ยิ้มทั้งน้ำตา ไปกับเพลงรัก ในหนังเรื่อง Once

ก่อนที่ Lost Stars เพลงประกอบหนังเรื่อง Begin Again ที่จะได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปี 2014 และหนังเรื่อง Sing Street จะได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำในสาขาภาพยนตร์ประเภทเพลงและตลกยอดเยี่ยมในปี 2017

จอห์น คาร์นีย์ ผู้กำกับฯ, นักเขียนบทหนังและนักแต่งเพลงชาวไอริชได้ฝากผลงานการทำหนังอินดี้ทุนต่ำเอาไว้เรื่องหนึ่งในปี 2003 และได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในทุกๆ ด้าน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงประกอบภาพยนตร์ หนังเรื่องนั้นมีชื่อสั้นๆ ว่า Once

จอห์น คาร์นีย์ เคยเป็นมือเบสของวงไอริชร็อกที่มีชื่อว่า The Frames ซึ่งนักร้องนำและมือกีตาร์ของวงนี้ก็คือ เกลน แฮนซาร์ด

เขาได้ชักชวนให้ เกลน มานำแสดงในหนังเรื่อง Once พร้อมควบตำแหน่งทำเพลงประกอบหนังให้ด้วย

หลังจากที่นักแสดงชื่อดัง คิลเลียน เมอร์ฟีย์ (ที่เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง Oppenheimer) ได้ขอถอนตัวจากโปรเจ็กต์ทั้งในฐานะนักแสดงนำและโปรดิวเซอร์ เพราะไม่มั่นใจว่าจะประชันบทบาทกับ มาร์เกตา เออโกลวา นางเอกที่ในตอนนั้นมีอายุแค่ 17 ปีได้

เมื่อ คิลเลียน ถอนตัวไปพร้อมกับทีมงาน เกลน จึงจำเป็นต้องมาสวมบทนำแทน ส่วนทุนสร้างของหนังก็นับว่าน้อยมากๆ เพราะอยู่ที่ 1 แสนยูโรนิดๆ เท่านั้นซึ่งถือว่าน้อยมาก

 

Once เล่าเรื่องของชายหนุ่มนักดนตรี (Guy) เปิดหมวกชาวไอริชที่พบกับหญิงสาวชาวเชก (Girl) ซึ่งบังเอิญเธอก็เป็นนักดนตรีเหมือนกัน จากที่เป็นแค่คนรู้จักทั้งคู่ค่อยๆ สานสัมพันธ์ที่ทำให้แต่ละฝ่ายคลิกเข้ากันได้ด้วยภาษาดนตรี

ผู้ชมรับรู้พร้อมๆ กับหญิงสาวว่าฝ่ายชายอกหักเพราะถูกหญิงสาวคนรักนอกใจและทิ้งเขาไป ซึ่งเป็นที่มาของเพลง Broken Hearted Hoover Fixer Sucker Guy ที่เขาแต่งและร้องให้เธอฟังแบบสดๆ ในขณะที่ทั้งคู่นั่งอยู่บนรถเมล์

ในขณะที่ผู้ชมเอาใจช่วยให้ทั้งคู่สมหวังในความรัก แต่ความหวังของผู้ชมก็ได้อันตรธานหายไป หลังจากที่หนังได้เฉลยว่าฝ่ายหญิงมีทั้งสามีและลูกสาวแล้ว

ซึ่งก็ทำให้ชายหนุ่มนักดนตรีที่พร้อมจะลบภาพความรักในอดีตตกอยู่ในสภาวะจะกลับตัวก็ไม่ได้จะเดินต่อไปก็ไปไม่ถึง

แต่ถึงจะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่อุ้มชูความสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้มีความพิเศษและตราตรึงความรู้สึกของผู้ชมก็คือ บทเพลงที่ทั้งคู่แต่งร่วมกัน

บทเพลงในหนังเรื่อง Once ไม่ได้เพียงทำหน้าที่สานอารมณ์ความรู้สึกร่วมระหว่างตัวละครกับผู้ชมให้เป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้น

แต่มันยังทำหน้าที่เล่าเรื่องได้อย่างมีชั้นเชิงอีกด้วย ซึ่งเป็นภาษาหนังที่ถือเป็นลายเซ็นที่ชัดเจนในหนังของ จอห์น คาร์นีย์ ทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องนี้ โดย Lies เป็นเพลงที่ใคร่ครวญถึงหลากหลายเหตุผลที่ทำให้ใครสักคนจะลาจากเราไป แต่ไม่มีสิ่งใดที่จะเจ็บปวดเท่ากับคำหลอกหลวงที่คนที่คิดว่ารักเราจริงๆ เสแสร้งแกล้งทำมาโดยตลอด

ฉากที่หนุ่มไอริชร้องเพลง Lies พร้อมกับเปิดคลิปวิดีโออดีตคนรักเก่าที่เคยใช้ช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันถือเป็นฉากที่ร้าวรานและสะเทือนอารมณ์มากฉากหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายแต่แยบยลทางความคิดสร้างสรรค์

ฉากนี้ทั้งสั่นคลอนความรู้สึกและสร้างความเข้มแข็งให้ทั้งกับผู้ชมและชายหนุ่มในเวลาเดียวกัน

If You Want Me เพลงที่หญิงสาวแต่งเนื้อร้องให้เข้ากับทำนองที่ชายหนุ่มแต่งไว้ให้ เพลงนี้ความหมายซ่อนเร้นอยู่พอสมควร เนื้อหาของเพลงเพลงนี้พูดถึงความปรารถนา, ความทรงจำ, ความสับสน และมั่นคงในความสัมพันธ์ที่คู่รักทุกคู่ต่างก็ต้องการ สามสิ่งนี้สอดผสานกันอยู่ในเนื้อเพลงที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “Are you really here or am I dreaming? I can’t tell dreams from truth” (คุณอยู่ตรงนี้จริงๆ หรือฉันเพียงแค่ฝันไป? เพราะฉันไม่สามารถเล่าความฝันจากความจริงได้) และในช่วงกลางเพลงสิ่งที่เข้ามาสร้างรอยร้าวในความรักให้เพิ่มมากขึ้นไปอีกก็คือ ระยะทางและความทรงจำที่รางเลือน

เพลงนี้อาจจะหมายถึงหนุ่มชาวไอริชที่เริ่มเข้ามาสร้างความสับสนภายในหัวใจของหญิงสาวก็ได้ เธอมีความปรารถนาอย่างลึกซึ้งภายในใจแต่ก็มีกำแพงตั้งตระหง่านที่ขวางไม่ให้เธอทำตามความรู้สึกของตัวเองได้

แต่ในภายหลังเมื่อผู้ชมรู้ว่าเธอมีลูกและมีสามีแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ว่าเธอแต่งเพลงนี้เพราะคิดถึงสามีที่อยู่ห่างไกลและปรารถนาที่จะได้พบกับเขาอีก

เพลงนี้พูดถึงเส้นแบ่งที่รางเลือนระหว่างความฝันกับความจริง “I Can hardly remember your face anymore. When I get really lonely and the distance causes our silence”

เป็นท่อนที่เปิดโอกาสให้ได้ตีความอย่างอิสระ เพราะมันอาจจะสื่อถึงสามีของเธอที่เธอจำหน้าแทบไม่ได้แล้ว หรือหนุ่มไอริชที่ถึงแม้ว่าจะอยู่ใกล้แต่ก็ดูเหมือนจะไกลกันเหลือเกิน

 

ฉากที่อยู่ในความทรงจำของผู้ชมที่รักหนังเรื่องนี้มากที่สุดฉากหนึ่งอยู่ในฉากที่หนุ่มไอริชถามหญิงสาวชาวเชกว่า “คุณยังรักสามีของคุณอยู่ไหม?” แทนที่หญิงสาวจะตอบคำถามนั้นตรงๆ เธอตอบกลับมาเพียงสั้นๆ เป็นภาษาเชกว่า “Miluju tebe” ที่แปลว่า “ฉันรักคุณ”

เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Once ล้วนแล้วแต่ไพเราะและเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความเรียบง่ายอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นเพลง When You Mind’s Made Up, Fallen from the Sky, The Hill, Leave, All the Way Down, Once และ Say It To Me Now แต่เพลงที่นับว่าโดดเด่นและดึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมให้ดำดิ่งเข้าสู่ภวังค์ได้มากที่สุดคือเพลง Falling Slowly

ชายหนุ่มเล่นกีตาร์และร้องเพลงนี้เป็นครั้งแรกในร้านขายเครื่องดนตรี เขาบอกโน้ตคร่าวๆ ให้หญิงสาวเล่นเปียโนเพื่อสร้างทำนองให้สวยงามมากขึ้น

เพลงนี้เผยความรู้สึกที่อาจจะลงลึกไปยังจิตใต้สำนึกของชายหนุ่ม เพราะเนื้อหาของบทเพลงได้แฝงความนัยซ่อนเร้นเอาไว้ในแทบทุกตัวอักษรเลยทีเดียว การแปลและตีความเพลงเพลงนี้เพื่อให้ความหมายอย่างครอบคลุมอาจจะต้องใช้พื้นที่หน้ากระดาษพอสมควร

แต่ก็พอที่จะสรุปอย่างรวบรัดถึงหัวใจสำคัญของเพลงได้ดังนี้

 

Falling Slowly เป็นเพลงที่พูดถึงช่วงเวลาของชีวิตที่กำลังจะพังทลายลงมาจากความไม่แน่นอนของสรรพสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักและการตกหลุมรักใครสักคน

ก้าวแรกของความรักมักสวยงาม แต่บนเส้นทางแห่งความรักที่ไม่แน่นอนนี้ ก้าวย่างที่เคยเดินคู่กันไปอย่างพร้อมเพรียงจะค่อยๆ ลดลงจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก้าวตามไม่ทันเพราะรอยร้าวในความสัมพันธ์ มารู้ตัวอีกทีจากคนที่เคยอยู่เคียงข้างกลับกลายเป็นคนที่ห่างเหินกันไปและคงจะต้องลาจากกันไปในที่สุดเสียแล้ว

จากความรักที่เป็นเหมือนเรือที่ลิ่วลอยบนสายน้ำไปตามธรรมชาติ กลายเป็นเรือที่กำลังจะจมดิ่งสู่ใต้ผืนน้ำ แต่ในเมื่อเรือยังไม่จมถึงแม้จะปริ่มๆ และใกล้อับปางลงกลางแม่น้ำหรือมหาสมุทรแล้วก็ตาม “หากยังมีความหวังที่มากพอ” ความรักที่ใกล้สูญสลายนี้ก็ยังมีเวลาพอที่จะแล่นไปถึงฝั่งได้ แต่การตกหลุมรักนั้นถ้าหากไปด้วยกันไม่ได้เพราะไม่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมฉันใด ก็เปรียบได้กับเรือที่ไม่สามารถแล่นไปข้างหน้าด้วยการฝ่าแรงพายุที่ส่งแรงต้านใบเรือได้ฉันนั้น โดยความลึกซึ้งและความไพเราะอย่างบาดลึกเข้าถึงกลางใจทำให้เพลง Falling Slowly คว้ารางวัลออสการ์มาครองได้

Once เป็นหนังรักของคนยากไร้ เป็นโศกนาฏกรรมความรักที่อิ่มเอมด้วยความสุขเมื่อมันเดินทางมาถึงบทสรุปในตอนจบของเรื่อง คล้ายๆ กับหนังรักรันทดของ ชาร์ลี แชปลิน อย่าง City Lights หรือ Modern Times คงไม่มีใครลืมฉากจบของ Once ที่ทำให้ผู้ชมยิ้มทั้งน้ำตาได้ และนี่คือหนึ่งในฉากที่จะประทับอยู่ในความทรงจำของผู้ชมอีกนานแสนนาน

ส่วนใครที่ยังไม่เคยได้ดูหนังเรื่องนี้มาก่อน โอกาสนั้นมาถึงแล้ว เพราะ Once ได้เตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ของ Doc Club & Pub โดยจะเริ่มฉายตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมเป็นต้นไป