E-DUANG : “เหยื่อ” ขบวนการ “ลึกลับ” ในการเคลื่อนไหว การเมือง

คำปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่”ตำรวจ”ว่า 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของ”คลิป”การ สมคบคิดระหว่าง”ผู้ก่อเหตุ”กับ”นักข่าว”และ”ช่างภาพ”ในกรณีพ่นสีกำแพงวัดพระแก้ว

มากด้วยความอ่อนไหว มากด้วยการท้าทายต่อคำถามที่จะตามมาอีกหลายคำถามอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน 1 เจ้าหน้า”ตำรวจ”ชุดเดียวกันยังยืนยันด้วยว่าหน่วยของตนมิได้เป็นคนเผยแพร่หรือแจกจ่าย”คลิป”นั้นให้กับรรดาสื่อมวลชน

แม้จะเป็นการเปิดเผย ณ เบื้องหน้า การสอบถามของคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร แต่ในที่ประชุมเดียวกันนี้ก็คับคั่งไปด้วยผู้สื่อข่าว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้สื่อข่าว” และ”ช่างภาพ”ที่ถูกจับกุมและตกอยู่ในความสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ไม่ว่าในทางกฎ หมาย ไม่ว่าในทางจรรยาบรรณ

นี่จึงมิได้เป็นเรื่องท้าทายและสร้างความแคลงคลางกังขาเป็นอย่างสูงในกระบวนการทำคดี หากแต่สะท้อนให้เห็นว่าได้เกิดขบวนการ”ลึกลับ”ขึ้นในการเคลื่อนไหวของตำรวจ

ทั้งยังเป็นความ”ลึกลับ”ที่แม้กระทั่ง”ตำรวจ”ก็ไม่มีคำตอบ

 

ความจริงการปรากฏขึ้นของ”คลิปลับ”ก็สร้างความแคลงคลางกัง ขาเป็นอย่างสูงอยู่แล้วว่ามีความชอบธรรมมากเพียงใดที่จะชี้ว่าการพบกันนั้นดำเนินไปในลักษณะ”สมคบคิด”

อาจเป็นเรื่องปรกติอย่างยิ่งในเมื่อเป็นเทศะอันเปิดเผยในท่ามกลางการเคลื่อนไหว”ยืน หยุด ขัง”ของประชาชน

3 คนนั้นอาจจะเคยรู้จักกันมาก่อน เพราะว่าไม่ว่านักข่าว ไม่ว่าช่างภาพที่ติดตามทำข่าวการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนมา อย่างต่อเนื่อง

กระนั้น คำถามก็คือในเมื่อตำรวจไม่ได้เป็นเจ้าของคลิปลับ ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่คลิปลับออกสู่สาธารณะ แล้วตำรวจมีข้อมูล และหลักฐานจนมั่นใจในการเสนอออกหมายจับ

คำถามนี้ไม่เพียงแต่บรรดาผู้ถูกกล่าวหาจะมีความสนใจหากแต่บรรดาสื่อซึ่งติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องก็จำเป็นต้องสนใจ

อย่างน้อยก็เพื่อมิให้ตนเองต้องกลายเป็น”เหยื่อ”

 

จากกรณีของการพ่นสีในกำแพงอันเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 จึงกลายเป็นบทเรียนอันล้ำค่าและทรง ความหมาย

ไม่ว่าในเรื่องของการดำเนินคดี ไม่ว่าในเรื่องของหลักฐาน

เด่นชัดอย่างยิ่งว่ามิได้มีแต่เพียงคู่กรณี นั่นก็คือ ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ตกอยู่ในฐานะต้องสงสัยเท่านั้น หากแต่ยังมีกลุ่มที่ 3 เบียดแทรกเข้ามาแสดงบทบาทเพื่อชี้นำ

เด่นชัดว่าโอกาสที่จะตกเป็น”เหยื่อ”มีเป็นจำนวนมากในท่ามกลางการเคลื่อนไหวของ”ขบวนการ”ลึกลับ ซับซ้อน