กาละแมร์ พัชรศรี : เมื่อฉันได้พบทะไลลามะ…

กาละแมร์ พัชรศรีtwitter @kalamare

การเดินทางไปดารัมซาลาเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่การเดินทางท่องเที่ยวเปิดโลกกว้างเหมือนครั้งไหนๆ ในชีวิต แต่เราไปเพื่อพบทะไลลามะค่ะ

การพบท่านไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ได้เจอ แต่มันคือความตั้งใจ การเตรียมตัว การติดต่อประสานงานนานแรมปี ใช่ค่ะ มันไม่ใช่ว่าใครจะพบท่านได้

โชคดีเหลือเกินที่ในชีวิตมีกัลยาณมิตรดีอย่างวู้ดดี้ (วุฒิธร มิลินทจินดา) เพราะถ้าไม่มีเขาและพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี เราจะไม่ได้มีโอกาสดีเช่นนี้

สืบเนื่องจากปีที่แล้วที่วู้ดดี้บวชและเดินทางมาที่ดารัมซาลาร่วมกับพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ทำให้เขามีความคิดว่า เขาอยากจะพาเพื่อนฝูง พ่อแม่ คนใกล้ชิด รวมถึงพระธรรมทูตไทยลาวเดินทางมาที่ดารัมซาลาและมีโอกาสได้เรียนธรรมะจากท่านทะไลลามะอย่างที่เขาได้มีโอกาสบ้าง

img_6219

ก่อนเดินทาง พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี จัดโครงการคัดเลือกพระธรรมทูตไทยและลาวเป็นร้อยรูป เพื่อคัดเลือกไปอินเดียเพียงสิบกว่ารูปเท่านั้น

ฉันได้มีโอกาสอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย พระอาจารย์บอกให้ฉันทำตัวเป็นกรรมการเหมือน Thailand”s got talent บอกคอมเมนต์การพูดของพระได้เต็มที่ โดยวู้ดดี้ทำหน้าที่สัมภาษณ์พระแต่ละรูปและตอบคำถามในเวลาที่กำหนด เพื่อแสดงทักษะการเทศน์และเผยแผ่ธรรมะของท่านนั่นเอง

พูดตามตรงว่า การวิจารณ์พระไม่ใช่เรื่องง่าย นี่ก็ไม่รู้ว่าบาปไปบ้างหรือเปล่า หน้าที่นี้หนักหนามากพระอาจารย์

และในที่สุดคณะของพวกเราก็ยืนอยู่ที่ดารัมซาลา ฉันเป็นคนที่เดินทางตามคณะไปอีกวันเพราะต้องทำหน้าที่กรรมการรายการที่ว่าไป ซึ่งเป็นวันถ่ายทอดสด ไปถึงทุกคนบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้พบท่านทะไลลามะกันอื้ออึง ฉันอดตื่นเต้นตามไม่ได้

img_6224

จ๋า ยศสินี ได้ถือธูปนำขบวนในวันแรก ได้จับมือท่านเป็นคนแรก แววตานางดีใจอย่างเห็นได้ชัด เหมือนอ่านใจเพื่อนถูก วู้ดดี้บอกว่า “พรุ่งนี้นกจะได้ถือ และวันสุดท้ายจะเป็นมรึง” นอกจากเขาจะเป็นกัลยาณมิตรแล้ว เขายังเป็นพิธีกรที่อ่านใจแขกรับเชิญออกด้วย!

นก ศิขรินทาน บอกกับฉันว่า “เมื่อวานตอนทะไลลามะเสด็จเข้ามาในห้องนะ กรูร้องไห้ออกมาเลย มันหยุดไม่ได้ ไม่ต้องบิ๊วอะไรเลย มันออกมาเลย” น้ำเสียงนกตื่นเต้นมาก

ฉันรอคอยเช้าวันรุ่งขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ ตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่งเพื่อช่วยทำภัตตาหารเช้าถวายพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี และเตรียมเข้าวัดเพื่อพบท่านทะไลลามะ

img_6223

กว่าจะมานั่งด้านในห้องที่ท่านจะสอนนั้น ก่อนมาเราต้องส่งเรื่อง ลงทะเบียนประวัติ มีป้ายห้อยคอ มาเข้าคิวที่ประตูหน้าวัดตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เข้าแถวให้เรียบร้อย แล้วจะมีเจ้าหน้าที่นำเราไปนั่งในห้องที่ท่านสอนด้านใน ใครมาช้าได้อยู่ด้านนอกซึ่งมีคนเป็นพันคนนั่งแออัดกันไปหมด ทั้งคนทิเบต คนอินเดีย คนเอเชีย และฝรั่งตะวันตก

การเรียนธรรมะจากท่าน 4 วันจัดแค่ปีละครั้ง เราจึงต้องลงทะเบียนมาร่วมกับคนจากชาติต่างๆ อย่าง เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ลาว พม่า สิงคโปร์ และชาติอื่นๆ จะมีอาสาสมัครจากทุกชาติมาช่วยทำให้งานนี้เกิดขึ้น

และแล้ววินาทีที่เฝ้ารอก็มาถึง ท่านเสด็จเกือบ 9 โมง เมื่อท่านก้าวเข้ามาในห้อง ฉันรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว มันเย็บวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาแบบไม่รู้ตัวท่ามกลางเสียงสวดมนต์จากพระเวียดนาม

ฉันขนลุกและน้ำตาไหลอยู่อย่างนั้น และฉันสัมผัสถึงพลังความรักและเมตตาจากท่านทะไลลามะได้ทันที

แม้ท่านจะนั่งอยู่บนบัลลังก์ห่างจากเราก็ตาม ทั้งดีใจ ปลื้มใจ อบอุ่น โชคดี เป็นสุข ปีติ แม้ตอนที่นั่งเขียนต้นฉบับอยู่ตอนนี้ฉันยังรับรู้ถึงพลังนั้นได้เป็นอย่างดีจนน้ำตาคลอ

ท่านเทศน์เป็นภาษาทิเบต บางครั้งก็ตอบคำถามเป็นภาษาอังกฤษ แต่ละชาติแต่ละภาษาจะมีคนแปล ทั้งไทย เกาหลี ญี่ปุ่น สเปน อังกฤษ โดยทุกคนจะมีวิทยุและสายหูฟัง เพียงหมุนคลื่นไปภาษาที่ต้องการ เราก็จะเข้าใจในสิ่งที่ท่านกำลังสอน

img_6225

พระทิเบตนั้นถือว่าเป็นสายมหายาน พระบ้านเราถือเป็นสายเถรวาท และยังมีแตกแขนงไปอีก ซึ่งเรื่องนิกายที่มากมายนี้

ท่านได้พูดถึงด้วยว่า “ทำไมเราถึงมองแต่ความแตกต่างระหว่างนิกายแล้วบอกว่าเราเป็นนิกายนั้น เธอนิกายนี้ ทำไมเราไม่มองความเหมือนที่เรามีเหมือนกัน เรามีพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน เรามีหลักธรรมะเดียวกัน และเรามีจุดหมายปลายทางคือนิพพานที่เหมือนกัน ดูสิเรามีสิ่งที่เหมือนกันตั้งมากมาย ทำไมเราไม่มองสิ่งที่เหมือนกันล่ะ จะเป็นไปได้ไหมที่ต่อไปเราบอกแค่ว่าเราคือพุทธที่เผยแผ่ธรรมะด้วยบาลี หรือเราคือพุทธที่เผยแผ่ธรรมะด้วยสันสฤต แค่นี้เอง”

เรื่องแรกก็ว่าด้วยความเมตตาแล้ว เริ่มจากในพุทธศาสนานี่แหละ พอได้ฟังท่านแล้วเอามาปรับใช้ในชีวิตได้เลยทันที เวลาเราไม่พอใจใคร ไม่ชอบใคร จะแบ่งพรรคแบ่งพวก จะฆ่ากันจะเป็นจะตายเพียงเพราะเขาคิดต่างจากเรา ไม่ทำเหมือนเรา

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองว่า เราก็มีความเหมือนกันซ่อนอยู่ในนั้น เพราฉะนั้นเราหันหน้ามามองกันได้ ปรองดองกันได้ เราอยู่ข้างเดียวกันนี่ ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน ความรักความเมตตาแผ่ซ่านแล้วคราวนี้

ในวัย 81 ปีของท่านทะไลลามะยังคงแข็งแรง เดินเหินเองได้ หน้าตาสดใส แววตาแจ่มใสและขี้เล่นของท่าน ทำให้ท่านดูอ่อนเยาว์ รอยยิ้มที่เมตตา ถ้อยคำที่คอยหยอกล้อทำให้เรารับรู้ถึงความเมตตาของท่านได้

ยังมีคำสอนของท่านที่ตรึงใจอีกมากมาย รวมทั้งการได้สัมผัสมือของท่านสักครั้งในชีวิต (เนื่องจากท่านเป็นนิกายมหายาน ผู้หญิงสามารถสัมผัสตัวท่านได้) วินาทีที่ไม่อาจลืมเลือนของคณะของพวกเราที่กอดกันร้องไห้หน้าวังของท่าน

และการได้คุยกับหนุ่มทิเบตที่หัวใจหล่อมากแม้เขาไม่เคยได้เจอทะไลลามะเลยสักครั้ง

ตอนหน้าจะเล่าให้ฟังค่ะ…

บทความก่อนหน้านี้ระยะทางพิสูจน์ม้า “บิ๊กต๊อก” กล้าพอ? ที่จะแก้ปัญหายาเสพติด
บทความถัดไปปริศนาโบราณคดี : เงื่อนงำแห่งอมตะวาจาครูบาเจ้าศรีวิชัย “หากน้ำปิงไม่ไหลย้อน จักไม่ขอเหยียบนครเชียงใหม่” (จบ)