อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ซานไห่ เก้าคนหลังฉาก ในประวัติศาสตร์ผลัดใบ (12)

อนุสรณ์ ติปยานนท์frontfirework@hotmail.com

“If a person’s face resembles an animal, then it is the face of a very important and noble person.”

Dai Li-ไต้ ลี่
หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับประจำตัวเจียง ไค เช็ก

หลังการบุกเข้ายึดครองนครซานไห่ในปลายปี 1937 ของกองทัพญี่ปุ่น ขบวนการใต้ดินที่ต้อต้านญี่ปุ่นซึ่งมีนามว่ากลุ่มเสื้อสีน้ำเงิน-Blue Shirt Movement ได้ถูกจัดตั้งขึ้น

ขบวนการนี้ได้ทำหน้าที่ทั้งการโฆษณาชวนเชื่อ ปลุกปั่น มวลชนเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น รวมทั้งจัดพิมพ์เอกสารใต้ดินต่างๆ ที่คอยแจ้งข่าวสารการเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญในกองทัพญี่ปุ่นรวมถึงชาวจีนที่ให้การสนับสนุนกองทัพญี่ปุ่นด้วย

ที่รุนแรงกว่านั้นคือการเข้าร่วมในการสังหารบุคคลที่พวกเขาคิดว่าเป็นอันตรายต่อประเทศ

ความรุนแรงที่ว่านี้ทวีความเข้มข้นขึ้นในปี 1938-1939 แม้แต่นายกเทศมนตรีแห่งนครซานไห่ที่เชื่อกันว่าให้การสนับสนุนญี่ปุ่นอย่างลับๆ ก็ยังไม่อาจรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อในปี 1940 ไปได้

กองทัพญี่ปุ่นเองก็จัดการเล่นไม้แข็งโดยการไล่สังหารบุคคลที่เชื่อกันว่าต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นเช่นกัน

ไม่ช้า สุภาษิตที่ติดปากชาวซานไห่ก็คือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน นายธนาคารฟัดกับนายธนาคาร บรรณาธิการเล่นงานบรรณาธิการ”


คดีฆาตกรรมกว่า 150 คดีในช่วงปี 1937-1941 ถูกส่งไปกองที่หน่วยสืบราชการลับของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ซึ่งมีหัวหน้าหน่วยนามว่า ไต้ ลี่ ชายผู้มีใบหน้ายาวประดุจม้า หากแต่เขากลับชื่นชมคำเปรียบเปรยที่ว่านี้อย่างยิ่ง

เขากล่าวว่าบุคคลใดก็ตามที่มีลักษณะทางกายภาพคล้ายดังสัตว์ชนิดใดก็ตามย่อมหมายความว่าบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดาสามัญแน่นอน

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น ฮิมเลอร์ (หัวหน้าหน่วยเกสตาโปหรือตำรวจลับของเยอรมัน) แห่งประเทศจีน ทว่า ไต้ ลี่ กลับมีใบหน้าและท่าทีที่สุภาพเป็นยิ่งนัก

เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำนครซานไห่อันได้แก่ ท่านเซอร์ อาร์ชิบัลด์ คลาก เคอร์ ถึงกับเปรยว่า “เขาเป็นเพื่อนที่มาด้วยน้ำใจอย่างยิ่งคนหนึ่งของผมเลยทีเดียว”

แต่ภายใต้ท่าทีและท่วงท่าอันน่าประทับใจเช่นนั้น กิตติศัพท์อันว่าด้วยความโหดเหี้ยมจากการทรมานผู้ต้องสงสัยหรือการสั่งสังหารศัตรูแบบไม่กะพริบตา

รวมถึงการมีเครือข่ายที่กว้างขวางราวตาสับปะรดของเขา (ซึ่งรวมถึงเครือข่ายของกลุ่มเสื้อสีน้ำเงินด้วย) ก็ยังเป็นที่ร่ำลือกันโดยทั่วไป


จากบันทึกของทูตทหารชาวอเมริกันในปี 1943 ถึงหน่วยงานของ ไต้ ลี่ ที่มีชื่อในภาษาจีนว่า จูนถง-Juntong นั้นกล่าวว่า จูนถง “เป็นหน่วยงานที่ไม่ปรากฏในเอกสารราชการของทางรัฐบาลจีน หากแต่กลับเป็นหน่วยงานที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด

มันเป็นหน่วยงานที่รับคำสั่งโดยตรงจาก เจียงไคเช็ก หัวหน้าหน่วยงานนั้นมีนามว่า ไต้ ลี่ อันอาจเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสภาการเมืองของจีน

หน่วยงานนี้ทำหน้าที่อย่างลับๆ จากรายงานที่เชื่อถึอได้ของเรา หน่วยงานนี้มีสมาชิกราวสองหมื่นคน สมาชิกนั้นมีทั้งชายและหญิง หน้าที่หลักของหน่วยงานนี้คือปราบปรามการกระทำทั้งปวงของพวกคอมมิวนิสต์ หากแต่การสืบความลับและทำหน้าที่จับตาดูทุกสิ่งก็เป็นหน้าที่ของพวกเขาด้วยเช่นกัน

หลายครั้งที่งานของพวกเขาปะปนอยู่กับงานของหน่วยข่าวกรองในกองทัพ สายลับชาวจีนทั้งหมดในซานไห่และที่อื่นขึ้นอยู่กับหน่วยงานนี้

ไต้ ลี่ นั้นเป็นนายทหารที่จบการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารหวังปูเช่นเดียวกับ เจียงไคเช็ก เขาชอบแต่งกายในเครื่องแบบชั้นนายพลอยู่เสมอ แม้ว่าเขาจะไม่มียศอะไรเลยในกองทัพก็ตามที

ว่ากันว่าพ้นจากท่านนายพลเจียงแล้วละก็ ไต้ ลี่ คือบุคคลที่มีอำนาจเป็นที่สองในประเทศนี้”

“เขาเป็นบุคคลเดียวที่สามารถเข้าพบนายพลเจียงได้ในทุกที่และทุกเวลา”

เป็นการยากที่จะแยกอิทธิพลของ ไต้ ลี่ ออกจากอิทธิพลของนายพลเจียงไคเช็ก

สำหรับคนใกล้ชิด ไต้ ลี่ คืออาวุธประจำกายของท่านนายพล

สำหรับสาธารณชน ไต้ ลี่ คือมือสังหารส่วนตัว

ทว่า ความน่ากลัวของ ไต้ ลี่ นั้นมาจากความเชื่อที่ว่า เขามีเครือข่ายอยู่ในทุกที่ต่างหาก

ในช่วงสงครามที่ไม่อาจไว้ใจใครได้ กองทัพสายลับของ ไต้ ลี่ นั้นน่าจะมีจำนวนมากที่สุดในโลก

สหรัฐเคยประเมินต่อมาในปี 1946 ว่า ไต้ ลี่ มีเครือข่ายที่ทำงานให้เขาราวแสนแปดหมื่นคน และสี่หมื่นคนนั้นทำงานแบบเต็มเวลา

สายลับของเขานั้นทำงานในทุกดินแดนที่มีชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย บาหลี บอร์เนียว ไต้หวัน ไทย มลายา ศรีลังกา พม่า ไม่เว้นแม้กระทั่งในอินเดีย

แต่ละวันข่าวสารจำนวนมากหลั่งไหลไปถึง ไต้ ลี่

สายลับในมะนิลาอาจกำลังรายงานระดับของกระแสน้ำก่อนที่นายพลแม็กอาร์เธอร์จะเดินทางมาถึง

สายลับในญี่ปุ่นรายงานเรื่องในวังหลวง สายลับในหางโจวรายงานการรวมตัวของกลุ่มคอมมิวนิสต์ แต่ละคนทำหน้าที่ของตนเอง แต่ทุกหน้าที่นั้นถูกประมวลผลโดย ไต้ ลี่

เครือข่ายที่กว้างขวางและคำร่ำลือเกี่ยวกับความโหดเหี้ยมของเขาทำให้ ไต้ ลี่ กลายเป็นบุรุษที่ถูกพูดถึงอย่างน่าหวาดหวั่นคนหนึ่งในประเทศจีน เขามักปรากฏตัวอย่างไร้ร่องรอยในบางสถานที่โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ไม่ยอมให้ถูกถ่ายรูปหากไม่จำเป็น

พวกอเมริกันเปรียบเทียบเขากับนายแพทย์ฟูแมนจู อาชญากรลึกลับจากนวนิยายสุดนิยมของ แซ็ก โรเมอร์

ภาพของเขาที่ผู้คนพบเห็นในสื่อนั้นน้อยเท่าไรมันก็ยิ่งแปรผันกับคำเล่าลือที่มีถึงเขามากเท่านั้น

 

สภาวะการมีอำนาจเช่นนั้นทำให้ ไต้ ลี่ มีสถานที่พักมากมาย ไม่มีใครรู้ว่าเขาพักที่ไหนแน่ระหว่าง ซานไห่ นานกิง หางโจว เทียนสิน ซิงเต่า ปักกิ่ง เซียเหมิน หรือซูโจว

แม้กระทั่งในช่วงที่รัฐบาลก๊กมินตั๋งต้องเปลี่ยนที่บัญชาการไปที่ฉงชิ่ง บ้านพักของ ไต้ ลี่ มีถึงสามที่

นั่นไม่นับว่าเขาต้องมีคนรับใช้ส่วนตัวนาม เจีย จิง หนัง ที่ไม่เพียงจะกระทำทุกอย่างให้เขานับแต่ดูแลเรื่องเสื้อผ้า ตระเตรียมอาหาร รวมถึงชิมอาหารทุกชนิดก่อนเขาเพื่อป้องกันการถูกวางยาพิษ

สายลับอเมริกันเล่าว่าทุกครั้งที่ ไต้ ลี่ จะออกเดินทางเขาจะปล่อยข่าวว่าจะเดินทางไปตำแหน่งหนึ่งก่อนที่จะไปปรากฏตัวในอีกตำแหน่งหนึ่งแทน

หากอยู่ในเมือง คนของเขาจะยกหูโทรศัพท์ว่ากำลังจะเดินทางไปถึงที่นั่นแล้ว หากแต่ไปยังสถานที่อื่นแทน

และเพื่อป้องกันการดักฟัง ไต้ ลี่ ไม่เคยรับนัดทางโทรศัพท์ การนัดหมายจะกระทำผ่านจดหมายที่ประทับครั่ง และการตอบรับก็จะมาในรูปจดหมายแบบนั้นเช่นเดียวกัน

ความสามารถในการคบหาผู้คนของ ไต้ ลี่ นั้นน่าสนใจ

เขามีมิตรสนิทในทุกระดับและในทุกอาชีพเลยก็ว่าได้ นับตั้งแต่ยาม นายธนาคาร พ่อค้าต่างชาติ เจ้าพ่อแก๊งใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ หรือหัวหน้าขบวนการลับในเสฉวน บาทหลวงคาทอลิก พระคาร์ดินัลชาวจีน นักฟุตบอล หรือแม้แต่ดารางิ้ว

บุคคลหนึ่งที่ ไต้ ลี่ สนิทด้วยมากในซานไห่ คือหนุ่มเจ้าสำราญนาม ถัง เจิ้ง หมิง ผู้เปิดเผยว่า ไต้ ลี่ นั้นแม้จะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในความดุร้าย โหดเหี้ยม เขากลับเป็นผู้ที่รักและถนอมบุปผาอันได้แก่หญิงงามอย่างยิ่ง และเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าภรรยาของเขาอันได้แก่ ซี ไหล ทนเห็น ไต้ ลี่ ตกหลุมรักนางเอกชื่อก้องแห่งยุคอันได้แก่ หู ตี้ หรือผีเสื้อ หู ไม่ได้จนต้องหาทางให้ทั้งคู่ได้พบกัน และ หู ตี้ ได้ตกเป็นภรรยาอีกคนของ ไต้ ลี่ ในช่วงเวลาต่อมา

ความสามารถส่วนตนของ ไต้ ลี่ ที่เลื่องลืออีกนั้นได้แก่ ความจำ ว่ากันว่าเขาสามารถระบุชื่อแฟ้มเอกสารที่ต้องการได้อย่างไม่มีผิดพลาด ไม่นับถึงพลังงานในตัวที่กล่าวกันว่าเขาสามารถทำงานติดต่อกันเป็นอาทิตย์โดยไม่หลับตาลงพักผ่อนเลย และหากเขาต้องการหยุดพัก ไต้ ลี่ จะใช้การทำนายความเป็นไปของสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญหรือทายใจผู้คนรอบข้างเป็นกิจกรรมผ่อนคลายแทน

ด้วยความสามารถเช่นนี้ ฝ่ายที่สนับสนุนก๊กมินตั๋งและท่านนายพลเจียงไคเช็ก ถึงกับเชื่อว่า หาก ไต้ ลี่ ไม่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุเครื่องบินตกในวันที่ 7 มีนาคม 1946 ฝ่ายคอมมิวนิสต์อาจเป็นผู้พ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองก็เป็นได้

ตระกูลไต้นั้นมาจากเมืองเจียงชานที่อยู่ต้นแม่น้ำซีหนาน รอยต่อของมณฑลเกียงสีและฟูเจี้ยน ตระกูลไต้นั้นว่ากันว่ามีประวัติยาวนานจากราชวงศ์ฮั่นทีเดียว ทวดของ ไต้ ลี่ เป็นผู้สร้างความมั่นคงให้กับตระกูลหลังจากที่เขาเข้าร่วมปราบพวกกบฏไต้เผ็งในสมัยราชวงศ์เช็ง พ่อของ ไต้ ลี่ ที่มีอาชีพเป็นตำรวจ เสียชีวิตในช่วงที่เขาเป็นหนุ่ม แม่ของ ไต้ ลี่ จึงทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวแทน

ในวัยเด็ก ไต้ ลี่ ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีความจำเป็นเลิศ เมื่อจบชั้นประถมเขาได้ที่หนึ่งประจำชั้นปีอย่างไร้คู่แข่ง

ทว่า เขากลับเลือกแต่งงานตั้งแต่วัยรุ่น

ไต้ ลี่ แต่งงานเมื่อมีอายุได้เพียงสิบเจ็ดปีกับสาวน้อยหมู่บ้านข้างเคียงนาม เหมา ซิว กง ก่อนจะกลับไปเรียนในชั้นมัธยม หากแต่กลับถูกไล่ออกเพราะเขาเสพติดการพนันและการทำตัวเป็นอันธพาล

ช่วงเวลาตอนนั้นเขาเข้าทำงานในโรงงานเต้าหู้ที่หางโจว ก่อนจะกลับบ้านอีกครั้งในวัยยี่สิบปี

ทว่า ชีวิตอันตื่นเต้นที่หางโจว เรียกหาเขาอีกครั้ง เขาตัดสินใจกลับหางโจว

บทความก่อนหน้านี้จรัญ มะลูลีม : การมาถึงของอิสลามในอินเดีย (1)
บทความถัดไปศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : ความรู้และการเมืองแบบหลังอาณานิคม ในจอมคนป่าอสรพิษ (4)