ยุทธการ 22 สิงหา : รุกทั้ง การเมือง กับ การทหาร จัดการ ต่อ ‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’

(Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP)

ผลสะเทือนจากสถานการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 นับวันยิ่งแผ่กว้างและดำเนินไปในลักษณะซึมลึก

มิได้เป็น “ปฏิกิริยา” จากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

หากที่มองข้ามไม่ได้คือ ปฏิกิริยาและความต่อเนื่องภายในกลไกแห่ง “อำนาจรัฐ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของ ผบ.เหล่าทัพเมื่อระดับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก่อปฏิบัติการอย่างที่สื่อสรุปอย่างรวบรัดว่า

เป็น “การปฏิวัติ” ผ่าน “หน้าจอ”

เห็นได้จากเมื่อทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ได้รับบาดเจ็บในสถานการณ์สลายการชุมนุมของตำรวจได้ยื่นฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อศาลปกครอง

เพียง 1 วันหลังจากยื่นฟ้องในวันที่ 9 ตุลาคม ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและมีลำดับขั้นตอน

ปฏิกิริยาแหลมคมและร้อนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะปฏิกิริยาในทางสังคม

 

ที่กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ อย่างฉับพลันทันใดคือ เมื่อกัปตันการบินไทยปฏิเสธการรับ ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน ไม่ยอมให้ขึ้นเครื่องบินในวันที่ 8 ตุลาคม หลังสลายการชุมนุม

นั่นเป็นการปฏิเสธต่อ นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู นางชมภู จันทาทอง น.ส.หนองคาย

ยิ่งกว่านั้น ยังกระจายขยายเข้าไปสู่ในวงการแพทย์

นั่นก็คือ กลุ่มอาจารย์แพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์จะงดการตรวจรักษารัฐมนตรี และ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล

กลุ่มวิชาการแพทย์ทั่วประเทศแถลงประณามให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภา

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ขอความร่วมมือกับสหภาพในเครือข่ายให้เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและออกมาตรการตอบโต้รัฐบาล

กลุ่ม 40 ส.ว.ยื่นจดหมายเปิดผนึก เรื่อง การละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของรัฐบาลไทยถึงผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ (OHCHR)

หนังสือ “บันทึกประเทศไทย ปี 2551” ของมติชนระบุว่า เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศหนึ่งในเอเชียโทรเลขด่วนส่งถึงหน่วยราชการของกระทรวงการต่างประเทศทั่วโลก แสดงความเห็นสวนทางกับสาระที่กระทรวงการต่างประเทศสั่งให้ทูตไทยประจำประเทศต่างๆ ชี้แจงเหตุการณ์ที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม

โดยโทรเลขนี้ระบุว่า “การกระทำของรัฐบาลรุนแรงเกินกว่าเหตุและไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล ขณะที่แนวทางคำชี้แจงไม่สามารถให้ความกระจ่างซึ่งจะสร้างความไม่น่าเชื่อถือแก่ประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศ”

“บันทึกประเทศไทย ปี 2551” ของมติชนแสดงความเห็นว่า กรณีดังกล่าวนับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นนัก

หากประมวลแล้ว “ปฏิกิริยา” แต่ละปฏิกิริยาสัมพันธ์กับท่าทีของ “กองทัพ”

 

ปฏิกิริยาหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการจุดพลุนั่นก็คือ ปฏิกิริยาของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อสถานการณ์การสลายการชุมนุม

นั่นก็คือ การยื่นใบลาออกจาก “ตำแหน่ง”

ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้อำนวยการในการรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

เป็นการลาออกกลางดึกของคืนวันที่ 7 ตุลาคม

จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ “บางกอกโพสต์” ฉบับประจำวันที่ 9 ตุลาคม ระบุว่า ปัญหาทางการเมืองของไทยในขณะนี้ไม่มีทางออกแล้ว ขอเรียกร้องให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ

“จากนั้น รีบคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อเปิดทางไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลรักษาการเพื่อคลี่คลายวิกฤต”

แม้ในวันที่ 10 ตุลาคม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ออกรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ขอให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุม ส่วนกระแสกดดันให้ทหารออกมายึดอำนาจ กองทัพประเมินแล้วไม่คิดว่าจะแก้ปัญหาได้และไม่น่าจะคุ้ม

กระนั้น ในวันที่ 16 ตุลาคม ผบ.เหล่าทัพที่นำโดย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มารวมกันและให้สัมภาษณ์สดในรายการข่าว “เรื่องเด่นเย็นนี้” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3

โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวเรียกร้องให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ด้วยประโยค

“ถ้าเป็นผม ผมลาออกแล้ว” อันกลายเป็นบทสรุปว่าเป็นการ “ปฏิวัติหน้าจอ”

 

ความร้อนแรงของสถานการณ์ได้ทวีขึ้นมาอีกด้วยความแหลมคมเมื่อมีความเห็นร่วมจากพรรคพลังประชาชนที่จะออกโรงตอบโต้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยการผลักดัน “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ “นปช.” เป็นกองหน้า

เป็นความร้อนแรงในลักษณะกล่าวได้ว่าเป็น “ม็อบชนม็อบ”

หากมองเข้าไปในแต่ละโครงสร้างของการเคลื่อนไหวก็จะสัมผัสได้ในมือทางการเมืองที่ยื่นเข้ามาในระนาบอันแตกต่างกัน

ไม่ว่าจะเป็นมือที่แตะเข้าไปยัง “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”

ไม่ว่าจะเป็นมือที่แตะเข้าไปยัง “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ”

ที่นำหน้าอาจเห็นเป็น “แกนนำ” ที่ปราศรัยอยู่บน “เวที”

ที่อยู่ข้างหลังแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เป็นพรรคพลังประชาชนอย่างแน่นอน

แต่ที่อยู่ข้างหลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องยอมรับว่าเปี่ยมพลัง

ในทางการเมืองอาจเห็นการแสดงออกที่หนุนช่วยของพรรคประชาธิปัตย์ในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ในวุฒิสภาที่นำหน้าย่อมเป็น “40 ส.ว.”

สถานการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ณ เบื้องหน้าการบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้ชุมนุม บทบาทในการตรวจสอบและค้นหาความเป็นจริงเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ชุมนุม เป็นกรรมาธิการของวุฒิสภาอย่างเป็นด้านหลัก

ขณะเดียวกัน ก็ได้รับการหนุนเสริมผ่านแถลงการณ์และการเคลื่อนไหวจากปัญญาชนและนักวิชาการตามมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

แม้กระทั่งคณะแพทย์ก็ไม่ยอมอยู่อย่างนิ่งเฉย

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นยังเป็นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของบรรดานายทหารทั้งที่อยู่ในราชการและนอกราชการ แสดงความเอนเอียงและเห็นอกเห็นใจกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

หากพิจารณาจากพันธมิตรในแนวร่วมจึงแทบไม่น่าแปลกใจที่ความคึกคักในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีแต่ขยายตัวใหญ่กว้างออกไปเป็นลำดับ

จากเดือนตุลาคม ไปยังเดือนพฤศจิกายน 2551 เวลาแห่งการเผด็จศึกใกล้เข้ามาเป็นลำดับ

ประสานทั้ง “การเมือง” และ “การทหาร” ประสานทั้ง “ในสภา” และ “นอกสภา”