‘ชัยวัฒน์ สถาอานันท์’ ในฐานะ ‘แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ’ คนหนึ่ง

คนมองหนัง

“ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์” นักรัฐศาสตร์คนสำคัญของเมืองไทย และ “ครู” ที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษาหลายคนหลากรุ่น ไม่ว่าจะในหรือนอกคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพิ่งเสียชีวิตลงขณะมีอายุ 69 ปี เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน

ชัยวัฒน์ไม่เพียงแต่จะเป็นครูสอนปรัชญา-ทฤษฎีการเมือง และเป็น “นักสันติวิธี” แต่เขายังเป็นผู้ใหญ่-คนสอนหนังสือที่ชอบเสพ “วัฒนธรรมป๊อป” หรือสื่อบันเทิงร่วมสมัย ทั้งภาพยนตร์และละครโทรทัศน์

ในความทรงจำของบรรดาลูกศิษย์ ชัยวัฒน์มักชอบหยิบใช้ภาพยนตร์ต่างประเทศฮิตๆ หรือละครทีวีไทยดังๆ ณ ห้วงเวลานั้นๆ มาเป็นเครื่องมืออธิบายความสัมพันธ์ทางอำนาจที่สลับซับซ้อนและซ่อนเร้นอยู่ในสังคมการเมือง

ไม่กี่ปีก่อน ชัยวัฒน์ยังเคยให้สัมภาษณ์เรื่องภาพยนตร์และตัวละครแนว “ซูเปอร์ฮีโร่” เอาไว้อย่างละเอียดลึกซึ้งชวนขบคิด

นอกจากนั้น สิ่งที่หลายคนอาจไม่ค่อยทราบกัน (หรือไม่อินร่วมกับเจ้าตัว) ก็คือชัยวัฒน์เป็นคนชอบดู “ละครจักรๆ วงศ์ๆ”

ดังที่ “จันจิรา สมบัติพูนศิริ” ลูกศิษย์และอดีตเพื่อนร่วมงานของเขา เขียนบรรยายเอาไว้ในบทความ “พื้นที่ของชัยวัฒน์ สถาอานันท์” (ตีพิมพ์ในหนังสือ “ระหว่างปริศนาและศรัทธา : ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ กับการเมืองมนุษย์ในศตวรรษที่ 21”) ว่า

“(ชัยวัฒน์) เป็นผู้นิยมอ่านนิยายจีนกำลังภายใน ชอบดูหนังผี ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ทั้งยังเป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่และหนังจักรๆ วงศ์ๆ”

อย่างไรก็ตาม บทความและวิดีโอการบรรยาย/เสวนา/ปาฐกถาของชัยวัฒน์ ที่มีเนื้อหาว่าด้วยสื่อบันเทิง “พื้นบ้าน” ประเภทนี้ กลับมีอยู่ไม่เยอะนักและแทบจะไม่ปรากฏขึ้นในการรับรู้หรือความทรงจำของสาธารณชน

กระนั้นก็ดี ถ้าลองสืบหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตไปเรื่อยๆ เราจะพบเจอหลักฐานน่าตื่นเต้นอยู่ชิ้นหนึ่ง ที่บ่งชี้ว่าชัยวัฒน์เคยวิเคราะห์ถึง “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” เอาไว้อย่างค่อนข้างเป็นระบบและสนุกสนาน นั่นคือเมื่อครั้งที่เขาไปร่วมรายการ “ดูละครย้อนดูตัว” (ทีมผู้ผลิตเดียวกับรายการ “ชูรักชูรส”) ซึ่งออกอากาศทางช่อง 5 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2543

โดยในรายการตอนดังกล่าว นักรัฐศาสตร์ผู้นี้ได้ไปร่วมพูดคุยเกี่ยวกับละครเรื่อง “หลวิชัย คาวี” (ฉบับปี 2543)

เพื่อไว้อาลัยต่อการจากไปของ “แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ” ชื่อ “ชัยวัฒน์ สถาอานันท์” ผมขออนุญาตถอดเทปคำสัมภาษณ์บางส่วนของชัยวัฒน์ในรายการ “ดูละครย้อนดูตัว ตอน หลวิชัย คาวี” มาเผยแพร่เป็นฉบับลายลักษณ์อักษร โดยจัดแบ่งหัวข้อเนื้อหาออกเป็น 4 ประเด็นย่อยๆ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“คุณูปการ” ของละครจักรๆ วงศ์ๆ

ในมุมมอง “ชัยวัฒน์ สถาอานันท์”

“ผมคิดว่าในสังคมนี้ ถ้าสิ่งแรกๆ ที่เราดู คือพวกละครจักรๆ วงศ์ๆ ก็ดี หรือการ์ตูนก็ดี สิ่งเหล่านี้คือเรื่องวางรูปแบบพื้นฐานของความคิดของคน เมื่อคุณโตขึ้น คุณค่อยไปดูพวก ‘เมืองมายา’ ค่อยไปดูพวกอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่าง

“ผมสงสัยว่าถ้าเราจับเด็กดู ‘เมืองมายา’ ตั้งแต่ต้นเลย ‘เมืองมายา’ หรือละครพวกนั้น เป็นละคร พูดอีกทางคือ ‘สมจริง’ ถ้ามันสมจริงมากๆ ความดี-ความชั่ว บางทีแบ่งไม่ค่อยเห็นนะ ตัวละครใน ‘เมืองมายา’ ที่ดี (ในเชิงคุณภาพของบทละครและการแสดง) เนี่ย เพราะมันไม่แบนใช่ไหม มันไม่ขาวไม่ดำ มันมีภาพหลายอย่าง

“แต่ถ้าสมมุติว่าเราผลักเด็กเข้าไปในโลกที่ทุกอย่างไม่ค่อยชัดเจนตลอดตั้งแต่ต้น ผมคิดว่ามันอาจจะมีปัญหา พื้นฐานนี่อาจจะจำเป็นที่จะต้องรู้ก่อนว่า เออ มันมีนะ สิ่งที่เรียกว่าดีและชั่ว แล้วผมคิดว่าเราทุกคนก็เป็นผลผลิตของสิ่งเหล่านั้น

“เสร็จแล้วเมื่อเราโตขึ้น เราค่อยเห็นโลกซึ่งสลับซับซ้อน แต่พื้นฐานมันยังอยู่ และชีวิตก็คือการต่อสู้ระหว่างสิ่งซึ่งเราเคยเป็น กับสิ่งซึ่งวันนี้เราเจอในชีวิตรอบๆ ตัว ผมรู้สึกอย่างนั้น”

 

อย่าดูถูก “จินตนาการ”

ในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“โลกนี้มันเดินได้ในทางหนึ่ง น่าสนใจ สวยงาม เพราะมันมีจินตนาการนะ

ถ้าเราขาดจินตนาการแล้ว วิทยาศาสตร์ก็ไม่ไปไหน ไม่มีความเจริญก้าวหน้าในทางวิชาความรู้ใดๆ ทั้งสิ้น

งั้นผมรู้สึกว่าเราอย่าเพิ่งดูถูก ‘ของเก่าๆ’ ของบ้านเมือง ของสังคมนี้

แต่มองหาดูซิว่าในนั้นมันมีอะไรน่าสนใจ”

 

“ปัญญา” คืออิทธิฤทธิ์ที่แหลมคมที่สุด

“ผมเข้าใจอย่างนี้ ผมไม่ใช่นักวรรณคดีนะครับ แต่ว่าเรื่องนี้ (หลวิชัย คาวี) เขาถือกันว่าเป็นบทละครนอกที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในวัฒนธรรมของเรา แล้วส่วนนั้น (เรื่องราวตอนที่ท้าวสันนุราชหลงใหลในผมหอมของนางจันท์สุดาเป็นต้นมา) มันเป็นส่วนซึ่งนำมาแสดงได้ เพราะว่ามันพูดเรื่องอะไร?

“ผมว่ามันพูดเรื่องน่าสนใจมาก คนซึ่งเป็นราชาที่แก่แล้ว ในบทละครอธิบายเลยว่าฟันเฟินหักหมดแล้ว แต่ยังหลงใหลในเขาใช้คำว่า ‘มาตุคาม’ คือหลงใหลในผู้หญิง ยังยึดติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น กับอีแค่ผมลอยมา ดมก็หลงไปหมดแล้ว

“ในสภาพแบบนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือว่าราชาองค์นี้ก็เลยให้นางทาสีคนหนึ่งในเรื่อง ที่เราดูในละครก็จะเป็นยายเฒ่าทัศประสาทไปหลอกคาวี

“ผมก็สนใจเรื่องกระบวนการหลอกอีก เพราะว่าการหลอกนี่น่าสนใจ คือคาวีมีความลับคือหัวใจอยู่ในพระขรรค์ คาวีก็บอกคนซึ่งตนเองคิดว่าใกล้ชิดที่สุด รักที่สุด คือนางจันท์สุดา บอกเสร็จแล้ว นางจันท์สุดาก็ถูกหลอกโดยนางเฒ่าทัศประสาท

“ที่น่าสนใจก็คือคาวี ซึ่งมีฤทธิ์เหลือแสนเลย กลับพ่ายเล่ห์กล ก็เพราะว่าโบราณอาจกำลังพยายามบอกเราว่า ในบรรดาอิทธิฤทธิ์ทั้งหลายนี่ ปัญญาแหลมคมที่สุด”

 

ความหมายของ “การถอดหัวใจ”

ในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“ผมเข้าใจอย่างนี้ สำหรับตัวละครซึ่งเป็น ‘ยักษ์ราชา’ เป็นอะไรพวกนี้ แล้วก็ ‘ถอดหัวใจ’ ที่จริงก็สมเหตุสมผล เพราะว่าเขาอยู่ในโลกทางการเมือง ซึ่งไว้วางใจอะไรไม่ได้เลย มีคนที่มุ่งร้ายหมายชีวิตอยู่ตลอดเวลา

“ที่จริง ผมมองเรื่องอย่างนี้นี่ ผมไม่ได้เห็นต่างไปจากปรากฏการณ์ในโลกปัจจุบัน เราคงเคยได้ยิน-ดูข่าว ผู้นำทางการเมืองย้ายที่นอนทุกวัน เพราะว่ากลัวจะถูกทำร้าย

“ในกรณีเรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจใหญ่ เพราะว่าฤๅษีตัดสินใจถอดหัวใจของ ‘หลวิชัย คาวี’ ไปไว้ในพระขรรค์ ทั้งๆ ที่สองคนนี้ก็ไม่ได้มีฐานะเป็นราชา มีฐานะเป็นอะไรทั้งสิ้น ฤๅษีอาจจะทำนายว่าในอนาคต (หลวิชัยและคาวี) อาจจะได้เป็น (ราชา)

“อ่านอย่างนี้ ผมมองแล้วผมรู้สึกว่า ภาพของโลกในสายตาของฤๅษีคือผู้ทรงศีลเนี่ย ดูเหมือนเป็นโลก ซึ่งมันไว้วางใจใครไม่ได้เลย

“นึกนะครับ ถ้าคนเราถอดหัวใจเอาไว้ที่อื่น ก็หมายความว่าเราไม่ไว้วางใจอะไรรอบๆ ตัวเลย โลกที่มนุษย์ไม่สามารถจะไว้ใจอะไรได้เลย มันอยู่ยังไง? ผมไม่แน่ใจนะครับ…

“ถ้าผู้มีอำนาจ (ในปัจจุบัน) ถอดหัวใจได้ ก็คงเกิดผลสองอย่าง ในทางกายภาพ ก็คงจะรู้สึกปลอดภัยหรือแนวคิดของมันเป็นเรื่องของความเป็นอมตะ ทำร้ายไม่ได้ ทำอันตรายไม่ได้ พูดใหม่ก็คือว่าจะถือว่า ‘ชีวิตเป็นของเที่ยง’ ทั้งๆ ที่ ‘ชีวิตมันเป็นของไม่เที่ยง’ ก็ฝืนธรรมชาติอีกแหละ

“คราวนี้ ถ้าคนทั้งโลกถอดหัวใจได้หมดเลย ผมคิดว่าโลกนี้จะมีปัญหามากเหลือคณานับ เพราะมันจะไม่มีใครตายไง ถ้าเป้าหมายคือจะอยู่ไปเรื่อยๆ นอกจากนั้น เราเอง ในชีวิตของเรา เราก็จะดำเนินชีวิตโดยที่ไม่แคร์ผู้ใด เพราะว่าเราไม่ต้องสนใจแล้ว เราไม่ไว้ใจใคร แล้วก็ไม่ต้องแคร์ใครด้วย

“ในขณะนี้ เราอาจจะไม่ไว้วางใจผู้คนในสังคม แต่เรายังต้องเอาใจใส่ เรายังต้องเอื้ออาทรอยู่บ้าง เพราะเราไม่แน่ใจว่าเขาจะเป็นยังไงกับเรา” •

 

| คนมองหนัง