ที่มา | มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19 - 25 มกราคม 2561 |
---|---|
คอลัมน์ | ดังได้สดับมา |
ผู้เขียน | วิเวกา นาคร |
เผยแพร่ |
เป็นที่รับรู้กันว่า เสถียร โพธินันทะ มีความสนใจใน 2 เรื่องอย่างจริงจัง 1 คือเรื่องในทางพระพุทธศาสนา และ 1 คือเรื่องในทางประวัติศาสตร์
ปรากฏว่า 2 เรื่องนี้ดำเนินไปอย่างเกื้อกูลต่อกันและกัน
ความสนใจในประวัติศาสตร์ทำให้มีความเข้าใจในกระบวนการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดำเนินไปของพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกัน ความสนใจในพระพุทธศาสนาทำให้เข้าใจในกระบวนการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดำเนินไปของประวัติศาสตร์
ตัวอย่างที่ดีที่สุดเห็นได้จากเมื่อศึกษาและเรียบเรียงเรื่องราวของจีนมาเป็นหนังสือชื่อ “เมธีตะวันออก”
เบื้องต้นตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสาร “ศุภมิตร” ต่อมาได้พิมพ์เป็นเล่มเมื่อปี 2506
ในปี 2508 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศให้รางวัลแก่หนังสือ “เมธีตะวันออก”
นี่คือรูปธรรมของความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์กับศาสนา
แม้จะเป็นการศึกษาและทำความเข้าใจต่อการก่อรูปของ “ศาสนา” ในสังคมจีน แต่ก็เป็นเงาสะท้อนไปยังสังคมอื่นได้โดยอนุโลม
โปรดอ่าน
จากข้อความจารึกบนกระดูกมังกรและจารึกบนกระดองเต่า เราทราบว่าชาวจีนในยุคแห่งราชวงศ์เซียงนับถือบูชาพระเจ้าอันเป็นเทวะประจำชาติหลายองค์ พระเจ้าเหล่านี้เป็นผู้ดลบันดาลให้ฝนตก ฟ้าร้องและพืชผลอุดม
หรือในยามกริ้วก็อาจลงโทษให้มีภัยพิบัติต่างๆ
เป็นความเชื่ออย่างเดียวกับมนุษย์โบราณทั้งหลายที่ยังหาเหตุผลจากความเปลี่ยนแปลงธรรมชาติไม่ได้จึงสร้างพระเจ้าขึ้นมาจากความไม่เข้าใจของตนและก็บูชาสิ่งที่ตนสร้างขึ้นมานั่นเอง
พระเจ้าเหล่านี้ก็เหมือนมนุษย์ คือต้องมีหัวหน้าอันเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นเทวาดิเทพ
จีนมีคำเรียกพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่นี้ว่า “เทียน” ซึ่งแปลตามตัวว่าฟ้าหรือสวรรค์ แต่คำนี้เป็นคำดิ้นมีความหมายได้หลายอย่าง คือในสมัยเมธีแปลว่าธรรมชาติก็ได้ หมายถึงกฎก็ได้ หมายถึงผืนฟ้าที่แลเห็นกันอยู่นี้ก็ได้ และเล็งถึงความสมบูรณ์แห่งจักรภพก็ได้
ในยุคก่อนเมธีคงหมายถึงพระเจ้าอันเป็นบุคลาธิษฐานเป็นส่วนใหญ่
ตำนานเทพนิยายปกรณัมจีนเล่าถึงพระเจ้าสร้างสรรค์โลกเหมือนกัน แต่เรื่องนี้จีนไม่เอาใจใส่ ถือเป็นสำคัญอย่างศาสนาเทวนิยมทั่วไป จีนไม่สนใจว่าโลกนี้จะมีผู้สร้างหรือไม่ แต่จีนนับถือพระเจ้าเพราะเชื่อว่าสามารถให้พรและลงโทษได้เท่านั้น
แต่ฐานะการเคารพนับถือในพระเจ้าของจีนก็ผิดกับศาสนาเทวนิยมอื่นเขา
คือประชาชนจะไม่มีสิทธิบูชาเซ่นสรวงพระเจ้าโดยตรง ผู้มีสิทธิจะบวงสรวงพระเจ้าได้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น คือพระมหากษัตริย์ ประชาชนมีความทุกข์ยากอย่างไรที่จะต้องเรียนร้องกับพระเจ้าก็ต้องกราบทูลให้กษัตริย์ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้
ทั้งนี้ เพราะจีนถือว่าพระเจ้าปกครองโลกโดยผ่านผู้แทนของพระองค์ คือกษัตริย์ ซึ่งพระเจ้าได้เลือกสรรไว้แล้ว
พระเจ้าแผ่นดินจีนจึงมีหน้าที่เป็นศาสนาจารย์โดยปริยายอีกตำแหน่งหนึ่ง
นี่ก็เป็นสาเหตุ 1 ที่ศาสนาของจีนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการเมือง ศาสนาไม่สามารถตั้งเป็นสถาบันอิสระได้ และก็ไม่มีคณะศาสนาจารย์ที่ทรงอิทธิพลอย่างพราหมณ์ในอินเดีย มีแต่เจ้าหน้าที่พิธีการและดูแลเทวาลัย
เจ้าหน้าที่เหล่านี้บางครั้งก็ทำหน้าที่เป็นนักพยากรณ์ นักดาราศาสตร์ นักเล่นแร่แปรธาตุและเป็นแพทย์
จีนเพิ่งจะมีคณะนักบวชขึ้นต่างหากในสมัยหลัง
ตรงนี้เองที่มีการเรียกขาน “ฮ่องเต้” ว่าเป็น “โอรสแห่งสวรรค์” กระนั้น สถานะอันไม่แน่นอนของโอรสแห่งสวรรค์ก็สะท้อนความเป็นอนิจจังอย่างเด่นชัด
การเกิดขึ้นของ “เล่าปัง” กระทั่งสถาปนาราชวงศ์ “ฮั่น” คือตัวอย่าง 1
การต่อสู้กับราชวงศ์ฉิน การสามารถโค่นล้มอำนาจของฌ้อปาอ๋อง ทำให้เล่าปังปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าฮั่นโกโจ ทุกอย่างเป็นไปตามโองการแห่งสวรรค์ พระเจ้าฮั่นโกโจดำรงอยู่ในสถานะของ “โอรสแห่งสวรรค์”
สวรรค์จึงแปรเปลี่ยนไปตามการยอมรับของประชาชน