BRN หลัง JCPP! จุดเปลี่ยนสถานการณ์ใต้

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

 

BRN หลัง JCPP!

จุดเปลี่ยนสถานการณ์ใต้

 

“การเน้นหนักไปในทางการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะละทิ้งการต่อสู้ในรูปแบบอื่นๆ ได้ ตรงกันข้าม ถ้าปราศจากการประสานซึ่งกันและกันของการต่อสู้ในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือไปจากการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธแล้ว การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธก็ไม่อาจจะได้รับชัยชนะ…”

ประธานเหมาเจ๋อตง

 

บทความนี้อยากจะขอเริ่มต้นด้วยข้อสังเกตพื้นฐานว่า สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเดินมาถึง “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญอีกวาระหนึ่ง โดยมีปัจจัยหลัก 4 ประการในเบื้องต้นเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อน

ประการแรก เราอาจต้องยอมรับว่าหลังจากมีการประกาศถึงสิ่งที่อาจจะเรียกว่า “แผนสันติภาพภาคใต้” ในชื่อที่เรียกกันโดยทั่วไปในสื่อว่า “JCPP” แล้วนั้น เหตุการณ์ต่างๆ ดูจะเปลี่ยนไปมาก จนอาจต้องถือว่าการปรากฏตัวของ JCPP เป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดเส้นเวลา จนทำให้เกิด “สถานการณ์ภาคใต้ชุดใหม่” หรือที่อาจเรียกว่า “สถานการณ์ภาคใต้หลัง JCPP”

เพราะหลังจากการเปิดตัวของเอกสารฉบับนี้แล้ว เราเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ที่ตามมา

ประการที่สอง การเกิดสถานการณ์ชุดใหม่เช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลของปัจจัย JCPP ดังที่กล่าวแล้ว แต่ในอีกส่วนยังเป็นผลจากบทบาทของ “BRN” ในฐานะของกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งกลุ่มได้แสดงบทบาทเป็นขบวนนำในการต่อต้านรัฐไทยในภาคใต้ เพราะกลุ่มนี้เองก็มีบทบาทโดยตรงที่ทำให้เกิดสถานการณ์ใหม่เช่นกันด้วย

ประการที่สาม สถานการณ์เช่นนี้ยังเป็นผลของการ “ขยายแนวร่วม” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเอาชนะรัฐในสงครามก่อความไม่สงบ เพราะแนวร่วมเช่นนี้จะเป็นตัวแสดงทางการเมืองอีกส่วน ที่ไม่เพียงแต่ใช้ในการกดดันรัฐเท่านั้น หากยังใช้เป็น “ตัวช่วย” ที่สำคัญของการรุกทางการเมือง

การรุกเช่นนี้จะเกิดไม่ได้เลยโดยปราศจากแรงสนับสนุนของกลุ่มแนวร่วม และกลุ่มแนวร่วมที่มีท่าทีสนับสนุน BRN มีความชัดเจนที่ไม่เพียงปฏิเสธรัฐไทยเท่านั้น หากยังเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกับฝ่ายต่อต้านรัฐ และสนับสนุน JCPP

ประการที่สี่ ปัญหาความไม่ชัดเจนของฝ่ายรัฐเอง โดยเฉพาะในบริบททางยุทธศาสตร์ ประกอบกับบุคลากรบางส่วนในกลไกรัฐ และในโครงสร้างการเมืองของฝ่ายรัฐ มีท่าทีโน้มเอียงไปในทางที่สนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐ ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนของฝ่ายรัฐประสบปัญหาในตัวเอง แม้รัฐจะมีกำลังที่สูงกว่าในพื้นที่ แต่มิใช่ปัจจัยที่สร้างอำนาจทางการเมืองให้แก่ฝ่ายรัฐได้จริง

 

สถานการณ์ชุดใหม่ในภาคใต้

ด้วยปัจจัย 4 ประการเช่นนี้ เราอาจยอมรับว่าสถานการณ์ในภาคใต้กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งแล้ว ดังนั้น บทความจะนำเอาภาพของความเปลี่ยนแปลงของภาคใต้ชุดใหม่ โดยเน้นที่บทบาทของ BRN มาเป็นข้อพิจารณาหลัก ซึ่งมีประเด็นต่างๆ ดังนี้

1) การขับเคลื่อนของขบวนการต่อต้านการก่อความไม่สงบในพื้นที่ มีทิศทางของการรุกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิด “การรุกทางการเมือง” อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากจัดลำดับเหตุการณ์นับจากการเปิดประเด็นผ่านเอกสาร JCPP ในสื่อแล้ว การรุกของฝ่ายต่อต้านรัฐดูจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนเสมือนในอีกมุมหนึ่ง ฝ่ายรัฐดูจะยังขยับตัวไม่ออกกับงานการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่าใดนัก

อันมีนัยว่า รัฐไทยกำลังถูกกดดันไม่หยุด

2) การรุกทางการเมืองของขบวนการติดอาวุธ ที่มีนัยหมายถึง กลุ่ม “BRN” ซึ่งประกาศตัวและมีสถานะเป็นคู่เจรจาของรัฐไทยบนโต๊ะเจรจา จึงเท่ากับว่านับจากนี้ กลุ่มดังกล่าวจะต้องถือเป็น “ภัยคุกคามหลัก” ในฐานะของการเป็นขบวนการติดอาวุธหลัก ที่เป็นผู้ก่อเหตุในพื้นที่สามจังหวัด

ดังนั้น ฝ่ายรัฐจึงควรเปิดให้สังคมทั้งภายในและภายนอกรับรู้ร่วมกันว่า BRN คือ ผู้ก่อเหตุร้าย

3) สงครามก่อความไม่สงบที่ดำเนินสู่ปีที่ 21 สะท้อนให้เห็นว่า การเอาชนะด้วย “มาตรการทางทหาร” ของขบวนการติดอาวุธไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร พวกเขาอาจก่อความเสียหายในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการใช้ “การก่อการร้าย” เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความกลัวในพื้นที่ ซึ่งการสร้างความกลัวเช่นนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของกลุ่มก่อการร้ายทั่วโลก

หรืออีกนัยหนึ่งคือการสร้างความกลัวเพื่อให้มวลชนในพื้นที่ไม่กล้าคัดค้าน และในอีกด้านคือ การข่มขวัญเจ้าหน้าที่รัฐให้เกิดความกลัว

 

4) การรุกทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้ขบวนการติดอาวุธสามารถเปิด “แนวรบทางการเมือง” ในหลากหลายรูปแบบ อันเท่ากับเป็นสัญญาณที่ชัดมากขึ้น พวกเขามุ่งเน้นการ “เอาชนะทางการเมือง” มากขึ้น เพื่อทำลายความชอบธรรมของรัฐไทย

เพราะเมื่อใดก็ตามที่รัฐสูญเสียความชอบธรรมในสงครามก่อความไม่สงบ รัฐนั้นจะไม่ได้รับการยอมรับจากมวลชน และนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด

5) แนวรบทางการเมืองของขบวนการติดอาวุธ เชื่อมต่อกับเงื่อนไขของการเมืองไทยใน “ระบบเปิด” หลังการเลือกตั้ง 2566 ได้อย่างลงตัว และการเมืองในระบบเปิดของไทยกลายเป็นเงื่อนไขอย่างดีที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะการชูประเด็นการ “ถูกรังแกจากรัฐ” และปัญหาการ “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” ซึ่งเป็นประเด็นที่ขายได้ง่ายในเวทีสาธารณะ และประเด็นเหล่านี้ในบางส่วนก็ถูกสร้างขึ้น เพื่อให้เกิดภาพลบต่อรัฐในสายตาของคนในพื้นที่ และในสายตาของสากล

6) แนวรบทางการเมืองของขบวนการติดอาวุธเช่นนี้ เป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองโดยตรง ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของอำนาจโดยไม่จำเป็นต้องใช้กลไกทางทหาร ในอีกด้านหนึ่ง ปัจจัยเช่นนี้ทำให้ปีกการเมืองของขบวนการติดอาวุธที่เคลื่อนไหวในเวทีเปิด สามารถขยาย “พื้นที่ทางการเมือง” ได้มากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน (เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่เดิมก่อนการเลือกตั้ง 2566) โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ผ่าน “องค์กรเอกชน” ทั้งในและนอกประเทศ ตลอดรวมถึงเปิดผ่าน “องค์กรในภาคการเมือง” ของระบบรัฐสภา

7) การขยายพื้นที่ทางการเมืองสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จใน “งานแนวร่วม” โดยเฉพาะแนวร่วมที่ดำรงอยู่ในโครงสร้างของระบบการเมืองไทยเอง

หรือในอีกด้านหนึ่งคือ ขบวนการติดอาวุธนี้สามารถขยายแนวร่วมได้อย่างมากหลังเลือกตั้ง 2566 และแนวร่วมเหล่านี้แสดงบทบาทอย่างชัดเจนในการเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกดดันรัฐบาล

ในอีกทาง กลไกแนวร่วมเช่นนี้ยังใช้ในการกดดันข้าราชการ และหน่วยปฏิบัติในพื้นที่อีกด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่นั้น ไม่มีทางที่ทาน “แรงกด” ของอำนาจจากองค์กรแนวร่วมของฝ่ายต่อต้านรัฐ ที่มาในรูปแบบต่างๆ ได้เลย

 

8) แนวร่วมที่สำคัญของขบวนการติดอาวุธในสงครามก่อความไม่สงบ/สงครามก่อการร้ายทั่วโลกคือ การสร้าง “แนวร่วมในเวทีสากล” ดังจะเห็นได้ว่า JCPP ที่ทางกลุ่ม BRN นำมาใช้ในการกดดันรัฐไทยโดยผ่านกระบวนการเจรจา เป็นผลผลิตด้วยการนำเข้าจากเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์

หรือที่กล่าวกันว่า ข้อเสนอ JCPP เป็นผลผลิตจากองค์กรเอกชนจากประเทศดังกล่าว ซึ่งมิได้มีนัยว่ารัฐไทยควรขับไล่องค์กรเหล่านี้ออกนอกประเทศ เช่นในแบบที่ผู้นำจีนและรัสเซียดำเนินการ เพราะในความเป็นจริงแล้ว รัฐไทยไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะกระทำการในลักษณะเช่นนั้นได้ สภาวะเช่นนี้จึงเป็นภาพสะท้อนถึง “สงครามแนวร่วมในสากล” ที่รัฐไทยจะต้องตระหนักไว้เสมอ

9) ในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เชื่อว่ารัฐบาลของประเทศทั้งสองไม่มีส่วนในการให้ความสนับสนุนต่อขบวนการติดอาวุธในภาคใต้อย่างแน่นอน อีกทั้งโดยหลักการแล้ว เชื่อว่ารัฐบาลของยุโรปไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะให้การสนับสนุนต่อการก่อความไม่สงบหรือการก่อร้ายในไทยอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลในยุโรปล้วนมีท่าทีที่ชัดเจนในการต่อต้านการก่อการร้ายของกลุ่มติดอาวุธ ดังเช่นที่รัฐเหล่านี้ล้วนเผชิญกับปัญหานี้ เช่น การก่อการร้ายในเยอรมนีหรือในฝรั่งเศส เป็นต้น

10) ในสภาวะเช่นนี้ การเจรจาระหว่างผู้แทนของรัฐไทยและผู้แทนของ BRN จึงเป็น “สงครามการเมือง” ในตัวเอง การช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองในส่วนหนึ่งคือ การกดดันให้ผู้แทนของรัฐไทยยอมรับผลผลิตจากเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะการกดดันผ่านกลไกแนวร่วมทั้ง “บนโต๊ะ-ใต้โต๊ะ” เจรจา

ฉะนั้น รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับปัญหาสงครามการเมืองของโต๊ะเจรจา และต้องตระหนักอย่างมากว่า

จุดสุดท้ายของชัยชนะในสงครามก่อความไม่สงบอยู่บนโต๊ะเจรจา ไม่ใช่อยู่ในสนามรบเช่นที่ผู้นำทหารบางส่วนหรือบรรดา “สายเหยี่ยว” คิดด้วยความไร้เดียงสา

 

11) น่าสนใจอย่างมากว่า ผู้นำรัฐบาลชุดก่อน “รับรู้” เพียงใดต่อการดำเนินการที่เยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ ถ้ารับรู้แล้ว เขาได้ให้การรับรองต่อผลเช่นนั้นอย่างไร และมีคำถามตามมาในอีกส่วนว่า JCPP ที่เกิดจากการดำเนินการของคณะผู้เจรจาชุดก่อนมีสถานะที่ “ผูกพัน” ต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่เกิดหลังเลือกตั้ง 2566 เพียงใด

เพราะต้องยอมรับว่า ข้อเสนอ JCPP ที่เกิดนั้น มาจากการดำเนินการในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ถ้าเช่นนั้นแล้ว รัฐบาลชุดปัจจุบันจะ “ยอมจำนน” และปล่อยให้ JCPP ลากรัฐไทยไปตามที่กลุ่มก่อความไม่สงบต้องการหรือไม่?

12) ถ้ายอมรับว่า กลุ่ม BRN เป็นภัยคุกคามหลักทางด้านความมั่นคง โดยเฉพาะปฏิบัติการก่อการร้ายในพื้นที่ด้วยการลอบสังหาร วางระเบิด และวางเพลิง ฝ่ายรัฐควรต้องเปิดเผยข้อมูลของกลุ่มนี้ และแนวร่วมทั้งในเวทีสาธารณะทั้งในและนอกประเทศ

รัฐบาลชุดปัจจุบันควรจะต้องพิจารณาทบทวนความเชื่อในแบบของรัฐบาลชุดก่อน ที่เชื่อว่าข้อมูลข้าศึกเป็นเรื่อง “ลับมาก” จนไม่อาจเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้บ้าง อันทำให้ในรัฐบาลที่ผ่านมา คำว่า “BRN” จึงกลายเป็น “คำต้องห้าม” ในทางความมั่นคง

 

ประเด็นพ่วง

13) ในสงครามการเมือง ผู้ปฏิบัติงานของรัฐไทยต้องมีความชัดเจนที่จะไม่ทำลายความชอบธรรมของตัวเอง กล่าวคือ ข้าราชการทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหารจะต้องไม่ทำตัวให้กลายเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ให้กับการก่อความไม่สงบ

14) ปัญหา “มะเร็งร้าย” ที่เป็นปัจจัยใหญ่ของความพ่ายแพ้ของฝ่ายรัฐคือ “การคอร์รัปชั่น” และเชื่อมโยงโดยตรงกับการแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ อันเป็นผลจากการทุ่มงบประมาณจำนวนมากให้กับการต่อสู้ ดังนั้น รัฐจะต้องคิด “ปิดเหมืองทอง” ในจังหวัดชายแดนใต้ และทำให้กระบวนการใช้งบประมาณของรัฐเกิดผลตอบแทนที่มากที่สุดกับประชาชนในพื้นที่

15) ความสัมพันธ์ที่ดีกับมาเลเซียเป็นปัจจัยสำคัญในการยุติสงคราม เพราะความร่วมมือจากมาเลเซียจะมีส่วนอย่างมากในการกดดันขบวนการติดอาวุธ อีกทั้งในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการคิดที่เปลี่ยนผู้อำนวยความสะดวกไปเป็นประเทศอื่นตาม “ความพอใจส่วนตัว” ของบางคนที่มีอิทธิพลในคณะฝ่ายไทย

ผู้นำไทยในระดับต่างๆ ต้องยอมรับความจริงในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ว่า การต่อสู้กับปัญหาสงครามในภาคใต้นั้น ไทยไม่อาจละเลย “ปัจจัยมาเลเซีย” ได้แต่อย่างใด!