จม

พิชัย แก้ววิชิต

ผมคงหมดวาระของการมีชีวิตอยู่ และจากโลกนี้ไปนานแล้ว ในวันที่ผมคือผู้ประสบภัยเพียงคนเดียวในกลุ่ม

ความทรงจำจากวันวานย้อนเวลาพาให้นึก “รำลึกถึงประสบการณ์ตรงที่เกือบตาย”

มันเป็นฝันร้ายในยามตื่น ที่มาพร้อมกับวันหยุดสุดสัปดาห์ ในวันที่ผมและเพื่อนๆ ในวัยมัธยมต้นราวสี่ห้าคน ชักชวนกันออกไปเที่ยวเล่น และตกปลากันที่ “อ่างเก็บน้ำ” ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านออกไปราว 6-7 กิโลเมตร

ท่ามกลางธรรมชาติและทางลาดชันของดอย ทำให้การเดินทางด้วยจักรยานแม่บ้านเป็นเรื่องสนุก ฝุ่นสีส้มจากเส้นทางธรรมชาติ ทำให้เพื่อนของผมหลายคนดูราวกับเป็นลูกครึ่งจากสีผมที่เปลี่ยนไป

พวกเราไปถึงที่หมายพร้อมเสียงไชโยโห่ร้องโดยสวัสดิภาพ และมองหาร่มเงาใต้ต้นไม้ให้จักรยานได้นอนรอ จากนั้นพวกเราก็เริ่มจัดเตรียมอุปกรณ์ที่อุตส่าห์ “บากบั่นปั่นมา”

ในช่วงแรกของการตกปลา พวกเราพากันยืนอยู่ใกล้ๆ และไม่ห่างไกลนักจากริมฝั่งของอ่างเก็บน้ำ เพื่อความปลอดภัย และค่อยๆ เดินเลาะย้ายที่ไปเรื่อยตามแนวฝั่ง “ปลาตัวเล็กกินเหยื่อง่ายติดเบ็ดดี” แต่เมื่อสองสามชั่วโมงผ่านไป

เพื่อนบางคนก็เริ่มเบื่อกับปลาเล็ก และเริ่มไม่สนุก

ความลึกที่ยากจะหยั่งถึง อาจเป็นความคิด ความรู้สึก มันอาจทำให้ผมหรือใครอื่นอีกดำดิ่งจมลงได้ไม่ยาก จะดีกว่าถ้าลอยตัวจากความคิด ความรู้สึกร้ายๆ และว่ายออกเสียได้จากความลึกที่น่ากลัว และถ้าใครไม่ไหวจะว่าย บทพิสูจน์ของการเป็นเพื่อนที่ดี คงไม่ปล่อยให้เพื่อนต้องจมลงหายไปต่อหน้าต่อตา / เทคนิค : F.10 1/100s ISO400 / สถานที่ : คลองมหานาค กรุงเทพฯ

เพื่อนที่เป็นแกนนำทางความคิดเริ่มขยับมองไกลออกไป อยากลุ้นโอกาสดีๆ กับปลาใหญ่ที่อยู่ลึกกว่า จึงเริ่มเปลี่ยนจุดยืน และวัดดวงไปยืนตกปลาอยู่ในน้ำ

ถูกของไอ้เพื่อนช่างคิด มันได้ตัวปลาใหญ่กว่าคนอื่นๆ เพื่อนในกลุ่มจึงเริ่มที่จะยอมรับกับแนวคิดนี้ และเริ่มพากันไปยืนตกปลากันในน้ำบ้าง สำหรับผม เป็นตัวของตัวเองมากพอที่จะตัดสินใจ

ไม่นานนัก ผมก็ไปยืนวัดดวงอยู่ในน้ำ ผิวน้ำพลิ้วกระเพื่อมอยู่ระดับหน้าอก สายตาผมจับจ้องอยู่กับทุ่นเบ็ดที่กำลังลอยอยู่บนผิวน้ำออกไปไกลพอควร ระดับความลึกหลายท่วมของช่วงตัว ผมยืนพื้นตรงนี้ปลอดภัยกว่า เพราะผมว่ายน้ำไม่เป็น

และราวสิบนาทีทุ่นเบ็ดก็ดำดิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว “มันต้องตัวใหญ่มากแน่ๆ” ผมดึงคันเบ็ดไม้ไผ่จนโก่งงอ และปลามันก็ไม่ยอมง่ายๆ เช่นกัน ถึงตอนนี้ผมควรเรียกใครสักคนมาช่วย แต่ก็ยืนระยะห่างไกลกันเกิน และเพื่อนบางคนก็เริ่มเดินขึ้นฝั่งกันบ้างแล้ว

ไม่นานนัก ผมก็รู้ว่า “ปลาไม่ติดเบ็ด แต่เบ็ดไปติดตอ” ที่อยู่ห่างจากจุดยืนไม่มาก จึงค่อยๆ ก้าวออกจากไป ค่อยๆ หยั่งเท้าก้าวขยับอย่างช้าๆ ไปยังจุดที่เบ็ดติดตออย่างระมัดระวัง มันเป็นวันที่ควรชะตาขาด เท้าของผมขยับผิดจังหวะ จนลื่นไหลไม่แตะพื้น เคว้งคว้างท่ามกลางความลึก ตัวของผมค่อยๆ จมลงอย่างรวดเร็ว ไม่ทันที่จะส่งเสียงร้องเรียกเพื่อน มวลน้ำทะลักเข้าปากคอจมูก ผมพยายามตะโกนให้ดัง กลับได้ยินแต่เสียงสำลักน้ำของตัวเอง

ผมพยายามสุดกำลังชีวิต ชูมือขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ที่อยู่บนฝั่ง บางคนหันมามองทำหน้าแปลกใจ ชี้มือมาทางผม แล้วก็หัวเราะ เพราะเข้าใจว่าผมแกล้งทำเป็นจมน้ำ ผมยังจำรอยยิ้มของเพื่อนที่อยู่บนฝั่งได้แม่นยำ

จนในที่สุด “ผมก็หมดแล้วกับความหวัง”

กับ “เฮือกสุดท้ายที่ยังมีแรง” หากแต่ไม่ใช่เรี่ยวแรงของคนใกล้ตาย แต่เป็นชื่อของเพื่อนสนิทที่มาด้วยกัน “แรง” ช่วยชีวิตผมไว้ไม่ให้จมน้ำ ผมมีชีวิตได้อยู่ต่อจนถึงทุกวันนี้ จาก “ปลายคันเบ็ดของแรง” ที่ยื่นให้ผมคว้ามันไว้ก่อนที่จะสายเกินไป

ถึงตอนนี้ฮีโร่ของผมได้จากโลกนี้ไปแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน จากการจมดิ่งไปกับกระแสความคิด ความรู้สึก และจบชีวิตของตัวเองก่อนวัยอันควร

ความลึกที่ยากจะหยั่งถึง อาจเป็นความคิด ความรู้สึก มันอาจทำให้ผมหรือใครอื่นอีก ดำดิ่งจมลงได้ไม่ยาก จะดีกว่าถ้าลอยตัวจากความคิด และความรู้สึกร้ายๆ และว่ายออกเสียได้จากความลึกที่น่ากลัว และถ้าใครไม่ไหวจะว่าย บทพิสูจน์ของการเป็นเพื่อนที่ดี คงไม่ปล่อยให้เพื่อนต้องจมลงหายไปต่อหน้าต่อตา

ขอบคุณมากมายครับ •

 

เอกภาพ | พิชัย แก้ววิชิต