รายการคุยกับเศรษฐา

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2567 คุณเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย ได้ปฐมฤกษ์ออกอากาศรายการ “คุยกับเศรษฐา” เทปแรกผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) นับเป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่นายกรัฐมนตรีในฐานะประมุขฝ่ายบริหารได้มีโอกาสสื่อสารทางยุทธศาสตร์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแก่มวลชนทุกภาคส่วน

แม้นโยบายรัฐบาลจะดีเพียงใด แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ก็ย่อมไม่สัมฤทธิผลตามที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

ย้อนรอบกลับไปเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2544 จุดเริ่มต้นการสื่อสารจากนายกรัฐมนตรีถึงพี่น้องประชาชน คุณทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย ออกอากาศทางวิทยุในรายการ “นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน” กระจายเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) และเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ อีก 144 สถานี

จากจุดเริ่มต้นออกอากาศสัมภาษณ์ผ่านปลายสายโทรศัพท์ ณ บ้านจันทร์ส่องหล้า กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกนายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตาม

ขาดเพียงนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพียงท่านเดียวที่ไม่มีโอกาสจัดรายการสื่อสารกับพี่น้องชาวไทย เนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

 

รายการนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน ผู้เขียนเคยฟังหลายครั้งหลายตอนด้วยกัน เนื่องจากคุณพ่อของผู้เขียนติดตามรายการอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ ผู้เขียนจึงได้ฟังไปด้วย ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนยังศึกษาอยู่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แม้จะจำไม่ได้ครบถ้วน แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนจำได้ถึงทุกวันนี้คือ นายกฯ ทักษิณพูดคุยผ่านรายการเสมือนพูดออกมาจากใจโดยไม่ต้องมีโพยหรือบทพูด น้ำเสียงและท่วงท่าเหมือนเรื่องราวต่างๆ ที่จะเล่านั้นล้วนอยู่ในความคิดท่านแล้วทั้งสิ้น

แต่ละถ้อยคำถ่ายทอดนโยบายอย่างหนักแน่นชัดเจน ผู้ฟังสามารถรับรู้ได้ถึงพลังความเป็นผู้นำที่พร้อมจะเข็นประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น

ในแต่ละตอนที่ออกอากาศนั้น จะมีประเด็นอยู่หลายประเด็น ทั้งในภาพใหญ่ระดับประเทศจนถึงภาพเล็กระดับรากหญ้าแต่ละครัวเรือน ว่าแต่ละภาคส่วนควรจะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศร่วมกันอย่างไร

และแต่ละประเด็นที่หยิบยกมาเล่านั้นจะใช้เวลาสั้นๆ ไม่นาน แต่ละประเด็นจะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ยกเว้นประเด็นใหญ่ที่สำคัญจะใช้เวลานานกว่านั้น ซึ่งก็ตรงกับบุคลิกของท่านนายกฯ ที่เป็นคนหัวไว คิดเร็ว ทำเร็ว

จนเทปหลังๆ ต้องขยายเวลาจากครึ่งชั่วโมงเป็น 1 ชั่วโมง เนื่องจากแฟนคลับเยอะขึ้นจึงมีประเด็นให้ถ่ายทอดมากมายขึ้น

แต่ด้วยดวงท่านนายกฯ ทักษิณเป็นที่ทราบกันดีว่าดวงชะตาของท่านผู้นำท่านนี้มีดาวพุธดับในดวงชะตา จึงปราศรัยด้วยความโผงผาง จนบางถ้อยคำไม่เข้าหูใครหลายคนเข้า ซึ่งเรื่องนี้เจ้าชะตาก็ทราบดี แต่ก็อดไม่พูดไม่ได้

 

ต่อมาเข้าสู่ยุคของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ท่านออกรายการบ้าง มักเล่าเรื่องที่รัฐบาลทำแล้วหรือกำลังทำอยู่ ด้วยน้ำเสียงท่านบวกกับฉายารัฐบาลขิงแก่ รายการจึงเหมือนรายการผู้สูงอายุ ไม่ติดตลาดเหมือนสมัยนายกฯ ทักษิณ นอกจากนั้น หลายเทปยังมอบหมายรองนายกฯ มาจัดรายการแทนอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อมีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง คุณสมัคร สุนทรเวช ผู้ผันตัวเองจากรายการชิมไปบ่นไป สู่ รายการสนทนาประสาสมัคร เป็นรายการที่ออกรสออกชาติดุดันเผ็ดร้อน สไตล์นายกฯ สมัคร

แต่ท้ายที่สุดท่านนายกฯ สมัครก็ตายน้ำตื้นเพราะศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกพจนานุกรมขึ้นตัดสินคดีรายการชิมไปบ่นไปจนหลุดจากตำแหน่ง

สมัยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้จัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ แรกๆ ก็จัดรายการจากทำเนียบรัฐบาลและห้องส่ง สทท. แต่ภายหลังต้องจัดรายการในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์แทนอยู่ระยะหนึ่ง

ภายหลังนายกฯ อภิสิทธิ์ประกาศยุบสภา เข้าสู่ยุครัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย นายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้จัดรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ซึ่งนายกฯ ยิ่งลักษณ์มักจะบอกเล่าภารกิจและการทำงานในแต่ละสัปดาห์ ในบางครั้งจะติดรัฐมนตรีหรือบุคคลในรัฐบาลมาร่วมเล่าเรื่องด้วยกัน

แต่เนื่องด้วยปัญหาน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 รายการจึงกลายเป็นรายการชี้แจงวิกฤตอุทกภัยแทน

เมื่อมีการรัฐประหาร วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก้าวสู่ตำแหน่งพร้อมรายการคืนความสุขให้คนไทยชาติ ต่อมาเปลี่ยนชื่อรายการเป็น รายการคืนความสุขให้ประชาชน ด้วยความที่นายกฯ ประยุทธ์เป็นคนที่พูดเร็วมากๆ เร็วจนผู้เขียนฟังไม่ทัน แม้จะพยายามใช้สมาธิอย่างมากในการรับฟังก็ตาม

รายการของนายกฯ ประยุทธ์จึงกลายเป็นช่วงเวลาประหยัดพลังงาน ประชาชนพร้อมใจกันปิดโทรทัศน์เพื่อประหยัดไฟฟ้า

 

ขอกลับมาที่รายการ “คุยกับเศรษฐา” เทปแรก ท่านนายกฯ เศรษฐาเล่าเรื่องอดีตความหลังที่ผ่านมาตลอด 10 เดือนของรัฐบาลเศรษฐาว่าได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง พร้อมวลีว่าตนเองเป็นนายกฯ ของคนไทย ไม่ใช่แค่เพื่อไทย พร้อมยอมรับว่าทำงานหนัก เหนื่อยกายและเหนื่อยใจ แต่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนสำคัญกว่า

ผมได้ฟังแบบนี้ก็ดีใจที่มีนายกรัฐมนตรีที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน

เรื่องการลงพื้นที่บ่อย ท่านนายกฯ ชี้แจงว่าเพราะไม่ได้คลุกคลีกับประชาชนเท่านักการเมืองจึงต้องขยันลงพื้นที่ให้มากเพื่อรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน

นอกจากนั้น ยังเล่าถึงการพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล เรื่องการตรวจลงตราเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เรื่องท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากศยานอื่นๆ ท่านไปตรวจราชการแบบไม่บอกล่วงหน้าเพื่อจะได้เห็นสภาพหน้างานที่แท้จริง และร่วมพูดคุยเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา

ในช่วงที่ 2 ของรายการ มีการบ่นถึงปัญหาของการบริหารงานราชการ ก่อนจะพูดถึงเรื่อง ครม.สัญจร การเดินทางเยือนต่างประเทศ และผ้าขาวม้า

ในช่วงที่ 3 ของรายการ พูดถึงเรื่องผลลัพธ์ของการเยือนต่างประเทศ ว่าประเทศไทยมีศักยภาพ ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เหมาะสมกับการลงทุนอย่างไร ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ

 

เมื่อฟังรายการคุยกับเศรษฐา เทปแรกจบปุ๊บ คำถามแรกที่ลอยเข้ามาในหัวผม คือ “รายการคุยกับเศรษฐา นายกฯ คุยกับใคร? นักลงทุนต่างชาติ เจ้าสัว หรือประชาชนในประเทศ”

ทั้งเรื่องการตรวจลงตราเข้าประเทศ การขยายท่าอากาศยาน การคมนาคมสำหรับการท่องเที่ยว การส่งเสริมการลงทุนด้านภาษีของ BOI พลังงานสะอาด พลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ท่าทีการทูตของประเทศไทยท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งของโลก ครม.สัญจร การเดินทางเยือนต่างประเทศ การเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศไทย ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดิน กาสิโนและเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีสื่อสารกับบรรดาเจ้าสัวและนักลงทุนชาวต่างชาติทั้งสิ้นว่าพวกเขาเหล่านั้นมีโอกาสในทางธุรกิจอย่างไรในรัฐบาลเศรษฐา

แต่เป็นเรื่องไกลตัวมากๆ สำหรับประชาชนอย่างผม

จนผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าท่านนายกฯ จะจัดรายการผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT ให้ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ฟังทำไม

นอกจากจะไม่เห็นโอกาสใดๆ แล้ว ยังเห็นแต่ความเหลื่อมล้ำที่รัฐบาลกำลังจะมอบให้

เทปหน้าหากยังเป็นเรื่องนโยบายสำหรับเจ้าสัว ผมว่าปิดห้องกินโต๊ะจีนคุยกันก็พอครับ