ครั่ง (2)

ญาดา อารัมภีร

“พรรณพฤกษา” เป็นแบบเรียนสอนภาษาไทยยุคแรกเริ่มปฏิรูปการศึกษาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่งขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกหัดอ่านเพิ่มเติมจากแบบเรียนหลวง 5 เล่ม ช่วยให้จำเนื้อหาแม่นยำ ทั้งยังปลูกฝังความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติหลากหลายในเมืองไทยไปพร้อมๆ กัน อาทิ กล้วยสารพัดพันธุ์ หนึ่งในจำนวนนั้น คือ ‘กล้วยครั่ง’

“กล้วยครั่งดุจครั่งย้อมศี แดงจัดรูจี

ทั้งหวีทั้งเครือเจือแดง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

กล้วยชนิดนี้คุณย่าเคยเล่าให้ผู้เขียนฟัง มีสีสันตามที่กวีบรรยายไว้ข้างต้นไม่ผิดเพี้ยน ที่ได้ชื่อว่า ‘กล้วยครั่ง’ เพราะตั้งชื่อตามสีกล้วยนั่นเอง เนื่องจากมีสีแดงสดเหมือนสีครั่ง

“อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ ให้คำจำกัดความคำว่า ‘กล้วยครั่ง’ ดังนี้

“กล้วยครั่ง, กล้วยอย่างหนึ่ง, ผลนั้นศีแดงเหมือนน้ำครั่ง สุกกินดี” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

 

สีแดงสดของครั่งโดดเด่นเป็นที่ประทับใจ กวีสมัยรัตนโกสินทร์จึงนำเอาสีดังกล่าวมาบรรยายลักษณะพิเศษของตัวละครในนิทานคำกลอนเรื่อง “พระอภัยมณี” ตอนที่สุดสาครต้อนรับสินสมุทร พี่ชายต่างมารดา ผู้มีดวงตาแดงจัดเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

“ความดีใจไปรับที่พลับพลา เห็นเชษฐาลงจากรถบทจร

สมสังเกตเนตรแดงดังแสงครั่ง มีเขี้ยวปลั่งเปล่งจำรัสประภัสสร”

นอกจากนี้ พระกาฬ พระเทพารักษ์ที่นางละเวงตั้งศาลบวงสรวงสังเวยเชิญมาสิงอยู่ที่ศาลเพื่อคอยปราบปรามผีปีศาจและ ‘ช่วยคุ้มครองชนชาติราษฎร ให้ถาวรทั่วทั้งเกาะลังกา’ ทันทีที่นางละเวงกับลูกเลี้ยงทั้งสอง คือ นางยุพาผกา และสุลาลีวัน ฟ้อนรำสังเวย แล้วเอาเหล้าสาดที่ศาล จุดธูปเทียนบูชาและโห่ร้องพร้อมๆ กัน พระกาฬก็ปรากฏ ตัวแดงดังแสงครั่ง หน้าเหมือนลิง

“ให้จุดเทียนเวียนโห่เป็นโกลา พอเสียงฟ้าฟาดเปรื่องกระเดื่องดัง

เป็นแสงรุ้งพลุ่งสว่างขึ้นกลางศาล เห็นพระกาฬกายแดงดังแสงครั่ง

รับสังเวยเนยนมขนมปัง ทั้งหน้าหลังลักษณาเหมือนวานร”

 

ยามที่ตัวละครโกรธจัด กวีก็เปรียบดวงตากับแสงครั่ง มองเห็นภาพโกรธจนตาแดงก่ำ ดังกรณีของแสนตรีเพชรกล้าในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ถูกพลายงาม คู่ต่อสู้รุ่นเยาว์กว่าหลานท้าทายอย่างไม่กลัวเกรง

“ถ้าไม่ดีที่ไหนใครจะมา จะขอลองวิชากับตาแก่

ให้ปรากฏฤทธีว่าดีแท้ ฤาเป็นแต่ปากกล้ากว่าฝีมือ

ขออภัยอย่าเพ่อให้ถึงบิดา แต่ลูกยาท่านจะชนะหรือ

มาลองดูสักหนให้คนลือ จะปลกเปลี้ยเสียชื่อดอกกระมัง”

แสนตรีเพชรกล้า ขุนศึกรุ่นปู่รุ่นตา ถึงกับ ‘เสียศูนย์’ ในบัดดล

“ครานั้นแสนตรีเพชรกล้า โกรธาตาแดงดังแสงครั่ง

เหม่อ้ายนี่หนักหนาว่าไม่ฟัง มาโอหังอวดรู้สู้สงคราม

เท้ากระทืบกระทบโกลนโผนผก มุ่นหมกขับคว้างมากลางสนาม

ท่วงทีขี่ม้าสง่างาม ร่ำง้าวก้าวตามกระบวนทวน”

 

การที่กวีนำสีแดงสดของครั่งมาใช้ในการเปรียบเทียบเป็นระยะๆ เท่ากับบอกกลายๆ ให้รู้ว่า ‘ครั่ง’ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยในอดีตไม่ว่าจะเป็นสมัยรัตนโกสินทร์หรือย้อนไปไกลกว่านั้น โดยเฉพาะสมัยกรุงศรีอยุธยา เราจะเห็นได้ว่าการค้าขายครั่งมีอยู่ทั่วไปทั้งภายในและภายนอกประเทศ

“คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” เอกสารจากหอหลวง เล่าถึงการค้าขายบริเวณนอกกรุงศรีอยุธยาไว้ว่า ‘ครั่ง’ เป็นหนึ่งในสินค้าที่รวบรวมมาจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจากประเทศเขมร บรรทุกสินค้ามาทางน้ำและทางบกโดยใช้เรือและเกวียนเป็นพาหนะ

“อนึ่ง เรือระแหงแขวงเมืองตาก แลเรือหางเหยี่ยวเมืองเพชรบูรณ์นายมบรรทุกครั่งกำยานเหลกหางกุ้ง เหลกล่มเลยเหลกน้ำภี้ ใต้หวายชันน้ำมันยาง ยาสูบ เฃาหนัง หน่องาสรรพสินค้าตามเพศบ้านเพศเมือง มาจอดเรือฃายตามแถวปากคลองสวนพลู

อนึ่ง ที่บ้านศาลาเกวียนนั้นมีศาลาใหญ่ห้าห้องสองหลังสำหรับเกวียนเมืองนครราชสีหมาแลเมืองพระตะบองมาจอดที่ศาลานั้น ในระดูเดือนสามเดือนสี่ ต่างแลเกวียนเมืองนครราชสีหมาบันทุกสินค้าต่างๆ คือ น้ำรักขี้ผึ้งปีกนก ผ้าตรางผ้าสายบัวสี่คืบน่าเกบทอง แลผ้าตาบัวปอกตาเลดงา แลหนังเนื้อ เอนเนื้อ เนื้อแผ่น ครั่ง ไหม กำยาน ดีบุก หน่องาของป่าต่างๆ เกวียนเมืองพระตะบอง พวกเขมรบันทุกลูกเร่วกระวานไหมกำยาน ครั่งดีบุกหน่องาแลผ้าปูมแพรญวนทองพราย พลอยแดงแลสินค้าต่างๆ ตามอย่างเมืองเขมร พวกโคราชแลพวกเขมรเอาสินค้ามาฃายที่ศาลาเกวียน”

(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

 

นอกจากการค้าขายครั่งภายในประเทศ ไทยยังมีครั่งเป็นสินค้าส่งออกอีกด้วย ดังที่หนังสือเรื่อง “หนังกวาง ไม้ฝาง ช้าง ของป่า : การค้าอยุธยาสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓” ของ ดร.วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ (สำนักพิมพ์เมืองโบราณ) บันทึกตารางแสดงรายการสินค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาจากสำนักงานที่กรุงศรีอยุธยาส่งไปญี่ปุ่นในแต่ละปีโดยเฉลี่ย ระหว่าง พ.ศ.๒๑๗๖-๒๒๐๖ และระหว่าง พ.ศ.๒๒๐๗-๒๒๓๗ ว่าหนึ่งในรายการสินค้า คือ ‘ครั่ง’ มีปริมาณส่งออกต่อปี ช่วงแรกเป็นจำนวน ๓,๑๖๓ หาบ มากกว่าช่วงหลังซึ่งมีเพียงจำนวน ๑๘๑ หาบ หลายเท่าเลยทีเดียว

หนังสือเล่มเดียวกันนี้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ ‘ส่วย’ หรือสิ่งของพื้นเมืองที่เมืองหลวงเรียกเก็บจากหัวเมืองเป็นประจำทุกปี หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ‘ครั่ง’ นี่เอง

“ในช่วงก่อนเสียกรุงศรีอยุธยานั้น ส่วยที่ผูกขาดเป็นสินค้าส่งออกมีอยู่ ๙ ชนิด คือ งาช้าง ฝาง ตะกั่วนม (ตะกั่วอ่อน) ไม้ดำ ไม้แดง ชัน รัก จันทน์ชะมด และครั่ง องค์กรพระคลังสินค้ากำหนดให้ส่งส่วยทั้ง ๙ ชนิดนี้ ให้แก่พระคลังสินค้าเพื่อนำออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ”

การค้าขายครั่งสมัยอยุธยา ยังสืบทอดมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ติดตามฉบับหน้า •

 

จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร