‘บิ๊กต่อ’ คัมแบ๊ก ตร. ลุยงาน-ปรับฮวงจุ้ย ‘บิ๊กโจ๊ก’ มวยบู๊ ฟ้องดะ ลุ้น ก.พ.ค.ตร.ชี้ชะตา

ตั้งแต่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ถือฤกษ์ 17.09 น. เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน สวมเครื่องแบบตำรวจเต็มยศ เข้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติครั้งแรก หลังมีคำสั่งถูกเด้งไปสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม เป็นเวลา 3 เดือน

“บิ๊กต่อ” มีภารกิจขึ้นเหนือล่องใต้ตลอด ตั้งแต่เยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจโรงพักแม่จัน จังหวัดเชียงราย, ลำปาง และโผล่ตรวจเหตุคาร์บอมบ์แฟลตโรงพักบันนังสตา จ.ยะลา

ล่าสุดเป็นประธานแถลงข่าวผลปฏิบัติการปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และแก๊งอาชญากรรมทั่วประเทศ ตามยุทธการ “พิทักษ์ประชาราษฎร์ 767” ที่มีการตรวจค้น 183 จุดทั่วประเทศ

ผู้นำสีกากีเปิดใจครั้งแรกถึงกระแสข่าวย้ายสังกัดก่อนเกษียณอายุราชการ 30 กันยายน เชิงไม่ปฏิเสธ โยนให้เป็นเรื่องอนาคต แต่ตอนนี้ยังยืนอยู่ตรงนี้ และเดินหน้านโยบายควิกวินของรัฐบาล

ท่ามกลางข่าวที่เล็ดลอดมาว่าการคัมแบ๊กครั้งนี้ “พิทักษ์ 1” รีโนเวตห้องทำงาน ปรับฮวงจุ้ยใหม่ แก้เคล็ดเพื่อให้การทำงานราบรื่น

 

ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เดินหน้าสวมบทมวยบู๊ ฟ้องร้องคนที่ทำให้ตัวเองเสียสิทธิ

ล่าสุดยื่น ป.ป.ช. ฟ้อง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เป็น ผบ.ตร. โดยมิชอบ ตามมาตรา 157

ก่อนหน้านี้ขึ้นศาลฟ้อง “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. หมิ่นประมาทฯ, ร้อง ป.ป.ช.ว่า 3 นายพล “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ต.อภิสัณห์ หว้าจีน ผบก.กองวินัย และ พล.ต.ท.อภิชาติ สุริบุญญา ผบช.กมค. ผิดมาตรา 157, เอาผิด พล.ต.อ.วินัย ทองสอง ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ข้อหาหมิ่นประมาท

และฟ้อง “ผู้การแต้ม” พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรอง ผบช.น. หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เรียก 10 ล้านบาท

 

ส่วนอนาคต “รอง ผบ.ตร.หนุ่ม” จะสวมเครื่องแบบสีกากีต่อไปหรือไม่

จับน้ำเสียง “ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี” นายวิษณุ เครืองาม และนายเศรษฐา ในฐานะประธาน ก.ตร. สอดรับกัน

ให้รอฟังคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตํารวจ (ก.พ.ค.ตร.) พิจารณา คำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

จากกรณี “รองโจ๊ก” กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนถูกตั้งกรรมการสอบสวน กรณีมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ชื่อ BNKMASTER โดนดำเนินคดีอาญาและถูกศาลอาญาออกหมายจับในความผิดฐาน “สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการทำผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน”

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาชุด 2 ที่นายวิษณุเป็นประธาน ได้ตอบข้อหารือสำนักเลขาธิการนายกฯ

ประเด็นคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน นายกฯ ต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ และจะดำเนินการเมื่อใดนั้น

มีใจความบันทึกว่า ต้องรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัยมีมติ หากเป็นการปฏิบัติตามคำแนะนำคณะกรรมการสอบสวนที่ตั้งขึ้น ย่อมชอบด้วยกระบวนการตามกฎหมาย เป็นธรรมแก่ผู้ถูกสอบสวน รวมถึงการนำความกราบบังคมทูลให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งด้วย เป็นไปตามมาตรา 120 วรรค 4 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ปี 2565

ต่อมาบิ๊กโจ๊กได้ยื่นบันทึกคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ที่ ก.ตร.เพิ่มเติมหลังอุทธรณ์คำสั่งให้ออกราชการไม่ชอบไปก่อนหน้านี้

แล้วมติ ก.ตร.นายกฯ เศรษฐา เป็นประธาน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน มีมติเอกฉันท์ยกคำร้อง “บิ๊กโจ๊ก” ให้พิจารณาบันทึกคณะกรรมการกฤษฎีกา ยืนยันคำสั่งให้ออกราชการถูกต้องแล้ว ตามอนุ ก.ตร.วินัย เสนอมา

แต่อย่างไรก็ตาม นายกฯ ยังไม่กราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่งรอง ผบ.ตร. รออีกประมาณ 30 วัน ก.พ.ค.ตร.ก็น่าวินิจฉัยได้แล้ว

ปรากฏว่าเป็นกรอบเวลาใกล้เคียงกับนายวิษณุ และ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ระบุว่าอีก 1 เดือนน่าจะรู้ผลคำตัดสินองค์กรที่เสมือนศาลปกครองชั้นต้นของตำรวจ

 

ขณะที่รอง ผบ.ตร.หนุ่ม ผู้อุทธรณ์คำสั่งให้ออกราชการ ต่อ ก.พ.ค.ตร. ระบุว่ามีความเชื่อมั่นใน ก.พ.ค.ตร. เนื่องจากกรรมการล้วนเกษียณราชการและมีอายุเยอะ

ดังนั้น จึงคาดว่าการมาทำงานแต่ละท่านไม่หวังอะไร ทำงานเพื่อชื่อเสียงของตัวท่าน และรักษาระบบคุณธรรมขององค์กรเพื่อให้สังคมดีขึ้น

ถ้าเป็นผลบวก “บิ๊กโจ๊ก” สามารถกลับปฏิบัติหน้าที่รอง ผบ.ตร. โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่ 18 เมษายน ที่มีคำสั่งให้พ้นราชการ และกลับมาเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร.ต่อได้

เพราะการพิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนที่ 15 และนายพลปีนี้ ล่าช้ากว่าทุกปี

เหตุกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อ 5 เมษายนที่ผ่าน กว่าจะมีผลอีก 180 วัน ราวต้นเดือนตุลาคม

แต่ถ้าผลวินิจฉัย ก.พ.ค.ตร.ออกมาไม่เป็นคุณ คาด ‘นายกฯ เศรษฐา’ กราบบังคมทูล ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พ้นจากราชการทันที

ส่วน “บิ๊กโจ๊ก” สามารถร้องศาลปกครองสูงสุดต่อไป

 

สําหรับ 7 อรหันต์ ก.พ.ค.ตร. ประกอบด้วย

1. นายสมรรถชัย วิศาลาภรณ์ อดีตประธานแผนกคดีบริหารงานบุคคล ในศาลปกครองสูงสุด เป็นประธาน ส่วนกรรมการมี

2. นายธวัชชัย ไทยเขียว อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

3. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม, อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และอดีต ผบ.ตร.

4. นายวันชาติ สันติกุญชร อธิบดีอัยการสำนักงานคณะกรรมการอัยการ, อัยการอาวุโส

5. พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.

6. พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม อดีตที่ปรึกษา (สบ10) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

และ 7. พล.ต.ท.ปัญญา เอ่งฉ้วน อดีตผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ

ทั้งนี้ พล.ต.อ.วิเชียรเคยมีข้อขัดแย้งกับ “บิ๊กโจ๊ก” ได้ถอนตัวออกไป

ลุ้นคำตัดสิน ก.พ.ค.ตร. ชี้อนาคตชีวิตตำรวจ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อย่างไร?