3 วิธี “เพิ่มเวลาชีวิต” หลังจากเสพติดโซเชียล : ธุรกิจพอดีคำ

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทรfacebook.com/eightandahalfsentences

“เสกเวลาให้ตัวเอง”

เคยมั้ยครับ

ตั้งใจไว้อย่างดิบดี

คืนนี้จะนั่งทำงานให้เสร็จ จะอ่านหนังสือ จะเล่นกับลูก จะคุยกับภรรยา

แต่สุดท้ายรู้ตัวอีกที ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง

รู้ตัวอีกที คุณก็กำลังนั่งเลื่อน Newsfeed ของคุณใน Facebook

ดู Netflix หรือ Youtube ไปเรื่อยๆ

ตามที่เขาจะ “แนะนำ” มาให้

และแหม เขาก็ช่างรู้ใจเราเสียด้วย

ผมเองเป็นหนึ่งคนที่ว่าครับ

ช่วงนี้ติด Facebook VDO

เลื่อนๆ ไปเรื่อยๆ ก็มีอะไรดูสนุกๆ เต็มไปหมด

หลังๆ นี้ไม่รู้ทำไม Workpoint TV มาโผล่ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ

คลิปสั้นๆ สลับรายการไปเรื่อยๆ

ตั้งแต่ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง

I can see your voice ตามไปถึงหม่ำโชว์

ที่น่าสนใจคือ ผมเองก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ติดตามรายการเหล่านี้ครับ

ไม่รู้ว่าใครชนะ ใครแพ้ ตอนล่าสุดเป็นอย่างไร

ช่วงแรกก็สงสัยว่า ทำไมเราถึงดูบ่อย

พอมาสังเกตจริงๆ ก็พบว่า

วิดีโอที่ผมดูนั้น เป็นช่วงที่ “เหล่าดารา นักแสดง” ให้ความเห็นเกี่ยวกับการแสดงนั้น

พี่หอย ป๋าเต็ด ครูอ้วน พี่ตั๊ก นุ้ย ไอซ์

มันตลกมาก จนผม “ติด” ที่จะดูพวกเขาคุยกันได้เป็นสิบนาที

วิดีโอต่างๆ ที่ดูก็จะตัดมาแค่ช่วงนี้ให้ดูเท่านั้น

ไม่มีช่วงร้องเพลงใดๆ

นี่สินะที่เขาเรียกว่า รู้ใจเรา มากกว่าเราเข้าใจตัวเองเสียอีก

แล้วแบบนี้ จะให้มีเวลาไปทำอย่างอื่นได้อย่างไร…

ผมเองทำงานด้าน “นวัตกรรม” ในองค์กรขนาดใหญ่มาเกือบสิบปี

มีหนังสือที่แนะนำให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อ่านอยู่จริงๆ ก็ไม่กี่เล่มครับ

เล่มหนึ่งที่ชอบมากชื่อว่า “สปรินท์ (Sprint)” ที่แปลว่า วิ่งเร็ว ของเจ็ก แนปป์ (Jake Knapp) แห่งบริษัทกูเกิล

บอกเล่าเรื่องราว วิธีการทำงานของกูเกิล ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ภายในเวลา 5 วัน

นำไปสู่นวัตกรรมมากมาย

ใครที่สนใจก็ไปหาอ่านกันได้ครับ

เดือนที่แล้ว “เจ็ก แนปป์” ออกหนังสือเล่มใหม่

มีชื่อที่น่าสนใจมากๆ ว่า “เมก ไทม์ (Make Time)” หรือ “สร้างเวลา”

แหม ฟังชื่อแล้ว ตรงกับหัวข้อที่เกริ่นมาซะยาวเลยใช่มั้ยครับ

วันนี้จะขอถือโอกาสแบ่งปันกันสั้นๆ ละกัน

ที่จริงแล้ว คนเรานั้นมีเพียงสองเหตุผลที่อยากทำอะไรสักอย่างแล้วไม่ได้ทำครับ

หนึ่ง มีความอยากยังไม่มากพอ ทำให้ไม่ตั้งใจ

สอง มีมารผจญ หรือสิ่งรอบตัวที่คอยรบกวนให้เราไม่ให้เวลากับสิ่งที่ต้องทำอย่างเต็มที่

“เจ็ก” พูดชัดเจนในหนังสือเล่มนี้

ว่า “ข้อหนึ่ง” นั้น เป็นเรื่องส่วนบุคคล

จะฝึกให้เป็นคนมีสมาธิ มีความตั้งใจนั้น เป็นสิ่งทำได้

แต่อาจจะใช้เวลา

หากแต่ถ้าเราเข้าใจวิธีจัดการ “ข้อสอง”

เราก็จะเป็น “อิสระ” ได้เช่นกัน

และเจ้ามารผจญที่ว่า ก็อยู่ไม่ไกลคุณครับ

“โทรศัพท์มือถือ” นั่นเอง

ทุกวันนี้เราอยู่กับ “มือถือ” ของเราทุกนาที

ว่างๆ เราก็เอื้อมมือไปหยิบมันอย่างไม่รู้ตัว

กดปุ่มแอพพ์ที่ต้องการ ก็ได้เห็นอะไรมากมายที่เราสนใจ

นี่แหละการออกแบบให้มี “แรงเสียดทาน (friction)” ของการใช้งานที่สุดยอดของแอพพ์ต่างๆ

คำถามคือ เราจะทำอย่างไรให้ไม่หลงไปตามสิ่งเหล่านี้

คำตอบง่ายมาก เราต้องเพิ่มขั้นตอนในการเข้าถึง “แอพพ์” เหล่านี้ให้ยากขึ้น

ข้อหนึ่ง “ล็อกเอาต์ (Log Out)”

ทุกท่านอาจจะหลงลืมว่า แอพพ์ที่เราใช้ทั้งหลาย

ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก จีเมล หรือเน็ตฟลิกซ์นั้น

ล้วนต้องให้เรา “ลงทะเบียน” ก่อนเข้าใช้งานทั้งสิ้น

แต่เขาก็ฉลาด ให้เราเลือกว่า จะลงทะเบียนค้างไว้เลยมั้ย

เราก็คงจะเคยกดเลือกไปว่า “ใช่สิ จะได้ไม่ต้องใส่พาสเวิร์ด” ให้วุ่นวายหลายรอบ

สิ่งนี้แหละครับ ทำให้เรากดเข้าแอพพ์ได้เร็วเกินไปกว่าสมองเราจะนึกเสียอีก

รู้ตัวอีกที ก็เข้ามาในแอพพ์ ดูภาพ วิดีโอต่างๆ ออกไปไม่ได้แล้ว

วิธีง่ายๆ วิธีแรกที่จะ “สร้างเวลา” ให้เราก็คือ “ล็อก เอาต์ (Log Out)” ครับ

เล่นเสร็จแล้วก็ “ออกจากระบบ” ทุกครั้ง

แค่นี้ คุณก็จะเข้ามาใช้บริการครั้งต่อไปยากขึ้น ไม่เอื้อมมือเปิดแบบอัตโนมัติได้อีก

เวลาในการทำงานก็จะเพิ่มมากขึ้นอย่างอัตโนมัติ

อีกวิธีหนึ่งก็คือ “ให้ลบแอพพ์ในหน้าแรกออกให้หมด”

ปกติแล้วมือถือของเราจะมีแอพพ์มากมายอยู่ที่หน้าแรกของมือถือ ใช่มั้ยครับ

วิธีง่ายๆ อีกอย่างที่จะทำให้เรา “มีเวลาคิด” นิดนึง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาเล่น

ก็คือ “หน้าว่างๆ” ของมือถือนั่นเอง

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่จะเพิ่มแรงเสียดทาน (Friction) ให้กับนิสัยแย่ๆ ของเรา

เพื่อที่เราจะมีเวลาทำในสิ่งที่สำคัญมากขึ้น

วิธีสุดท้ายง่ายๆ ที่มีสถิติที่น่าสนใจบอกไว้

คนที่ใส่นาฬิกาข้อมือ จะมีเวลาทำอะไรที่อยากทำมากกว่าคนที่ไม่ใส่

พูดขนาดนี้คงจะเดาได้นะครับว่าทำไม

หลายครั้งเราแค่อยากจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู “เวลา”

เอ๊ะ กี่โมงละนะ

แต่สุดท้ายก็หลงไปกดแอพพ์บางแอพพ์ ทำให้เสียเวลาไปอีกหลายนาทีในการทำสิ่งที่ไม่จำเป็น

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเป็นคนชอบดูเวลาจาก “มือถือ”

ลองไปหา “นาฬิกาข้อมือ” มาใส่นะครับ

ครั้งต่อไปที่จะดูเวลา แทนที่จะหยิบมือถือจนเป็นนิสัย

ก็แค่พลิกข้อมือดูเวลาเท่านั้น แล้วทำสิ่งที่คุณต้องทำต่อให้เสร็จ

ใครๆ ก็อยากจะมี “เวลา” ทำอะไรที่สำคัญของตัวเอง

ถ้าใจไม่เข้มแข็งพอ ก็ต้องเพิ่ม “แรงเสียดทาน” ให้กับนิสัยหยิบมือถือมาดูของเรา

สามวิธีง่ายๆ ที่จะทำให้คุณ “มีเวลา” เพิ่มขึ้น

ลองนำไปใช้ดูนะครับ

บทความก่อนหน้านี้(ไม่) เหลือเยื่อใย ? หนทางรัก-กาวใจคนดัง “ฮอลลีวู้ด”
บทความถัดไปโฆษกสภาทนายระบุจ้างทำ’ข้าวกล่อง’ไม่สุจริต เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน