ปริศนาโบราณคดี : พระอุปคุต VS พระบัวเข็ม ตกลงองค์เดียวกัน หรือคนละองค์? (5)

เพ็ญสุภา สุขคตะ

ฉบับก่อนได้นำเสนอเรื่องราวของ “พระบัวเข็ม” ในตำนานที่เรียกว่าเป็น “พระทักษิณสาขา” (พระที่ทำจากกิ่งไม้โพธิ์แห้งซึ่งร่วงจากทิศใต้) ซึ่งชาวมอญ พม่า ลังกา เคารพบูชาในฐานะ “พระโพธิสัตว์” องค์หนึ่ง (ไม่ใช่เป็น “พระอรหันต์” แบบพระอุปคุต) ไปแล้วนั้น

ฉบับนี้ จะได้กล่าวถึง “พระบัวเข็ม” หรือ “พระทักษิณสาขา” ในวัฒนธรรมมอญ-พม่า-ไทใหญ่ อีก 2 รูปแบบ เพื่อให้เห็น “ภาพรวม” ของพระบัวเข็มในทุกมิติ

จากนั้นเราลองมาช่วยกันเปรียบเทียบให้ชัดๆ อีกทีว่า สรุปแล้วพระบัวเข็มจะเป็นองค์เดียวกันกับพระอุปคุตหรือไม่

 

พระบัวเข็ม : ไข่ 5 ฟองของพระโพธิสัตว์

พระบัวเข็มในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งวงการท่องเที่ยวทัวร์พม่านิยมโปรโมตชาวไทยให้ไปกราบไหว้อยู่เนืองๆ ตามเมืองสำคัญๆ เช่น มัณฑะเลย์ หงสาวดี ย่างกุ้ง พุกาม ฯลฯ

เป็นพระบัวเข็มในลักษณะแปลกมาก คือเป็น “ไข่ 5 ฟอง” ที่สร้างขึ้นตามตำนานที่เกี่ยวข้องกับ “พระโพธิสัตว์ทั้ง 5 พระองค์ในภัทรกัป”

ภัทรกัป หมายถึงกัปปัจจุบันที่เราอยู่ ซึ่งเชื่อกันว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ทั้งหมด 5 พระองค์ โดยเรายังอยู่ในยุคของพระพุทธเจ้าโคตมะ ซึ่งเป็นองค์ที่ 4

ชาวล้านนาเรียกพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ในภัทรกัปนี้ว่า “พระเจ้าทั้ง 5” โดยมีตำนานเล่าว่า มี “แม่กาขาว” ตัวหนึ่ง ทำรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อใกล้กับแม่น้ำ ได้ออกไข่ 5 ฟอง วันหนึ่งแม่กาขาวไปหาอาหารไกลในถิ่นซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ เผอิญมีพายุและฝนพัดกิ่งไม้ล้มระเนระนาดอากาศมืดครึ้มทำให้แม่กาจำทิศทางกลับรังไม่ได้ แม่กาขาวจึงหลงทาง ตามหาลูกนานถึง 7 ปี กินไม่ได้นอนไม่หลับจนร่างกายซูบผอม เมื่อสิ้นใจแล้วไปเกิดเป็นมฏิกามหาพรหม อยู่ชั้นสุทธาวาส

ในขณะที่ไข่ทั้ง 5 ฟองของแม่กาขาว วันที่เกิดพายุนั้น รังไข่ได้ตกลงมาสู่แม่น้ำ ไข่ทั้ง 5 ฟองล่องลอยไปตามยถากรรม ไข่ฟองที่ 1 มีแม่ไก่เก็บเอามาเลี้ยงไว้ ไข่ฟองที่ 2 มีแม่นาคเก็บเอามาเลี้ยงไว้ ไข่ฟองที่ 3 มีแม่เต่าเก็บเอามาเลี้ยง ไข่ฟองที่ 4 มีแม่วัวเก็บมาเลี้ยง ไข่ฟองที่ 5 มีแม่ราชสีห์ (สิงห์) เก็บเอามาเลี้ยง

ซึ่งไข่ทั้ง 5 นั้นจะอุบัติขึ้นเป็นพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ฟองละองค์เรียงลำดับดังนี้ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตมะ และพระศรีอารยเมตไตรย โดยพระโพธิสัตว์ทุกองค์จะมีถิ่นกำเนิดอยู่แถว “ดอยสังกุตตระ” (สิงคุตตระ) อยู่ที่เมืองตะโก้ง หรือย่างกุ้ง ที่ตั้งพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ในประเทศพม่า

สรุปก็คือ คำว่า “พระบัวเข็ม” หรือที่ชาวมอญ-พม่าเรียกว่า “พระทักษิณสาขา” ในวัฒนธรรมมอญ-พม่า รูปแบบที่สอง ทำเป็นรูป “ไข่ 5 ฟอง” ที่แกะสลักจากกิ่งไม้โพธิ์แห้งที่ร่วงหล่นม่าจากทางทิศใต้เช่นกัน

pjimage-1
พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ + เภสัชคุรุ = พระพุทธรูปปางฉันผลสมอ

พระบัวเข็มรูปแบบที่สาม มีลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายถือหม้อน้ำมนต์หรือผลสมอ ซึ่งเป็นโอสถรักษาโรค ในรูปแบบที่เรียกว่า “พระไภษัชยคุรุ” หรือ “เภสัชคุรุ”

พระโพธิสัตว์เภสัชคุรุคือใคร พระสูตรฝ่ายมหายานของชาวจีนที่พระมหาสมณะอี้จิง แปลจากภาษาสันสกฤต ในช่วงสมัยราชวงศ์ถัง (พุทธศตวรรษที่ 13) นั้นกล่าวว่ามี “พระโพธิสัตว์ที่มีมหาปณิธาน” เหมือนกับพระพุทธเจ้า โคตมะอีก 7 พระองค์ ซึ่งปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ แต่ประทับอยู่ในโลกธาตุอื่นๆ ด้านบูรพาทิศ หนึ่งในนั้นคือ พระไภษัชยคุรุ ผู้เป็นบรมครูแห่งการรักษาโรค

พบว่าพระบัวเข็มในรูปแบบนี้ ไม่ปรากฏใบบัวปรกพระเศียร ไม่ปรากฏเข็มตุ่ม 9 จุด ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเหมือนกับพระบัวเข็มในรูปแบบมาตรฐาน แต่ก็ได้รับการขนานนามจากชาวมอญ-พม่า-ไทใหญ่ว่าเป็น “พระบัวเข็ม” (หรือ “พระทักษิณสาขา”) อีกรูปแบบหนึ่ง

ข้อสำคัญคือ เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่โตมาก เกินกว่าจะสามารถแกะสลักด้วยกิ่งไม้โพธิ์ จึงมักแกะสลักจากไม้สักทองขนาดใหญ่หรือหล่อปูนแทน และมักประดิษฐานในฐานะพระประธานของพระวิหารหรืออุโบสถ ตามวัดที่สร้างโดยคหบดีพ่อค้าไม้ชาวมอญ-พม่าในยุคที่บริษัทชาวตะวันตกเข้ามาทำสัมปทานป่าไม้ภาคเหนือสมัยรัชกาลที่ 4-5

พระบัวเข็มรูปแบบนี้ คาดหน้าผากด้วยกระบังหน้ากรอบเส้นเล็กๆ ประดับเพชรพลอยโดยรอบ (ไม่ใช่มงกุฎทรงเทริดแบบพระพุทธรูปทรงเครื่องของพระมหามัยมุนี) ครองจีวรแบบพระพุทธรูปมีริ้วพลีท ผิวจีวรมักตกแต่งด้วยลวดลายร่องเก็จฝังแก้วชิ้นเล็กๆ คล้ายเกล็ดปลา

เป็นรูปแบบที่พัฒนามาจาก พระโพธิสัตว์ในนิกายมหายาน 2 องค์ ผสมกัน ได้แก่ พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ (ถือดอกบัว) กับ พระโพธิสัตว์เภสัชคุรุ (ถือหม้อยา หรือผลสมอ) พบมากในวัฒนธรรมจีน ทิเบต เนปาล เมื่อเข้าสู่พม่าตอนเหนือ ไม่เรียกนิกายนี้ว่ามหายาน แต่เรียกว่านิกายเถรวาท ลัทธิสรวาสติวาทิน คือเป็นนิกายเถรวาทรูปแบบที่รับอิทธิพลมหายานเข้ามาผสมผสานค่อนข้างมาก และใช้ภาษาสันสกฤตแทนที่จะใช้ภาษาบาลี

เห็นได้ว่า ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ถูกผสมกลมกลืนจากนิกายมหายานมานานหลายศตวรรษแล้ว แม้แต่ในประเทศพม่า ซึ่งคนไทยมักมองว่าเป็นประเทศพุทธเถรวาทต้นแบบ ในความจริงนั้น ยากที่จะหานิกายเถรวาทบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดังความเข้าใจของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อชาวมอญ-พม่ามีความพยายามที่จะสลัดอิทธิพลของนิกายมหายานออกไปในยุคหลังๆ ราว 400 ปีที่ผ่านมา จึงได้มีการรจนาคัมภีร์ชื่อ “บาลีสาสนวงศ์” ขึ้นมา ปรับเปลี่ยนเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ+เภสัชคุรุ ให้กลายเป็น “พระพุทธเจ้าปางฉันผลสมอ” โยงตำนานให้เกี่ยวข้องกับตอนที่พระพุทธองค์ทรงมีพระทัยปีติหลังการตรัสรู้ใหม่ๆ จึงยังคงสถิตอยู่ในธรรมะที่ค้นพบเป็นเวลา 7 สัปดาห์ โดยในสัปดาห์สุดท้าย มีผู้มาถวายผลสมอเป็นโอสถรักษาพระอุทรให้แด่พระพุทธเจ้า หลังจากที่ไม่ได้เสวยพระกระยาหารมานานกว่า 6 สัปดาห์

 

กล่าวโดยสรุป เกี่ยวกับพระบัวเข็มนั้น พบว่าไม่มีประวัติความเป็นมาเลยว่ามีชีวิตในสถานะเป็น “พระอรหันตสาวก” ของพระพุทธองค์ หรือว่าเป็น “พระอนุพุทธ” (เช่นเดียวกับพระอุปคุต) หรือไม่อย่างไร คือไม่มีชื่อเดิม ไม่มีเรื่องราวว่ามี “ตัวเป็นๆ” หรือไม่

พบเพียงแต่ว่า ตอนที่สร้างปางต่างๆ เสร็จแล้ว ก็มีชื่อเรียกตามกรรมวิธีที่สร้าง คือ สร้างจากกิ่งไม้โพธิ์ที่ยื่นไปทางทิศใต้ ก็เรียก “พระทักษิณสาขา” หรือเรียกตามลักษณะการถือผลสมอ ก็เรียก “พระบัวเข็มปางฉันผลสมอ” โดยที่หากเราไม่ได้แกะร่องรอยเบื้องหลัง ก็อาจมองข้ามเรื่อง “หมวกใบบัวปัทมะ” ของพระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ หรือการถือผลสมอของพระเภสัชคุรุไปได้ง่ายๆ

สิ่งที่น่าสนใจ ที่อาจจะนำพระบัวเข็มไปเชื่อมโยงกับพระอุปคุตได้ก็คือ ลักษณะการ “ฝังเข็ม” 9 จุด หรือการเจาะรูสำหรับม้วนตะกรุดฝังพระบรมสารีริกธาตุ หรือพระอรหันตธาตุ ซึ่งภาษามอญ-พม่า เรียกการฝังเข็มนี้ว่า “อุตตะกุด” (อุดตะกรุด) ฟังเผินๆ ละม้ายคำว่า “อุปคุต” ไม่น้อยเลย

สัปดาห์หน้าจะได้นำบทบาทและสัญลักษณ์เด่นของพระปฏิมาทั้งสองแบบมาเปรียบเทียบกันให้เห็นจะจะว่า แม้เส้นทางเดินจากจุดเริ่มต้นเสมือนว่าต่างคนต่างมา จนสร้างความสับสนงุนงงให้กับพุทธศาสนิกชนทั่วอุษาคเนย์อย่างชนิดขบไม่แตก

แต่สุดท้ายพระปฏิมาทั้งสองกลับเดินทางมาบรรจบจนกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร