Calling for the Rain ศิลปะการร่ายรำที่กระตุ้นความตระหนักรู้ ถึงความสำคัญของธรรมชาติ ในมหกรรมศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ 2024

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

Calling for the Rain

ศิลปะการร่ายรำที่กระตุ้นความตระหนักรู้

ถึงความสำคัญของธรรมชาติ ในมหกรรมศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ 2024

 

ในตอนนี้ เราขอเล่าถึงผลงานของศิลปินอีกคนที่เราได้ชมในนิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร ที่เป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60 ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า

คไว สัมนาง (Khvay Samnang) หนึ่งในสุดยอดศิลปินร่วมสมัยชาวกัมพูชาผู้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

เขาจบการศึกษาในสาขาจิตรกรรมจากสถาบัน Royal University of Fine Arts ในกรุงพนมเปญ ที่เขาอาศัยและทำงานอยู่ในปัจจุบัน

สัมนางทำงานศิลปะในหลากสื่อสาขา ทำให้เขาสามารถนำเสนอมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงพิธีกรรมทางวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม ด้วยการใช้สัญลักษณ์และท่วงท่าอันขบขันยั่วล้อในผลงานของเขา ที่นำเสนอผ่านสื่อหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น วิดีโอจัดวาง, ศิลปะการแสดง, ประติมากรรมสื่อผสม ฯลฯ

ผลงานของสัมนางมุ่งเน้นไปที่การสำรวจความเสื่อมโทรมทางมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อระบบนิเวศของลัทธิล่าอาณานิคม และยุคโลกาภิวัตน์

ผลงานของเขาพัฒนาขึ้นจากการค้นคว้าวิจัยและศึกษาข้อมูลและโครงสร้างต่างๆ ในประเด็นที่เขานำเสนออย่างละเอียดลึกซึ้ง

สัมนางเข้าร่วมแสดงผลงานในมหกรรมศิลปะชั้นนำทั่วโลก ทั้งในมหกรรมศิลปะ documenta ครั้งที่ 14 (2017), Taipei Biennial ครั้งที่ 11 (2018), Biennale of Sydney ครั้งที่ 21 (2018), Asia Pacific Triennial of Contemporary Art (APT) ครั้งที่ 8 (2015), IV Moscow International Biennale for Young Art (2014), Singapore Biennale ครั้งที่ 4 (2013) ฯลฯ

ในนิทรรศการครั้งนี้ สัมนางนำเสนอผลงาน Calling for the Rain (2021) วิดีโอจัดวางที่หยิบเอาแรงบันดาลใจจาก มหากาพย์รามายณะ กับนิทานเด็กที่เขาเล่าให้ลูกฟัง และพิธีกรรมบวงสรวงธรรมชาติเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณของชาวพื้นเมือง หลอมรวมเป็นเรื่องราวของสัตว์น้อยใหญ่ในป่า ที่ร่ายรำขอฝน และต่อสู้กับการรุกรานของมังกรไฟ

ซึ่งเปรียบเปรยถึงประเทศมหาอำนาจ ผู้ตัดไม้และทำลายธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ของตน

“ที่ผ่านมา โดยปกติผมมักจะทำงานด้วยตัวเอง เขียนสตอรี่บอร์ดเอง และทำงานศิลปะแสดงสดด้วยร่างกายตัวเอง แต่หลังจากนั้นผมค่อยๆ ร่วมงานกับนักเต้นและนักออกแบบท่าเต้นคนอื่นๆ สำหรับทำงานศิลปะแสดงสดกลางแจ้ง เพราะเมื่อผมเห็นพื้นที่ภูมิทัศน์ธรรมชาติต่างๆ ผมรู้สึกว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นเหมือนเวทีสำหรับผม และถึงแม้ผมจะมีพื้นฐานทางด้านการทำงานจิตรกรรม แต่ผมก็มองว่าทุกสิ่งทุกอย่างคืองานจิตรกรรม ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวร่างกายก็เป็นงานจิตรกรรมประเภทหนึ่ง”

“ผลงานชุดนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Children’s Biennale ที่จัดโดย National Gallery of Singapore ตัวงานได้แรงบันดาลใจจากนิทานที่ผมเล่าให้ลูกฟังก่อนนอน ด้วยความที่ผมเป็นพ่อคน ผมมักดูการ์ตูนกับลูกสาวของผมก่อนนอนทุกคืน และผมก็มักจะสร้างเรื่องราวส่วนตัวสำหรับเล่าให้ลูกสาวของผมฟังก่อนนอน ผมคิดว่าถึงแม้เรื่องนี้จะมีที่มาจากนิทานของเด็ก แต่มันก็ยังเป็นงานของผมอยู่ดี เพราะเวลาผมดูการ์ตูนกับลูก หลายครั้งลูกของผมจะดูเพราะสีสันและความสนุกของการ์ตูน แต่พ่อแม่อย่างเราจะรู้ถึงความหมายเบื้องหลังการ์ตูนเหล่านั้น และหยิบเอาความหมายเหล่านี้มาเล่าให้ลูกฟังอีกครั้ง”

“ผมก็คิดว่าทำไมเราจะไม่มีอิสระในการทำงานแบบเดียวกับเรื่องเล่าของเด็กๆ ได้ล่ะ แต่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบเดียวกับงานในชุดก่อนหน้าของผม ที่มีหน้ากากสิงสาราสัตว์ต่างๆ”

“ด้วยความที่งานของผมมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผมจึงหยิบเอาแรงบันดาลใจจากเทวตำนานอย่าง รามายณะ ในตอน หนุมาน กับ นางสุพรรณมัจฉา ที่หนุมานผู้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดิน ไปตกหลุมรักกับนางเงือกผู้อาศัยอยู่ในน้ำ ที่เป็นเหมือนการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างแผ่นดินกับผืนน้ำในธรรมชาติ และสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่ขึ้นมาคือ มัจฉานุ ลูกชายของทั้งคู่ องค์ประกอบในงานของผมอย่างหนุมาน ซึ่งเป็นลิงที่อาศัยอยู่ในป่า จึงเป็นตัวแทนของป่า ส่วน นางสุพรรณมัจฉา เป็นนางเงือกที่อาศัยอยู่ในน้ำ จึงเป็นตัวแทนของน้ำ”

“ในวิดีโอจัดวาง คุณจะไม่เห็นยักษ์ที่เป็นตัวร้ายของรามายณะอย่างทศกัณฐ์ แต่ในงานของผม ผมเห็นตัวร้ายที่ยิ่งใหญ่กว่าทศกัณฐ์ ก็คือ มังกรไฟ อสุรกายยักษ์ใหญ่ที่บินมาจากทะเลจีนใต้ มารุกรานหมู่บ้านของพวกเขา ชุมชนของเผ่าพันธุ์ลิงและนางเงือกจึงลุกขึ้นมาปกป้องอาณาจักรจฟากการรุกรานของมังกร ด้วยการขนเอาก้อนหินมาวางขวางกั้นแม่น้ำเอาไว้เหมือนเขื่อน”

“แต่หลังจากที่พวกเขาทำเช่นนั้นก็ทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม่น้ำแห้งเหือด คนในหมู่บ้านอดอยากจนแทบล้มประดาตาย”

“เมื่อนั้น ลิงก็ตระหนักได้ว่า เขาต้องใช้เสียงของเขาสื่อสารไปถึงพระเจ้าเพื่ออ้อนวอนขอให้ฝนตกลงมาอีกครั้ง เมื่อลิงทำเช่นนั้น เหล่าสรรพสัตว์ในหมู่บ้านก็ตระหนักว่าพวกเขาต้องลุกขึ้นมาร่วมกันส่งเสียงเชื่อมโยงกันไปให้ถึงพระเจ้าเพื่อเรียกให้ฝนตกลงมา จนกระทั่งมีสายลมพัดพาเอาเมฆครึ้มมาเหนือหมู่บ้าน และทำให้ฝนตกลงมา หลังจากฝนตกลงมา มังกรไฟก็หายสาบสูญไปในที่สุด และหลังจากฝนตกลงมาครั้งใหญ่ ระบบนิเวศของเราก็กลับคืนมา”

“เรื่องราวเหล่านี้คือปรัชญาของผม ที่องค์ประกอบทุกอย่างในธรรมชาติควรต้องมีความสมดุล ไม่ได้มีเพียงแค่มังกรไฟเท่านั้น นี่คือที่มาของชื่อผลงานชุดนี้ว่า Calling for the Rain (พิธีเรียกฝน)”

เมื่อพูดถึงตัวละครมังกรไฟจากทะเลจีนใต้ ทำให้เราอดนึกไม่ได้ว่ามันแฝงนัยยะทางการเมืองถึงประเทศมหาอำนาจแห่งหนึ่งหรือไม่?

“แน่นอน เมื่อเรามองแม่น้ำแม่โขงในปัจจุบันที่สร้างเขื่อนขึ้นมาหลายแห่ง ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เป็นปัญหาทางการเมือง ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย กัมพูชา เวียดนาม หรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่เป็นปัญหาระดับโลก ที่ทุกคนในโลกควรตระหนักถึง ในปัจจุบันกฎหมายระหว่างประเทศถูกละเมิดอย่างรุนแรงมาก เราจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภาวะโลกร้อน นั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ดังนั้น เรื่องที่ผมแสดงออกในงานจึงไม่ได้เป็นแค่นิทานหรือเรื่องเล่าก่อนนอนสำหรับลูกผมเท่านั้น แต่เป็นการแบ่งปันความรู้และการศึกษาของเราให้โลกได้รับรู้และเรียนรู้ว่าเรากำลังทำอะไรผิดพลาดอยู่”

“ผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาพแวดล้อมในโลกของเรา ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราทุกคนอาศัยอยู่ร่วมกัน และสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เราทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน ถึงแม้ตัวละครในผลงานของผมจะเป็นการพูดถึงตัวละครที่มาจากพื้นเพที่แตกต่างกัน”

“ตัวละครหนึ่งคือลิง ส่วนอีกตัวละครคือนางเงือก แต่สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันคือ ‘ความรัก’ นั่นเอง”

นอกจากการเคลื่อนไหวร่างกายในผลงานวิดีโอแสดงสดแล้ว องค์ประกอบอันโดดเด่นอีกอย่างก็คือหน้ากากสรรพสัตว์ต่างๆ ที่นอกจากเหล่าบรรดาตัวละครนักเต้นจะสวมใส่ในยามร่ายรำในการแสดงแล้ว ยังถูกจัดแสดงในฐานะผลงานประติมากรรมสื่อผสมในห้องแสดงงานอีกด้วย

“ในปี 2015-2016 ผมเคยเข้าไปทำงานในชุมชนที่มีชื่อเรียกว่า จอง (Chong) ที่อาศัยอยู่ในกัมพูชาตอนใต้ ใกล้กับประเทศไทย ที่เป็นเขตป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

“ในช่วงเวลานั้นกำลังมีการวางแผนการสร้างเขื่อนในชุมชน และคนในชุมชนนั้นก็ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องป่าของพวกเขา”

“พอได้ยินข่าวนี้ ผมก็เดินทางไปที่นั่นทันที เพราะในฐานะศิลปิน ถ้าที่ไหนเกิดปัญหา ผมจะไปที่นั่น”

“หลังจากไปถึงที่นั่น ผมได้เรียนรู้สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมมาก ว่าในแต่ละครอบครัวในชุมชนนี้นับถือและศรัทธาสัตว์ชนิดต่างๆ ในป่า ผมสงสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น พวกเขาเล่าให้ผมฟังว่า เพราะพวกเขาเป็นคนรุ่นเก่าแก่ที่อาศัยอยู่ในป่ามาเนิ่นนานแล้ว และพวกเขาก็ดำรงชีวิตรอดมาด้วยสัตว์ต่างๆ ในป่า”

“บางครั้งเมื่อเขาเข้าไปในป่าและหลงทาง กลับบ้านไม่ถูก หรือไม่สามารถหาแหล่งน้ำได้ แต่เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงนกร้อง หรือเห็นรอยเท้าของสัตว์ในป่า พวกเขาเชื่อว่าสัตว์ต่างๆ ในป่าช่วยนำพาเขาให้ไปถูกทาง หรือนำทางไปหาแหล่งน้ำที่พวกเขาต้องการ”

“หลังจากนั้น เมื่อพวกเขากลับไปถึงบ้าน พวกเขาก็สวดภาวนาให้แก่สัตว์เหล่านี้ และสั่งสอนกันต่อๆ กันไปว่าให้นับถือสัตว์ต่างๆ ในป่า ไม่ว่าจะเป็นกระต่าย, กวาง, นกยูง ฯลฯ”

“สิ่งนี้ทำให้คนเมืองอย่างผมตระหนักว่า ผู้คนเหล่านี้อยู่รอดด้วยธรรมชาติ พวกเขาถึงนับถือธรรมชาติ”

“ในขณะที่มนุษย์ทุกวันนี้สูญเสียความเคารพนับถือต่อธรรมชาติกันแล้ว ผมจึงกลับมาทำหน้ากากสัตว์ต่างๆ ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ที่ชุมชนนี้ใช้ในการทำกับดักปลามาแต่ดั้งเดิม และนำหน้ากากเหล่านี้มาใช้ผลงานของผม”

เมื่อได้ชมผลงานชุดนี้ของสัมนางแล้ว ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า งานศิลปะ โดยเฉพาะงานศิลปะร่วมสมัย ไม่ได้เป็นแค่ภาพวาดประดับผนังสวยๆ ไว้ให้คนดูชมเพื่อความเพลิดเพลินเจริญตาแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ศิลปะยังสามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมในช่วงเวลาวิกฤตสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ได้ด้วยเหมือนกัน

นิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร จัดแสดงในมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60 ณ พื้นที่แสดงงาน Palazzo Smith Mangilli Valmarana ในเมืองเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน-24 พฤศจิกายน 2567

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook และ Instagram : Bkkartbiennale

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากศิลปิน มูลนิธิบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่, Arina Matvee และอมรินทร์ •

 

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์