เลือกตั้งมาเลเซีย ตอนที่ 1 : ส่องบริบท-สภาพการณ์กำหนดแพ้-ชนะ

จรัญ มะลูลีม

หากดูจากสถานการณ์ในมาเลเซียปัจจุบัน จะพบว่านายกรัฐมนตรีนาญิบ รอซัค ได้เข้าไปพัวพันกับความผิดด้านการเงินที่ใหญ่ที่สุดที่โลกเคยมีมาเลยทีเดียว

แต่กระนั้นการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม (2018) ที่จะถึงนี้ นาญิบ รอซัค ก็น่าจะได้รับชัยชนะอยู่ดี

คดีทางการเงินที่นาญิบและนักการเมืองที่เป็นคนใกล้ชิดของเขาเข้าไปพัวพันอยู่ด้วยมีชื่อว่าโครงการ 1 Malaysia Development Berhad (1MDB) อันเป็นคดีที่มีเงินจำนวนหลายพันล้านเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย

โครงการ 1MDB เป็นโครงการของหน่วยงานการพัฒนาที่ตั้งขึ้นโดยรัฐ โดยมีนายกรัฐมนตรีนาญิบเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการโครงการ

เหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากก็คือเงินจำนวน 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐได้หายวับไปจากกองทุน

และเกือบ 681 ล้านเหรียญสหรัฐที่มาจากกองทุนดังกล่าวก็ได้เข้าไปอยู่ในบัญชีส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี

ผู้ตรวจสอบคดีนี้ที่มาจาก 6 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐ สวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์กล่าวว่าโครงการนี้มีการคอร์รัปชั่นกันอย่างมโหฬาร

ซึ่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและคนใกล้ชิดถูกกล่าวหา

 

ทั้งนี้ อัยการของสหรัฐ Jeff Sersions อ้างว่าการฉ้อโกงของ 1MDB มีนาญิบเป็น “หมายเลขหนึ่ง”

คดีดังกล่าวยังถูกสอบสวนโดยกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอีกด้วย

รัฐบาลอินโดนีเซียเมื่อรับทราบว่าคดีนี้ถูกสอบสวนโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐก็รู้สึกตื่นตะลึง ถึงกับยึดเรือยอชต์มูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐจากนาย Low Taek Jho มหาเศรษฐี ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับนายริซา อาซิส ลูกเลี้ยงของนายกรัฐมนตรีฉ้อโกงเงินกองทุน 1MDB

ริซา อาซิส เป็นผู้สร้างภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง The Wolf Wall Street นำแสดงโดย Leonardo Dicaprio

ทั้งนี้ บริษัทผู้ผลิตตกลงที่จะจ่ายเงินสดล้านเหรียญสหรัฐให้กับกระทรวงวัฒนธรรมสหรัฐ เนื่องจากมีการฟ้องร้องกันว่าเงินที่รั่วไหลออกมาจากกองทุน 1MDB มาจากการผลิตภาพยนตร์

เงินดังกล่าวได้ถูกนำไปจ่ายให้กับการทำความผิดของนักการเงินสองคนของมาเลเซีย ต่อมา Dicaprio ได้คืนของขวัญราคาแพงและภาพวาดที่เขาได้รับคืนให้แก่ผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว

 

เมื่อปัญหาการคอร์รัปชั่นทางการเงินเป็นที่รับรู้ของสาธารณชนในชั่วระยะเวลาสั้นๆ ดูเหมือนว่าในเวลานั้นวันเวลาของนายกรัฐมนตรีอย่างนาญิบ ตุน รอซัค น่าจะค่อยๆ หมดลง

แต่ภายในสองปีดูเหมือนนาญิบจะสามารถหันมาล้มกระดานคู่ปรปักษ์และผู้ที่วิพากษ์ตัวเขาได้อย่างดีเยี่ยมด้วยการใช้อำนาจทุกอย่างที่เขามี

เขาปลดรองนายกรัฐมนตรีและเปลี่ยนอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้ที่เกือบจะรายงานถึงความเสียหายที่มาจากกองทุนดังกล่าว

อัยการสูงสุดคนใหม่ทำให้นาญิบพ้นผิดและยอมรับคำอธิบายของเขาที่ว่าเงินที่มีอยู่ในบัญชีธนาคารของเขานั้นเป็นของขวัญที่มาจากผู้สนับสนุนทางการเงินจากครอบครัวกษัตริย์แห่งซาอุดีอาระเบีย

การหาทางออกของนาญิบดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามที่ตามมาอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวทั้งหลายต่างก็ติดตามความผิดของเขาอย่างใจจดใจจ่อ

แต่ก็มีการคาดหมายกันโดยทั่วไปว่าเมื่อนาญิบประกาศให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 9 เดือนพฤษภาคม ปี 2018 นาญิบย่อมรู้ว่ารัฐบาลของเขาน่าจะยังได้เปรียบอยู่

 

กล่าวกันว่านาญิบมีความสามารถมากพอที่จะนำเอาเครื่องมือของรัฐและคณะกรรมการเลือกตั้งมาทำให้ฝ่ายต่อต้านเขาตกเป็นรองได้

คู่ปรปักษ์ที่น่าสนใจของนาญิบไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ประกาศให้มาเลเซียเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในปี 2020 (Vision 2020) เป็นผู้ครองอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างยาวนานถึง 22 ปี และเป็นผู้ให้การอุปถัมภ์ทางการเมืองแก่นาญิบมาก่อน

เขาผู้นี้คือ มหาธีร์ โมฮัมหมัด (Mahathir Mo hammad) นั่นเอง

มหาธีร์ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองด้วยการทำให้มาเลเซียประสบความเจริญเติบโตทางการเมืองสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1980 ถึง 1996

และเป็นสถาปนิกแห่งนโยบายบุตรแห่งแผ่นดิน (Son of the soil) หรือภูมิบุตร (Bumiputra) ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมคนส่วนใหญ่ที่มีเชื้อชาติมาเลย์

เวลานี้มหาธีร์มีอายุ 92 ปี (อันเป็นวัยที่ลี กวน ยิว ผู้นำสิงคโปร์ ซึ่งรุ่งเรืองมาพร้อมๆ กับเขาได้จากโลกนี้ไป) ลุกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากวางมือทางการเมืองไปพักใหญ่

และเวลานี้มีผู้สนับสนุนที่ทำตามคำสั่งของเขา โดยหลายคนมาจากพรรคหลักที่ปกครองมาเลเซียมาตลอดคือพรรคองค์การรวมมาเลย์แห่งชาติหรือ UMNO ซึ่งเป็นพรรคที่ได้เป็นรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชในปี 1957

 

สําหรับพรรคฝ่ายค้านของมาเลเซีย ซึ่งได้รณรงค์อย่างตื่นตัวมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2013 ภายใต้การเป็นผู้นำของอันวาร์ อิบรอฮีม ได้กลายมาเป็นพรรคที่ขาดการดูแลอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งจนกระทั่งมหาธีร์ก้าวมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป

อันวาร์ ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของมหาธีร์มาก่อนการถูกจองจำในปี 2014 เป็นครั้งที่ 2 ด้วยข้อหารักร่วมเพศ (เขาถูกคุมขังครั้งแรกในข้อหาเดียวกันในปี 1999)

เมื่อมหาธีร์เป็นนายกรัฐมนตรีเขาเคยสัญญาว่าจะยกโทษให้อันวาร์หากเขาเอาชนะกลุ่มพันธมิตรสหชาติ (Barisan Nasional) หรือ BN ซึ่งนำโดยพรรค UMNO ได้

นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังถูกทำให้อ่อนแอลงโดยพรรค PAS หรือพรรคแนวร่วมอิสลาม (Pan – Malaysias Islamic) ที่ตัดสินใจถอนตัวออกจากการเป็นพันธมิตรร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ที่เคยสัญญาว่าจะส่งเสริมให้มีการนำเอากฎหมายอิสลาม (Shariah) มาใช้ในรัฐภายใต้การบริหารของพรรค PAS

ที่ผ่านมาพรรค PAS จะมีฐานคะแนนเสียงสำคัญอยู่ในหมู่ชาวชนบทที่มีความเคร่งครัดศาสนาและมีส่วนสำคัญทำให้พรรค PAS ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในการเลือกตั้งปี 2013

อาจกล่าวได้ว่าฝ่ายค้านทำได้ดีในปี 2013 เพราะฝ่ายค้านสามารถรวมตัวกันได้ แม้ว่าจะต่างชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่พรรค UMNO ทำมาแล้วและร่วมเป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ได้รับเอกราช

ในเวลานั้นการรวมตัวของพรรคฝ่ายค้านใช้ชื่อว่า “ปากัตยัน รัคยัต” (Pakatyan Rakyat) หรือพรรคร่วมประชาชน นำโดยอันวาร์ อิบรอฮีม ซึ่งแตกออกมาจากพรรค UMNO ดังนั้น ปากัตยัน รัคยัต จึงเป็นการรวมตัวของพรรค PAS กับพรรคกิจประชาธิปไตย (Democratic Action Party) หรือ DAP ที่เข้ามาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของพรรคฝ่ายค้านจนกลายมาเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งและกำชัยชนะได้ถึงร้อยละ 52 ของผู้ออกเสียงทั้งหมด

แต่ก็ไม่ได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาอันเนื่องมาจากการแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างไม่ยุติธรรม เป็นการสร้างเขตเลือกตั้งที่มีขนาดต่างกันเป็นอย่างมาก

ทำให้ผู้สมัครจากพรรคฝ่ายค้านประสบความยากลำบากอย่างมากกว่าจะเอาชนะพรรคที่ปกครองอยู่

 

โดยจารีตที่เห็นกันอยู่ ฝ่ายค้านจะได้เสียงส่วนใหญ่จากคนที่อยู่ในเขตเมืองและในที่ต่างๆ ของเขตเลือกตั้งที่ประกอบด้วยคนที่ไม่ใช่มาเลย์

พรรคสหชาติ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่รวมมาจากชาติพันธุ์ต่างๆ ได้ที่นั่งร้อยละ 60 ในสภาในปี 2013

พรรคสหชาติซึ่งร่วมกันเป็นรัฐบาลประกอบขึ้นมาจากสมาคมจีน มาเลเซีย (Malaysian Chines Association หรือ MCA สภามาเลเซีย อินเดีย (Malaysian Indian Congress) หรือ MIC เป็นด้านหลัก

การที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรค PAS & อยู่ในกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านปากาตัน ฮาราปัน (Pakatan Harapan) หรือพรรคแห่งความหวังที่มารวมตัวกันและเป็นที่รู้จักกันในเวลานี้ จะเป็นผลให้กลุ่มก้อนของฝ่ายค้านสามารถดึงดูดชาวมาเลย์และผู้ที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมได้มากขึ้น

มารีอะฮ์ ชิน อับดุลลอฮ์ (Mariah Chin Abdull ah) ประธานกลุ่ม Bersih (การรวมกลุ่มเพื่อการเลือกตั้งและการปฏิรูปที่ใสสะอาด) ก็เข้าร่วมกับพรรคฝ่ายค้านด้วยเช่นกัน

หลังการเลือกตั้งปี 2013 นาญิบต้องทำงานหนักเพื่อรื้อถอนพันธมิตรฝ่ายค้าน อันวาร์ถูกส่งเข้าคุกอีกครั้งด้วยข้อหาที่ได้รับการกระพือขึ้นมา พรรค PAS ถูกล่อออกไปจากการอยู่ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านเดิมที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนในการเลือกตั้งปี 2013

พรรคยุติธรรม (Justice Party) ซึ่งประกอบไปด้วยอันวาร์และผู้นำหลายๆ คนที่เคยอยู่ UMNO มาก่อนก็แยกตัวออกไป

บทความก่อนหน้านี้‘วิษณุ’ อุบร่วม ‘เรือแป๊ะ’ ต่อหรือไม่ บอกไม่เคยคุยเรื่องนี้กับ ‘บิ๊กตู่’
บทความถัดไปวิกฤติศตวรรษที่21 : วิกฤติประชาธิปไตย – ประชาธิปไตยในท่ามกลางความขัดแย้ง