คำ ผกา : บาดแผล ประวัติศาสตร์ และการแป็นผู้ใหญ่เสียที

คำ ผกา

ความรู้เกี่ยวกับไต้หวันของฉันน่าจะเท่ากับเด็กชั้นประถมหก

นั่นคือรู้แค่ว่าชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศคือ “สาธารณรัฐจีน” หรือ Republic of China

ความงงๆ ของประเทศไต้หวันคือ ไต้หวันมีองค์ประกอบของการเป็นประเทศและรัฐชาติทุกอย่างยกเว้นการรับรองจากกฎหมายระหว่างระเทศที่ปฏิเสธว่าไต้หวันมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง

ที่สำคัญองค์การสหประชาชาติยังไม่รับรองให้ไต้หวันเป็นประเทศสมาชิก แม้ว่าไต้หวันจะเพียรยื่นเรื่องนี้ต่อยูเอ็นไปถึง 14 ครั้ง

ส่วนจีนยังมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของจีน

และมันก็น่างงมากขึ้นไปอีกว่า ในขณะที่ไต้หวันไม่มีที่นั่งในยูเอ็นนั้น พาสปอร์ตไต้หวันถือเป็นพาสปอร์ตที่ strong มาก

นั่นคือ สามารถเดินทางเข้าประเทศต่างๆ โดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ถึง 123 ประเทศ

ในขณะประเทศไทยได้แค่ 75 ประเทศเท่านั้นที่ไม่ต้องขอวีซ่า (ps://www.passportindex.org/?country=tw)

สิ่งที่รู้งูๆ ปลาๆ มาอีกคือ ไต้หวันเป็นอีกประเทศหนึ่งที่พัฒนาไปเร็วมาก หลังจากมีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง คล้ายๆ เกาหลีที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด หลังจากช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบเผด็จการจบลง

และไทเปนั้นได้ชื่อว่าเป็นโมเดลของเมืองที่ออกแบบเมืองให้เป็นเมืองน่าอยู่ สะอาด ปลอดภัย

และเป็นตัวอย่างของเมืองในเอเชียใหม่ที่สามารถที่พัฒนาให้เป็นเมืองจักรยานได้สำเร็จ

จนไทเปและไต้หวันกลายเป็นสวรรค์ของคนปั่นจักรยาน การสร้างพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ ระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ฯ

พ้นไปจากนี้ ก็รู้จักไต้หวันว่า มีเต้าหู้เหม็น มีสตรีตฟู้ดที่น่าตื่นตาตื่นใจ อาหารอร่อยมาก (อยู่เชียงใหม่ก็ชอบกินแต่อาหารจีนไต้หวัน ทั้งๆ ที่ไม่เคยไปไต้หวัน ชอบดูเจ้าของร้านคนไต้หวันนวดๆ ทุบๆ แป้ง ทำบะหมี่ทำมือ และแป้งเกี๊ยวทำมือให้ดู)

รู้ว่าตอนนี้ ชาบูหมาล่าไต้หวัน ฮิตสุดๆ ในกรุงเทพฯ (เอ๊ะ แต่ชาบูมันภาษาญี่ปุ่นนี่นา – นี่คงเป็นความงงของชาวไทยโดยเฉพาะ)

เมื่อมีเพื่อนชวนไปเที่ยวไต้หวัน ฉันก็ไม่มีความลังเลเลย คิดว่า แค่ไปเดินเล่น ชมเมือง ที่เขาว่าสวยสะอาด ศิวิไลซ์ มีความเป็นโลกที่ 1 (คุณศัพท์ ประเทศโลกที่ 1 ของฉันคือ เมืองที่มีขนส่งมวลชนดี ทางเท้ากว้างขวาง รถไม่ติด คนเดินได้ ปั่นจักรยานในเมืองได้ปลอดภัย และมีพื้นที่สีเขียวอันเหลือเฟือ)

ไปเดินตลาด ไปเดินตลาดของกินกลางคืน

และขอให้ได้กินบะหมี่ เกี๊ยว บะหมี่ เกี๊ยว สลับกันไปเรื่อยๆ ทุกวัน

อ้อ ได้เดินขึ้นเขาอีกอย่างก็แฮปปี้แล้ว

พร้อมกันนั้นก็สำทับว่า ไม่ต้องพาไปดูมิวเซียม โบราณสถาน ไปเรียนประวัติศาสตร์ใดๆ เพราะเหนื่อย เครียด

อยากพักอย่างไร้สาระ ช้อปปิ้งไปวันๆ กินของอร่อยไปวันๆ พอแล้ว

อย่างไรก็ดี ก่อนเดินทาง 1 วัน มีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับไต้หวัน นั่นคือ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ อันเป็นวันครบรอบการรำลึกเหตุการณ์ White Terror ในปี 1947 ของไต้หวัน มีกลุ่มคนประมาณ 10 คนพากันไปสาดสีแดง อันเป็นสัญลักษณ์ของเลือดไปที่โลงศพของเจียงไคเช็ก จนรัฐบาลต้องเอารั้วเหล็กมากั้น

นับตั้งแต่ไต้หวันมีการเลือกตั้งและก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ สถานะของเจียงไคเช็กก็ถูกตั้งคำถามจากฝ่าย “หัวก้าวหน้า” มากขึ้นตามลำดับ

จนถึงขั้นที่รัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรมต้องจัดงานสัมมนา ว่าจะทำอย่างไรดีกับอนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ก และรูปปั้นสำริดขนาด 6.3 เมตรในอนุสรณ์สถานนั้น

เพราะการมีอนุสรณ์สถานนั้นก็เท่ากับว่า การยอมรับให้ทรราชเป็นวีรบุรุษของชาติ ในขณะที่ฝ่ายชาตินิยมมองว่า ถ้าไม่มีเจียงไคเช็กก็ไม่มีไต้หวัน

แต่ถึงอย่างนั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อนุสรณ์สถาน และรูปปั้นเจียงไคเช็กจำนวนมากถูกทำลาย และถูกย้ายไปไว้รวมๆ กันที่สวนสาธารณะเมืองต้าหยวน อันถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของฝ่ายที่ต้องการให้มีการเปิดเผยความโหดร้ายของรัฐบาลภายใต้เจียงไคเช็ก ที่ทำให้ประเทศไต้หวันต้องตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกยาวนานถึง 38 ปี

และประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเข่นฆ่าประชาชนต้องถูกเก็บงำมายาวนานเท่าๆ กับเวลาของกฎอัยการศึกนั่นเอง

เมื่ออ่านข่าวการประท้วงและการสาดสีใส่โลงศพของเจียงไคเช็ก ทำให้ฉันต้องเปลี่ยนแผนการเที่ยวไต้หวันจากที่คิดว่าจะเดินๆ ช้อปๆ และกินชานมไข่มุกไปวันๆ เป็นการเพิ่มการไปดูอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกเหตุการณ์ที่เรียกกันว่าเหตุการณ์ 228 นั่นคือเหตุการณ์การลุกฮือของประชาชนไต้หวันเพื่อต่อต้านการปกครองของก๊กมินตั๋ง ที่เกิดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1947

สำหรับคนที่มีความรู้เรื่องไต้หวันเท่าเด็ก ป.6 อย่างฉัน อาจจะขอเริ่มเล่าแบบง่ายๆ ก่อนไปดูอนุสรณ์สถานแห่งนี้ ว่า ไต้หวันเดิมก็เป็นส่วนหนึ่งของจีน

แต่เมื่อเกิดสงครามที่เรียกว่า The First Sino – Japanese War (1894-1895) จีนแพ้ เลยเซ็นสัญญายกเกาะไต้หวันให้เป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น

ดังนั้น ไต้หวันอยู่เป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 1895-1945

ต่อมาญี่ปุ่นเกิดแพ้สงคราม เลยยกไต้หวันกลับไปให้จีน

และในช่วงชุลมุนนั้น เจียงไค้เช็กหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง (แปลว่าพรรคประชาชน) ซึ่งสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เข้ามายึดไต้หวัน

และปักหลักสู้กับคอมมิวนิสต์ของจีนแผ่นดินใหญ่จนแพ้อย่างเป็นทางการไปในปี 1949

สําหรับคนไต้หวันเอง มีคำพูดที่ว่า after the dog left, the pig came นั่นคือ แทนที่เมื่อญี่ปุ่นออกไปแล้ว นึกว่าจะได้เอกราช ที่ไหนได้ หมาไป หมูดันเข้ามาแทน

เพราะการอยู่ภายใต้รัฐบาลของพรรคก๊กมินตั๋งไม่ได้ดี หรืออาจจะแย่กว่าสมัยที่อยู่ภายใต้ญี่ปุ่นเสียด้วยซ้ำ

เหตุการณ์ White Terror เกิดขึ้นจากการที่สมัยนั้นบุหรี่เป็นสินค้าควบคุม ห้ามขายโดยไม่มีใบอนุญาต และปรากฏว่า ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มีเจ้าหน้าที่ของ Tobacco Monopoly Bureau 2 คน ไปจับแม่ค้า (ที่เป็นเพียงแม่ม่ายที่พยายามหาเลี้ยงชีพด้วยการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ) ที่เดินเร่ขายบุหรี่และของเบ็ดเตล็ด

ไม่เพียงแต่จับ ยังทำร้าย ทุบตี และยิงปืนเข้าใส่ฝูงชนที่เข้ามารุมดูเหตุการณ์จนมีคนตาย 2 คน

คนไต้หวันที่ไม่พอใจการปกครองของก๊กมินตั๋งอยู่แล้ว ก็ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านการกระทำอันป่าเถื่อนของเจ้าหน้าที่

จนเหตุการณ์ลุกลามบานปลายไปทั่วเกาะ

ย้อนกลับไปดูสังคมไต้หวันตอนนั้น ก็มีกลุ่มคนหัวก้าวหน้าทางการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชไต้หวันจากญี่ปุ่น

และต่อมาก็มีกลุ่มปัญญาชนที่ไม่พอใจการปกครองของเผด็จการ

จากเรื่องนี้จึงกลายเป็นชนวนให้เกิดการบริหารราชการที่คอร์รัปชั่น ไร้ประสิทธิภาพของตัวแทนพรรคก๊กมินตั๋ง

จนนำไปสู่การที่ผู้ว่าการไต้หวันในเวลานั้น คือ นายพลเฉิน อี้ รายงานไปที่เจียงไคเช็ก และมีการส่งกำลังทหารจากนานกิงเข้ามาในไต้หวันเพื่อกวาดล้างพวกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ

นำไปสู่การสังหารหมู่ กวาดล้าง จับกุมประชาชนขนานใหญ่ในเวลาต่อมา จนประกาศกฎอัยการศึกในที่สุด

ประมาณการกันว่า มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ถึง 28,000 คน พร้อมกันนั้นยังมุ่งเป้าไปที่กลุ่ม “ผู้นำปัญญาชน” หมอ ทนายความ นักหนังสือพิมพ์ กลุ่มคนที่มีอิทธิพลทางความคิด เพื่อสกัดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล โดยอ้างว่าคนเหล่านี้เป็นสายลับของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

วอชิงตันโพสต์ สัมภาษณ์ Shawan Yang Ryan คนที่เขียนนิยายเรื่อง Green Island ซึ่งเธอใช้เวลาถึง 14 ปีในการหาข้อมูลเกี่ยวกับการสังหารหมู่ 228 เพื่อนำมาเขียนเป็นนิยาย

เธอบอกว่า “ไม่คิดมาก่อนว่ามนุษย์จะมีความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องความโหดร้ายทารุณได้มากขนาดนั้น”

– อะไรจะสามารถคิด สรรหา วิธีมาทรมานและฆ่าคนได้แบบนั้น

– การฆ่ามีทั้งการส่งตำรวจไปหิ้วตัวมาจากบ้าน การจับกดน้ำ เพื่อจะได้ประหยัดกระสุน การนำมาประหารชีวิตกลางแจ้ง เพื่อขู่ให้คนอื่นๆ กลัว

https://www.washingtonpost.com/news/worldviews/wp/2017/02/28/for-decades-no-one-spoke-of-taiwans-hidden-massacre-a-new-generation-is-breaking-the-silence/?utm_term=.5e29cc95979a

ความรุนแรงของเหตุการณ์ White Terror ไม่ใช่แค่การสังหาร จับกุม คุมขังประชาชนจำนวนมากเท่านั้น

แต่คือการประกาศกฎอัยการศึกและทำให้ไต้หวันต้องอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 1949 ถึง 15 กรกฎาคม 1987 ที่เกือบสี่ทศวรรษนั้น ไม่มีใครสามารถพูดถึงเหตุการณ์ 228 ได้เลย

หรือพูดอีกอย่างได้ว่า การพูดถึงการสังหารหมู่ 228 ถูกห้ามอย่างเด็ดขาดโดยรัฐบาล ครอบครัวของผู้ถูกสังหารยังถูกคุกคาม และการเอ่ยถึงเหตุการณ์นี้อาจนำมาซึ่งอันตรายจนถึงแก่ชีวิต

กฎอัยการศึกอันยาวนานถึง 38 ปี ยาวนานพอที่ความกลัวและความเงียบงันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจจนถูกเรียกว่าเป็น culture of silence / และไม่น่าเชื่อว่าจนเมื่อมีการยกเลิกกฎอัยการศึกไปแล้วในปี 1987

วัฒนธรรมแห่งความเงียบนี้ยังคงปกคลุมไต้หวันและคนไต้หวันอยู่ต่อมาถึงอีกอย่างน้อย 2 ปี

การสืบทอดอำนาจของผู้นำก๊กมินตั๋งนั้น หลังจากเจียงไคเช็กอยู่ในอำนาจจนสิ้นชีวิตในปี 1975 รองประธานาธิบดีรักษาการแทน 3 ปี และเจียงชิงโกะ ลูกชายเจียงไคเช็ก ครองอำนาจต่ออีก 10 ปี คือถึงปี 1988

และคนที่ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีต่อคือ ลีเต็งฮุย ที่อยู่ในอำนาจตั้งแต่ 1988-1996 และทนแรงกดดันให้มีการเลือกตั้งต่อไปไม่ได้ จนประกาศให้ไต้หวันมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก

และ ลีเต็งฮุย ก็ชนะการเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีต่อมาจนถึงปี 2000

จนปี 2000 ที่ตัวแทนจากพรรคฝ่ายค้านคือ Democratic Progressive Party คือ เฉินสุยเปียน ชนะการเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีติดต่อกัน 2 สมัย

หลังจากนั้น หม่าอิงจิ่ว จากพรรคก๊กมินตั๋ง กลับมาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีก 2 สมัย

จนกระทั่งในปี 2016 ที่ไช่อิงเหวิน จากพรรค Democratic Progressive Party กลับมาชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง

ในบรรยากาศของการเป็นประชาธิปไตยนี่เอง ที่ทำให้วัฒนธรรมแห่งความเงียบๆ ค่อยๆ คลายตัวออกไป และประวัติศาสตร์ที่ถูกกักขัง ถูกทำให้เงียบงันก็ได้เปิดเผยตัวขึ้นมาอีกครั้ง

ประชาชนเริ่มออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับการชำระสะสางประวัติศาสตร์ ออกเอกสารรายงานเหตุการณ์ 228 ที่เขียนโดยนักประวัติศาสตร์, ขอโทษประชาชน, ให้วันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็นวันหยุดราชการและสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกเหตุการณ์นี้

ปี 1995 ลีเต็งฮุย ถูกกดดันจากสาธารณชนให้ออกมาขอโทษประชาชนและครอบครัวที่ถูกสังหาร จับกุม ถูกทำให้สูญหายในเหตุการณ์ 228 ในฐานะตัวแทนของพรรคก๊กมินตั๋ง, ตั้งกองทุนชดเชยให้เหยื่อและครอบครัว, จ่ายค่าเสียหายย้อนหลัง

ปี 1997 ที่ครบรอบ 50 ปีของเหตุการณ์ 228 รัฐบาลประกาศให้วันนี้เป็นวันรำลึกถึงสันติภาพแห่งชาติ (National peace memorial day) และเป็นวันหยุดราชการ

และในปีนี้เองที่มีการสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกเหตุการณ์นี้ขึ้น

ไม่เพียงแต่การรำลึกถึงเหตุการณ์สังหารประชาชนในไต้หวันที่เกิดขึ้นในปี 1947 อนุสรณ์สถานนี้ยังเตือนให้เราตระหนักถึงการต่อสู้ของประชาชนที่ยาวนานถึง 50 ปี กว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์จะถูกปลดปล่อยออกมาให้เป็นที่ประจักษ์

ส่วนหนึ่งของคำบรรยายที่อนุสรณ์สถานนี้คือ

“After the lifting of the Martial Law in 1987, people in all walks of life feel that there would be no hope for peace and harmony unless the deep-rooted malaise was properly addressed. Accordingly, investigation and research into the 228 Massacre were started; the Head of State issued a public apology; the victims and their families were compensated; and a monument was erected. However, the task of healing a serious trauma in a society must depend on the whole-hearted collaborative effort by all its people.

หลังยกเลิกกฎอัยการศึกในปี 1987 ประชาชนไต้หวันเห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่มีความหวังสำหรับสันติภาพและความสมานฉันท์จนกว่าบาดแผลในประวัติศาสตร์ไต้หวันจะถูกระลึกถึงและจดจำ จึงนำไปสู่กระบวนการศึกษา วิจัย และค้นหาความจริงของเหตุการณ์ 228; เมื่อประธานาธิบดีมีสาส์นขออภัยต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ; เมื่อเหยื่อและครอบครัวได้รับการชดเชย เมื่ออนุสรณ์สถานได้ตั้งตระหง่านเป็นที่ประจักษ์ อย่างไรก็ตาม การเยียวยาบาดแผลอันรุนแรงในสังคมจะสัมฤทธิผลได้นั้นขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของประชาชนทุกคนที่มุ่งหวังถึงสันติภาพที่มีร่วมกัน”

ทริปสั้นๆ ที่ไทเปของฉัน คราวนี้จึงไม่ได้มีบะหมี่ เกี๊ยว และชานมไข่มุกมาฝาก

แต่เป็นภาพอนุสรณ์สถานของเหตุการณ์ 228 ที่เป็นประจักษ์พยานของการต่อสู้อันยาวนานของประชาชนที่ต้องการจะชำระประวัติศาสตร์

ทำความจริงให้ปรากฏ

และคือการยืนยันร่วมกันว่า มีแต่การยอมรับความจริง บาดแผลในอดีต อย่างจริงใจเท่านั้น ที่จะทำให้สังคมใดสังคมหนึ่งเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และมีวุฒิภาวะ

บทความก่อนหน้านี้“จาตุรนต์” โพสต์ชวนระดมความเห็น สร้างไทยพร้อมรับมือสังคมผู้สูงวัยอีก 3 ปี ข้างหน้า
บทความถัดไปนักท่องเที่ยวจีนกว่า 800 ล้าน ใช้ “วีแชตเพย์” ในการจ่ายเงิน