วิวาทะคนกันเอง เพื่อไทยชิงสยบศึกใน วางเป้าเร่งฟื้นเรตติ้ง

บทความในประเทศ

 

วิวาทะคนกันเอง

เพื่อไทยชิงสยบศึกใน

วางเป้าเร่งฟื้นเรตติ้ง

 

อีกประมาณ 1 เดือน รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งนำทีมบริหารประเทศโดย “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี จะเข้ามาทำหน้าที่ครบ 1 ปี

แน่นอนว่า ด้วยระยะเวลากับผลงานของรัฐบาล ทำให้หลายฝ่ายเกิดข้อกังขาและตั้งข้อสังเกตว่า ณ ตอนนี้ รัฐบาลมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แบบจับต้องได้บ้าง

โดยเฉพาะโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้ชูเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงเลือกตั้ง ขณะนี้ประชาชนต่างตั้งตารอคอยว่าเมื่อไหร่จะได้ใช้เงินหมื่นจากโครงการนี้ รวมทั้งรัฐบาลจะออกนโยบายหรือมาตรการใดที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนเพิ่มเติมอีกบ้าง

อีกทั้งความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลยังปึ้ก เหนียวแน่นกันดี ไม่เกิดรอยร้าว จนส่งผลให้เสถียรภาพต้องสั่นสะเทือนหรือไม่ ท่ามกลางกระแสข่าวลือต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

ประกอบกับก่อนหน้านี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดทำนองว่า “คนในป่า” เป็นผู้สร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง

ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ยังออกมาเปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 1/2567” พบว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล มีคะแนนนิยมรั้งอันดับ 1

ทิ้งห่างนายเศรษฐา ทวีสิน และพรรคเพื่อไทยอีกด้วย

 

กระทั่งล่าสุด นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) กลับออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่า ขยันลงพื้นที่เพื่อรับรู้ปัญหาของประเทศชาติและประชาชน เดินสายโรดโชว์ประเทศไปทั่วโลก พยายามดึงนักลงทุนรายใหญ่ๆ และนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาลงทุน การทำงานด้วยความขยันความอดทน แต่ไม่เร็วพอที่จะทำให้ประชาชนพึงพอใจได้

“อยากให้นายกฯ แบ่งเวลาการลงพื้นที่มานั่งทำงานที่ทำเนียบ เรียกข้าราชการมารายงานความคืบหน้านโยบาย ไม่ใช่ตะบี้ตะบันลงพื้นที่โดยไม่เหลียวแลหลัง เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจะไม่มีอะไรต่างจากรอบปีที่ผ่านมา ประชาชนต้องการผลสำเร็จของนโยบาย ก็ถึงเวลาแล้วที่นายกฯ ต้องเร่งขันน็อตกำชับตรวจการบ้าน ไม่ใช่สั่งแล้วสั่งเลย” นายวรชัยระบุ

แน่นอนว่า การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิติเตียนการทำงานของ “นายกฯ” จากคนในพรรคเพื่อไทยด้วยกันเองนั้น เกิดคำถามสะท้อนถึงความไม่มีเอกภาพภายในพรรคหรือไม่

การทำงานนอกจากถูกจับจ้องจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแล้ว แต่ขณะนี้กลับถูกจับจ้องจากคนฝั่งเดียวกันไปเสียแล้ว ใช่หรือไม่

 

ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้บุคคลที่ทำงานใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี อย่าง “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงการลงพื้นที่ทำงานของนายกฯ พร้อมกับตอบโต้ “นายวรชัย เหมะ” ทันทีว่าไม่ได้เข้ามาใกล้ชิดการทำงานของนายกรัฐมนตรี ดูจากข้างนอกอาจไม่เข้าใจ

ขณะที่นายวรชัยเมื่อเห็นคำสัมภาษณ์ของ “หมอมิ้ง” ก็ออกมาแสดงความเห็นตอบโต้ทันควัน

แน่นอนว่า การออกมาเชือดเฉือน แสดงวิวาทะตอบโต้กันไปมาผ่านสื่อแบบชนิดฟาดมาฟาดกลับ เกิดคำถามว่าจะส่งผลกระทบความสัมพันธ์ภายในพรรคเพื่อไทยหรือไม่ อีกทั้งมุมมองที่เห็นต่างกันเช่นนี้ เมื่ออยู่พรรคเดียวกัน เหตุใดจึงไม่ไปพูดคุยหรือเคลียร์กันเองให้จบภายในพรรค

แต่ทว่า กลับมาแสดงความเห็นผ่านสื่อเปิดเผยให้คนนอกได้รู้ ต้องการสะท้อนอะไรหรือไม่ อีกทั้งนายวรชัย เหมะ ถือได้ว่าเป็นอดีต ส.ส.และสมาชิกพรรคที่ทำงานในพื้นที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ย่อมรับรู้ปัญหาและทราบถึงความต้องการของประชาชนแน่นอน

ยิ่งขณะนี้รัฐบาลบริหารประเทศมาเกือบจะครบปีแล้ว ความคาดหวังจากประชาชนย่อมสูงตามไปด้วย

 

เรื่องนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาระบุถึงกรณีดังกล่าวในฐานะที่นายวรชัย เหมะ เป็นที่ปรึกษาของตนเองว่า คิดว่าเรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา ขณะนี้เราพยายามทำความเข้าใจ ซึ่งนายวรชัยอาจจะไปรับรู้ หรือรับฟังถึงปัญหาสภาพความเดือดร้อนประชาชนและพยายามสะท้อนออกมา อันที่จริงแล้วควรจะมาสะท้อนกันภายใน เพราะไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้รับมาครบถ้วนทั้งหมดหรือไม่

“สิ่งที่ดำเนินการอยู่ก็มีหลายด้าน หลายเหตุผลที่จะต้องมาทำความเข้าใจในแต่ละเรื่อง การแก้ปัญหาไม่ใช่แก้ง่ายๆ เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่เป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่บริหารไม่ได้ดีและสร้างปัญหามาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์การเมืองที่เกิดสงครามต่างๆ และสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหา ซึ่งขณะนี้เพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวบ้าง เพราะฉะนั้น การมองทุกอย่างคงต้องรอบด้าน คิดว่าหากทุกฝ่ายทำใจให้สงบและมานั่งคุยกันก็จะเข้าใจปัญหากันได้มากขึ้น”

นายภูมิธรรมระบุอีกว่า นายวรชัยอาจสะท้อนภาพที่ประชาชนเจอและได้เสนอมา ซึ่ง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็อยู่ในสถานะการทำงานใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี การออกมาบอกว่านายวรชัยไม่รู้ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะอย่างตนก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่องของรัฐบาลที่ทำอยู่ ตรงนี้คือการเอามุมของแต่ละคนที่เห็น มาพูดคุย มาชั่งน้ำหนัก จะแก้ปัญหาได้

ไม่อยากให้เรื่องนี้ยืดเยื้อเพราะที่จริงแล้วไม่ได้มีอะไร ซึ่งรัฐบาลตระหนักถึงปัญหาตรงนี้ดีอยู่แล้วและพยายามแก้ไข ซึ่งที่จริงแล้วถูกทั้งสองฝ่าย เพียงแต่เห็นกันคนละด้าน

 

ขณะที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลที่จะครบรอบหนึ่งปีในเดือนสิงหาคมนี้ว่า ส่วนตัวคิดว่าเรื่องการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมารัฐบาลทำงานมากพอสมควร ในหลายๆ โครงการและทุกกระทรวงทำงานหนัก อีกทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ การเพิ่มราคาสินค้าเกษตร การพักหนี้เกษตรกร การดูแลพืชหลักพืชรอง การเพิ่มศักยภาพการศึกษาให้เยาวชน การเพิ่มค่าแรง กฎหมายสมรสเท่าเทียม ยกระดับบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค รวมถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติด มีหลายมิติที่เราพยายามทำอยู่ และจะเร่งดูแลเรื่องการศึกษาให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น

ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามและคนในจากพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวคิดว่าสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นคนของพรรคเดียวกัน พรรคร่วมรัฐบาล หรือพรรคฝ่ายค้าน อาจจะอึดอัดใจหรือไม่เข้าใจ หรือมีการสื่อสารที่ไม่ดีพอ รัฐบาลนี้ก็ต้องรับฟัง

“แม้จะเป็นคำติจากพรรคร่วมเดียวกัน เราก็ต้องรับฟัง อะไรที่เป็นคำติที่เหมาะสม สมควรที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หากยังมีการสื่อสารไม่ดีเราก็พร้อมที่จะชี้แจงในเวทีที่เหมาะสม” นายเศรษฐาระบุ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ คงต้องจับตาดูว่ารัฐบาลและพรรคเพื่อไทย จะวางยุทธศาสตร์ แก้เกม สร้างผลงานชิ้นโบแดง เพื่อทวงคืนกลับมาเป็นพรรคอันดับ 1

เพิ่มเรตติ้งความนิยมให้กับรัฐบาล ตามที่ประชาชนคาดหวังได้หรือไม่