วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ : เขตธรณีสงฆ์สมัยใหม่ ภายใต้ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง (จบ)

ชาตรี ประกิตนนทการ

ในชุดบทความวัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ทั้ง 9 ตอนที่ผ่านมา ผมพยายามชี้ให้เห็นว่า การออกแบบวัดพุทธศาสนาของสังคมไทยร่วมสมัยตั้งแต่ราวปลายทศวรรษที่ 2520 เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ จากในอดีตที่เคยให้ความสำคัญกับสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ “เขตพุทธวาส” มาสู่การก่อสร้างมหึมาใหญ่โตในพื้นที่ “เขตธรณีสงฆ์”

ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างสอดคล้องกับกระแส “ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง” ซึ่ง Peter Jackson ได้เสนอไว้ในหนังสือ “เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์สมัยใหม่กับทุน (ไทย) นิยม”

ทั้งหมดของความเปลี่ยนแปลงมีเป้าหมายร่วมกันอย่างกว้างๆ คือ การแข่งขันกันในเชิงการตลาดพุทธศาสนาแบบไทยๆ ในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ที่มีสินค้าหลักคือ ความแปลกใหม่ทางความเชื่อที่น่าตื่นตาตื่นใจ และปาฏิหาริย์รูปแบบใหม่ที่สามารถนำพาชีวิตไปสู่ความมั่งคั่ง

โดยมีพื้นที่เขตธรณีสงฆ์เป็นสนามแข่งขันหลักสำหรับการสร้างจุดขายเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้าวัด

สวนพุทธ แดนนรก วัดแสนสุขฯ
ที่มาภาพ : Wikipedia

จากการตามดูปรากฏการณ์วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์มาพอสมควร ทำให้ผมสามารถจำแนกลักษณะร่วมที่สำคัญในการออกแบบ (เท่าที่วิเคราะห์ได้ ณ ปัจจุบัน แต่ความจริงอาจมีมากกว่านี้) ออกเป็น 5 แนวทาง ได้แก่

หนึ่ง วัดที่รวบรวมเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งในหลากหลายความเชื่อและศาสนาเข้าไว้ด้วยกันเพื่อตอบสนองพุทธศาสนนิกชนยุคทุนนิยมสมัยใหม่ที่ต้องการช่องทางลัดในการสร้างความมั่งคั่งเร่งด่วน

สอง วัดที่นำเรื่องราวปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติที่เคยแทรกอยู่ในเรื่องเล่าทางศาสนามาตีความและสร้างขึ้นให้ปรากฏเป็นรูปธรรม เช่น นรก สวรรค์ ถ้ำพญานาค ฯลฯ เพื่อสร้างศรัทธาและดึงดูดผู้คนเข้าวัด

สาม วัดเพื่อการท่องเที่ยวแนว Instagrammable ที่เน้นสร้างความตื่นตาตื่นใจผ่านสิ่งก่อสร้างหนึ่งเดียวในไทย บางครั้งก็หนึ่งเดียวในโลก เช่น ใหญ่ที่สุด ยาวที่สุด สูงที่สุด ที่ผสมผสานไปกับตำนานเหนือธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ

สี่ วัดที่ออกแบบก่อสร้างอาคารสำหรับเก็บสรีรสังขารของพระเกจิเอาไว้ผ่านเรื่องเล่าปาฏิหาริย์สรีรสังขารไม่เน่าเปื่อย เพื่อสานต่อปาฏิหาริย์พระเกจิให้คงอยู่กับวัดต่อไป แม้พระเกจิรูปนั้นจะมรณภาพไปแล้ว

ห้า วัดที่สร้าง “พิพิธภัณฑ์เจดีย์” (อาจรวมถึงวิหารพิพิธภัณฑ์และอาคารในลักษณะใกล้เคียงกัน) เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับระลึกถึงพระเกจิสำคัญของวัด (ในกรณีไม่มีการเก็บสรีระสังขารไว้) และใช้เป็นพื้นที่แห่งการสานต่อปาฏิหาริย์ให้คงอยู่กับวัดต่อไปผ่านการเก็บรักษาอัฐิธาตุของพระเกจิที่เปลี่ยนเป็นผลึกแก้ว อันเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นพระอริยบุคคล

เจ้าแม่กวนอิม รูปปั้นพระเกจิ และโลงบรรจุสรีรสังขารหลวงพ่อเณรน้อย ภายในอาคารโพธิสัตโต

อย่างไรก็ตาม การจำแนกดังกล่าวมิได้หมายความว่าแต่ละวัดจะต้องเลือกเฉพาะแนวทางใดแนวทางหนึ่งนะครับ

มีวัดเป็นจำนวนมากเลยที่เลือกสร้างแบบผสมผสานหลายแนวทางเข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้สิ่งปลูกสร้างภายในวัดมีลักษณะปนเปกันอย่างน่าทึ่ง ในด้านหนึ่งก็ทำให้วัดกลายเป็นสถานที่รวมเอาของแปลกมากองไว้ด้วยกันจนรกเลอะเทอะ

ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง (สำหรับผู้ศรัทธา) ก็มองว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เราสามารถเลือกกราบไหว้บูชาขอพรได้อย่างครบถ้วนทุกแนวทางในที่เดียวแบบ one-stop service

และสำหรับอีกหลายคน วัดแบบนี้คือสถานที่ท่องเที่ยวแปลกตาที่ควรไปเยือนสักครั้งเพื่อถ่ายภาพแชร์ให้คนอื่นได้เห็นใน social media

ท้าวสมุทรเทวาเทวี วัดแสนสุขฯ

ในบรรดาวัดที่ผสมรวมแนวทางปาฏิหาริย์พาณิชย์เอาไว้ด้วยกันได้อย่างน่าทึ่งที่สุด คือ “วัดแสนสุขสุทธิวราราม” บางแสน จ.ชลบุรี โดยภายในพื้นที่วัดซึ่งกว้างราว 30 ไร่ คือศูนย์รวมของสิ่งปลูกสร้างทางความเชื่อศักดิ์สิทธิ์อันหลากหลายที่หลอมรวมทุกแนวทางวัดปาฏิหาริย์พาณิชย์เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ (ชอบไม่ชอบเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ)

สถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของวัดคือ “สวนพุทธแดนนรก” ที่ภายในมีการสร้างประติมากรรมเปรตมากมายในรูปแบบที่ไม่ต่างจากวัดไผ่โรงวัว และ “เมืองสวรรค์” ที่แสดงภาพเทพเจ้าตามลัทธิศต่างๆ ทั้งฮินดู พระเยซู เจ้าแม่กวนอิม 18 อรหันต์ ฯลฯ

สำหรับผม อาคารที่น่าสนใจที่สุดคือ “อาคารโพธิสัตโต” ด้านหน้าอาคารตั้งรูปปั้น “จี้กง” ซึ่งแปลกมากแทบไม่มีวัดไหนทำกัน

ส่วนด้านในแม้พื้นที่ไม่ใหญ่มากนักแต่อัดแน่นไปด้วยวัตถุปาฏิหาริย์ ทั้งโลงเก็บสรีรสังขาร หลวงพ่อเณรน้อย โพธิสัตตโต พระเกจิชื่อดังของวัด และภาพถ่ายเก่าเมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตที่เดินทางไปแสดงปาฏิหาริย์ตามที่ต่างๆ

พร้อมทั้งรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม รูปปั้นพระเกจิสายพระป่า โต๊ะบูชาพระบรมสารีริกธาตุจาก 7 ประเทศ ไปจนถึงสุนัขสตัฟฟ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องให้หวยแม่นยำ

พระมหาเจดีย์วัดแสนสุขฯ กับมุมไฮไลต์สำหรับการถ่ายภาพ
ที่มาภาพ : เพจ Unseen Tour Thailand โดยเพจ “ขอสั้นๆ ขอรักคำเดียว”

อีกโซนที่น่าทึ่งคือ “วังแสนสุข” เหนือซุ้มประตูทางเข้าโซน ออกแบบเป็นโดมหัวหอมให้กลิ่นอายแบบสถาปัตยกรรมในศาสนาอิสลาม แต่เมื่อขับรถเข้าไปจะพบกับประติมากรรม “ท้าวสมุทรเทวาเทวี” ขนาดใหญ่ประทับอยู่ใต้พญานาคแผ่ผังพาน ซึ่งเต็มไปด้วยตำนานและความศักดิ์สิทธิ์ สามารถช่วยเหลือเรื่องการเงินและการประกอบอาชีพ

ถัดเข้าไปคือ “พระมหาเจดีย์” ที่ออกแบบอย่างอลังการล้อมรอบด้วยภูมิทัศน์โล่งกว้าง ภายในตกแต่งอย่างสวยงาม แม้จะเป็นสถานที่สำหรับเข้ามากราบไหว้ขอพรพระประธาน แต่ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดของเจดีย์นี้คือการเป็นฉากถ่ายภาพ เรียกได้ว่าเป็นจุดเช็กอินห้ามพลาดของสายถ่ายรูปแชร์ลงใน social media

เมื่อเดินออกมาจากเจดีย์และมองไปทางขวา เราจะเจอกับประติมากรรมท้าวเวสสุวรรณขนาดใหญ่ สร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้สักการะและยึดเหนี่ยวจิตใจในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำจากโควิด-19 รวมถึงให้นักเสี่ยงโชคได้ขอเลขเด็ดตามความเชื่อของแต่ละคน

อีกหนึ่งอาคารพิเศษก่อนขับรถออกจากวัดคือ “ศาลาปิยมหาราชานุสรณ์” (วิหารครุฑ) ซึ่งประดิษฐานประติมากรรมรัชกาลที่ 5 พร้อมกับเจ้านายใกล้ชิดหลายพระองค์ โดยผนังภายในติดตั้งประติมากรรมครุฑขนาดใหญ่เล็กมากมายเต็มผนังทุกด้าน วิหารหลังนี้ แน่นอน เกิดขึ้นอย่างสัมพันธ์กับ “ลัทธิเสด็จพ่อ ร.5” (คำเรียกของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์) ซึ่งเท่าที่เคยสำรวจมา ไม่เคยเห็นวัดแห่งใดสร้างอาคารสำหรับลัทธิเสด็จพ่อ ร.5 ได้อย่างน่าสนใจเท่าวัดแห่งนี้เลย

ทุกสิ่งอย่างที่กล่าวมาถูกสร้างขึ้นอยู่ภายในวัดแห่งเดียวกัน เป็นความแปลกประหลาดที่ผสมผสานทุกสิ่งอย่างเข้าไว้ด้วยกัน เป็นประสบการณ์ที่ผมคิดว่าหาไม่ได้จากการไปวัดอื่น และเป็นตัวแบบที่ดีที่สุดที่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ “วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์”

รูปปั้นท้าวเวสสุวรรณ วัดแสนสุขฯ

ก่อนจบชุดบทความนี้ ผมอยากชี้ประเด็นสุดท้ายว่า “วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์” เป็นสิ่งที่ผู้คนในสังคมตระหนักอยู่แล้ว หลายปีที่ผ่านมาเราจะพบการใช้คำว่า “พุทธพาณิชย์” วิจารณ์วัดหลายแห่งอย่างแพร่หลาย ซึ่งก็คือเรื่องเดียวกันกับที่ชุดบทความนี้พยายามนำเสนอ

แต่ที่ต่างกันคือ ส่วนใหญ่ของคนที่พูดเรื่องนี้ดูเสมือนว่าจะมุ่งเน้นลงไปที่วัดบางกลุ่มบางนิกายและบางประเภทเท่านั้นที่อาจจะแสดงออกถึงเรื่องนี้อย่างโจ้งแจ้งตรงไปตรงมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว “วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์” เป็นปรากฏการณ์ร่วมที่เกิดขึ้นในวัดเกือบทุกประเภทและทุกนิกาย

ไม่ว่าจะเป็นวัดมหานิกายหรือวัดธรรมยุติกนิกาย, วัดเมืองหรือวัดป่า, วัดที่ถูกโจมตีว่าเป็นพุทธเทียมหรือวัดที่ชอบอ้างตนเองว่าเป็นพุทธแท้, วัดที่ออกแบบสวยงามหรือวัดที่ออกแบบแปลกพิสดารดูรกตา, วัดที่โชว์สิ่งปลูกสร้างอลังการและขายพุทธพาณิชย์ซึ่งหน้าหรือวัดที่อ้างความสมถะเรียบง่ายแต่แทรกขายเรื่องเล่าปาฏิหาริย์พระเถระไม่ต่างจากโฆษณาแฝง ทั้งหมดล้วนตกอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ทั้งสิ้น มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป

โดยส่วนตัวไม่คิดว่าปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งเลวร้ายเชิงลบที่น่ารังเกียจและต้องขจัดทิ้ง

ในโลกที่ซับซ้อนเช่นปัจจุบัน ทุกศาสนาและความเชื่อต่างต้องเผชิญความท้าท้ายนี้ ในบางแห่ง (เช่นญี่ปุ่น) วัดสามารถผสานพุทธพาณิชย์เข้ากับแก่นแกนทางศาสนาแบบดั้งเดิมได้อย่างลงตัวพอสมควร หรืออย่างน้อยก็มิวิธีการจัดการที่ทำให้ไม่เกิดภาพตัดขัดแย้งกันมากเกินไปจนชวนหมดศรัทธา (สำหรับคนบางกลุ่ม) ในแบบที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

ชุดบทความนี้ สำหรับผมแล้ว มีหน้าที่เพียงต้องการจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ในสังคมไทยว่าเกิดขึ้นเมื่อไร มีรูปแบบตลอดจนลักษณะเฉพาะอย่างไร โดยยังไม่มีคำตอบให้นะครับว่า วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ควรปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดเพื่อให้การอยู่ร่วมกันระหว่าง พุทธศาสนา ทุนนิยม ไสยศาสตร์ โลกสมัยใหม่ และลัทธิบูชาความมั่งคง สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสมดุล

บรรยากาศภายในศาลาปิยมหาราชานุสรณ์ วัดแสนสุขฯ