อุรุดา โควินท์ / ความทรงจำ : ภาพตรงหน้า, หาใช่ชีวิต

อุรุดา โควินท์

“เมื่อก่อนความสุขหาง่ายเนอะ” เธอเอ่ยขึ้น

เป็นการเริ่มบทสนทนายาวนาน บางเรื่อง ฉันไม่รู้ว่าเก็บมันเอาไว้ตรงส่วนไหน รู้ตัวอีกทีก็ได้เล่าออกมาอย่างหมดจด ละเอียดลออ

เธอเป็นเหมือนฉันหรือเปล่า

ฉันไม่ได้ถาม มันไม่สำคัญนักหรอก เราพลัดกันพูด-ฟัง โดยไม่หันมามองกันเลย ต่างมองตรงไปที่ขอบฟ้า ราวกับกลัวคลาดกับอัสดง

เรามองไปยังวันเวลาข้างหน้า (แม้มันจะว่างเปล่า) โดยทิ้งเรื่องเล่าไว้ข้างหลัง

เช่นเดียวกับอัฒจันทร์

ฉันคงลืมมันและสนามกีฬาแห่งนี้ไปแล้ว หากเธอไม่ขอให้ฉันมองหาสระว่ายน้ำให้ลูกของเธอ

สามสิบปีก่อน เรานั่งตรงนี้ กินข้าวห่อด้วยกัน ใช่! มื้อเที่ยงอันแสนสุขของเรา

เรามาซ้อมแปรอักษรสำหรับงานกีฬาเขต ปั่นจักรยานมาจากในเมือง ไกลมาก แต่ไม่เคยเหนื่อย มันคือการปิดเทอมแบบพิเศษ ไม่ต้องเรียนหนังสือ แต่ได้เจอเพื่อนทุกวัน

เราซ้อมตั้งแต่แดดอ่อนกระทั่งเที่ยง จึงได้ออกจากแสงแดดมาอาศัยที่ร่มหลังอัฒจันทร์ ลมโชยเย็นชื่นใจ ทำเอาสบายจนขี้เกียจขึ้นไปตากแดดช่วงบ่าย หลังอิ่มข้าว ฉันมักนอนเหยียดบนพื้นหญ้า ตาควานหาเมฆ พลางกินขนมที่เราพกมา (ถ้ายังเหลือ)

เราใส่ใจกับของกิน กินได้มากมาย กินทุกสิ่ง เราคว้าขนมในบ้านใส่เป้ นั่นแค่การเริ่มต้น ตู้เสบียงที่แท้จริงอยู่ในตลาดสด, ใกล้บ้านของเธอ

ทุกเช้า เราถือเงินที่แม่ให้ไปหาของกินในตลาด ทุกสิ่งอย่างล้วนน่าอร่อย ชวนน้ำลายไหล (ทั้งที่เพิ่งกินข้าวเช้ามา) ซื้อจนเงินไม่เหลือสักบาท ถึงจะสาแก่ใจ

บนอัฒจันทร์ นอกจากคุยกัน เปิดแผ่นกระดาษสีตามตารางที่ครูแจก ก็ไม่มีอะไรให้ทำ ขนมถือเป็นความหรรษาของเรา เตรียมมามากแค่ไหนก็ไม่เคยพอ

บางวันขนมหมดเร็ว เวลาที่เหลือในช่วงเช้าหมายถึงการรอคอย เพื่อได้ลงมานั่งตรงนี้ แกะข้าวห่อกินด้วยกัน

เพื่อนส่วนใหญ่ห่อข้าวมาจากบ้าน แต่ฉันชอบขอเงินแม่มาซื้อกับข้าวในตลาด (ตื่นเต้นกว่าตั้งเยอะ) “ร้านนั้นไม่อยู่แล้วนะ” ฉันบอก เผื่อเธออยากรู้ ก็เธอย้ายไปอยู่ต่างประเทศเสียนาน

เธอจะกลับมาอยู่บ้านเกิด เธอโทร.หาฉันเป็นคนแรก เธออยากเริ่มต้นจากฉัน เพื่อทำความรู้จักบ้านของตัวเองอีกครั้ง

ฉันเข้าใจ

 

ทั้งเราและบ้านเปลี่ยนไป แต่มันเหลือเชื่อ ที่เราจำทั้งหมดนี้ได้ และเมื่อฉันพูด “ร้านนั้นไม่อยู่แล้ว” ฉันมั่นใจ-เธอรู้ว่าหมายถึงร้านไหน

“เราสั่งกันแต่ข้าวผัดกับผัดซีอิ๊วนะ” เธอว่า

เราซื้ออาหารจากร้านเดียว สลับกันสั่งข้าวผัดกับผัดซีอิ๊ว แต่สุดท้ายก็เอามาแบ่งกันกินอยู่ดี

นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นการผัดข้าวแบบไฟลุกพึ่บพั่บ ทุกการเคลื่อนไหวของแม่ครัวมีเสน่ห์ และเร็วชนิดห้ามเผลอ ถ้าอยากเห็นตั้งแต่ต้นจนจบ

เริ่มจากทอดไข่, ไข่ดาวที่ไข่ขาวกรอบทั่วถึงและไข่แดงสุก ต้องแบบนั้น จึงจะเหมาะกับข้าวห่อ

ตอกไข่เป็ดใส่ถ้วยเล็กรอ เปิดไฟตั้งน้ำมัน ครั้นน้ำมันร้อนจัด ก็เทไข่ลงกระทะ รอให้ด้านหนึ่งกรอบ ไข่ลอยขึ้น จึงพลิกอีกด้านไปเจอน้ำมัน ไม่นาน ไข่ดาวสีน้ำตาลก็ถูกตักออกมารอในจานเมลามีน

ผักคะน้าหนึ่งต้น มะเขือเทศหนึ่งลูก (หั่นเสี้ยว) และหอมหัวใหญ่ครึ่งลูก (ซอยบางๆ) ทั้งหมดถูกจัดการด้วยมีดอีโต้ โดยความเร็วแสง

เปิดกระทะ ตักข้าวใส่ถ้วย หยอดน้ำมันหอยนิดหน่อย น้ำตาลปลายช้อน และเกลือ ใส่น้ำมันแค่ติดก้นกระทะ พอกระทะร้อน แม่ครัวหยิบหมูหั่นลงไปพร้อมกระเทียมทุบ ควงตะหลิวสองสามที ก่อนเขี่ยหมูกองข้างกระทะ ตอกไข่ลงตรงกลาง เจาะไข่แดงให้แตก พลิกตะหลิวกระทั่งไข่สุก

ข้าวพร้อมเครื่องปรุงรสกับบรรดาผักถูกส่งลงกระทะพร้อมกัน นี่ล่ะ-ตอนโปรดของฉัน แม่ครัวเร่งไฟจนเปลวสีส้มเลียขอบกระทะ ผัดเร็วและแรงด้วยมือขวา มือซ้ายจับกระทะเขย่า

ฉันจับจ้องไม่กะพริบตา พลันนั้นเสียงเคร้งคร้างก็สงบลง พร้อมการเทข้าวผัดร้อนฉ่าลงบนเครื่องห่อ ชั้นนอกคือกระดาษไข ถัดมาเป็นพลาสติกใส และใบตองอยู่ด้านในสุด

เหยาะพริกไทยขาว แล้วข้าวผัดกองโตก็ถูกห่ออย่างมิดชิดแน่นหนา ภายในเวลาเศษหนึ่งส่วนพันวินาที มัดยางวง ส่งลงถุงไปรวมกับผัดซีอิ๊ว

ทันทีที่เปิดห่อ ฉันหอมกลิ่นกระทะไหม้ รสข้าวผัดอ่อนจาง ไม่อมน้ำมัน คำไหนที่กัดเจอมะเขือเทศก็ได้รสเปรี้ยว คำใดมีหัวหอมใหญ่ปนจะหวานกว่าคำอื่น คำใดอยากเผ็ด เรากินกับพริกน้ำปลา ข้าวผัดไม่ใส่ต้นหอม แต่แม่ค้าจะหนีบต้นหอมมากับยางวง ซึ่งเพื่อนไม่ยอมกิน แต่ฉันชอบมาก

 

“อยากกินข้าวผัดแบบนั้นอีก” เธอว่า

“เราทำเป็น”

เธอหันขวับ จ้องตาฉัน-นับเป็นครั้งแรกตลอดการสนทนา เธอไม่ได้พูด แต่ฉันเห็น จริงอ่ะ บนใบหน้าเธอ

ฉันพยักหน้าหนักแน่น “ทำกินบ่อย ได้แบบนั้นเลย”

“ไข่ดาวด้วยเหรอ”

“แน่นอนสิ”

เธอคงไม่รู้ ฉันหลงใหลอาหารแค่ไหน มีอีกหลายเรื่องเลยล่ะ ที่เธอไม่รู้ อืม…อย่างเช่น ช่วง ม.ปลายขณะเธอเรียนกวดวิชาเอาเป็นเอาตาย ฉันซิ่งมอเตอร์ไซค์มาสนามกีฬาเพื่อรับใครบางคน ฉันไม่เล่นกีฬา ฉันดูบอลไม่เป็น แต่ฉันชอบเขา ฉันจับจ้องหมายเลข 14 ขณะซ้อนท้ายเขากลับบ้าน และเชื่อว่านี่คืออนาคตของฉัน

เราจะรู้อะไรเล่า-เกี่ยวกับชีวิตและอนาคต

เราเห็นภาพตรงหน้า แต่นั่นไม่ใช่ชีวิต

เหมือนที่เรานั่งบนอัฒจันทร์ เห็นเพียงกระดาษสีบนเพลทที่เรารับผิดชอบ

แต่ไม่มีวันได้เห็นภาพการแปรอักษรที่สมบูรณ์

บทความก่อนหน้านี้E-DUANG : การเมือง “ใหม่” กับ อนาคต “ใหม่”
บทความถัดไปจรัญ พงษ์จีน : รธน.60 ครบ 1 ปี แล้วเลือกตั้งจะมาถึงเมื่อไหร่?