันที่ 24 มกราคม 2548 ในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าใช้บริการแล้วกว่า 140,000 คน มีการให้บริการยืมหนังสือและสื่อการเรียนรู้กว่า 500,000 เล่มต่อปี ล่าสุดได้ขยายเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้เต็มรูปแบบ จำนวน 34 แห่งในพื้นที่ 25 จังหวัด และร่วมมือกับหน่วยงานภาคีพัฒนาแหล่งเรียนรู้ระดับชุมชน รวมกว่า 300 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์เรียนรู้ในระดับตำบล 200 แห่ง ห้องสมุดมีชีวิตในโรงเรียน รวม 76 แห่งใน 76 จังหวัด และห้องสมุดมีชีวิตในค่ายทหาร 20 แห่ง มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้สาธารณะ มุ่งเพิ่มทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป อันจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพชุมชนอย่างยั่งยืน