วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ : เขตธรณีสงฆ์สมัยใหม่ ภายใต้ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง (9)

ชาตรี ประกิตนนทการ

วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ แม้ตามประวัติจะเป็นวัดเก่าแก่ที่อาจย้อนกลับไปได้ถึงสมัยอยุธยา แต่สำหรับผม ความน่าสนใจของวัดนี้มิได้อยู่ที่ความเก่าแก่ แต่คือโครงการก่อสร้างมากมายสมัยใหม่ภายในวัดที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ระหว่าง พุทธศาสนา สังคม เศรษฐกิจ และความเชื่อสมัยใหม่หลากหลายรูปแบบ

เมื่อพูดถึงวัดปากน้ำ ทุกคนย่อมนึกถึง “หลวงพ่อสด” เกจิที่มีชื่อเสียงด้านวิปัสนากรรมฐานผู้คิดค้นวิชา “ธรรมกาย” วิชานี้มีลูกศิษย์ทั้งพระและฆราวาสศรัทธาและสืบทอดต่อมามหาศาลแม้กระทั่งในปัจจุบัน ถือเป็นหนึ่งในกระแสพุทธศาสนาสมัยใหม่ที่มีพลังมากที่สุดกระแสหนึ่ง

มีเรื่องเล่ากันว่า หลวงพ่อสดสั่งเสียเอาไว้ ถ้าท่านมรณภาพแล้วขออย่าให้เผาศพท่าน และวัดจะเจริญรุ่งเรือง

ซึ่งภายหลังจากหลวงพ่อมรณภาพในปี พ.ศ.2502 ทางวัดก็ได้ทำการเก็บสรีรสังขารไว้ในหีบทองภายใน “หอสังเวชนีย์มงคลเทพนิรมิต” ของวัด

กรณีนี้น่าจะเป็นกรณีแรกๆ ของสังคมไทย ที่ได้นำมาสู่ธรรมเนียมการเก็บสรีรสังขารพระเกจิที่จะเฟื่องฟูมากในช่วงหลัง พ.ศ.2530 (อธิบายไปในสัปดาห์ก่อน)

นอกจากการเก็บสรีรสังขาร ในเวลาต่อมาอีกหลายปี ทางวัดได้ทำการก่อสร้างสิ่งที่เรียกว่าเป็น “พิพิธภัณฑ์เจดีย์” ชื่อว่า “มหารัชมงคลมหาเจดีย์” ขนาดใหญ่สูง 80 เมตร (สูงกว่าพระปรางค์วัดอรุณฯ) ภายในออกแบบเป็นอาคารสูง 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์และห้องปฏิบัติธรรม สร้างแล้วเสร็จ พ.ศ.2555

ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความน่าสนใจมาก

“พิพิธภัณฑ์เจดีย์” คือรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่ที่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมราวปลายทศวรรษที่ 2520 และพัฒนาขยายตัวอย่างรวดเร็วหลัง พ.ศ.2540 ลักษณะโดยรวมคือการสร้างอาคารจัดแสดงประวัติศาสตร์และวัตถุสิ่งของมีค่าของวัดโดยออกแบบรูปทรงอาคารให้มีลักษณะคล้ายสถูปเจดีย์

การออกแบบเปลือกนอกอาคารด้วยรูปทรงดังกล่าว ส่งผลทำให้พิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้สอยแบบสมัยใหม่ มีสถานะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับกราบไหว้ไม่ต่างจากสถูปเจดีย์ในแบบประเพณีดั้งเดิม

และสำหรับวัดที่มีพระเกจิชื่อดัง “พิพิธภัณฑ์เจดีย์” ก็ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นการจัดแสดงประวัติและสิ่งของเครื่องใช้ ไปจนถึงอัฐิธาตุของพระเกจิ เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้เดินทางมากราบไหว้เข้าชม เป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนของพระเกจิรูปนั้นที่แม้จะละสังขารไปแล้ว แต่ก็ยังมีวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ของท่าน รูปปั้นของท่าน รวมถึงอัฐิธาตุที่แน่นอนย่อมมาพร้อมด้วยเรื่องเล่าปาฏิหาริย์มากมาย ให้ผู้คนได้ระลึกถึง ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิต

สำหรับวัดหลายแห่ง “พิพิธภัณฑ์เจดีย์” ของพระเกจิคือช่องทางที่ยังทำให้วัดสามารถรักษาศรัทธาของผู้ค้น ดึงดูดคนเข้าวัด รวมไปถึงเงินบริจาคเข้ามาใช้สอยบำรุงวัดต่อไปได้

ย้อนกลับมาที่วัดปากน้ำ แม้ “มหารัชมงคลมหาเจดีย์” จะไม่ใช่ต้นแบบของอาคารประเภทนี้ แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่โตและความอลังการในการออกแบบทั้งภายนอกภายใน ได้ทำให้กลายเป็นตัวอย่างพัฒนาการทางรูปแบบของงานสถาปัตยกรรมประเภทนี้ที่ควรกล่าวถึง

ภายในเจดีย์ออกแบบเป็นอาคาร 5 ชั้น โดยชั้นที่ 1 ทำเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้

ชั้นที่ 2 คือห้องปฏิบัติธรรมที่สามารถรองรับคนได้ถึง 1,000 คน

ชั้นที่ 3 เป็นพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จัดแสดงพระพุทธรูป สิ่งของส่วนตัวของท่าน และสิ่งของที่ได้รับถวายจากหน่วยงานต่างๆ

ส่วนชั้นที่ 4 ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อสด ขนาดเท่าครึ่งขององค์จริงที่หล่อขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์น้ำหนัก 1 ตัน

ส่วนชั้นบนสุดเป็นโถงกว้าง เพดานออกแบบเป็นโดม โดยกลางห้องมีเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สร้างจากแก้วสีเขียวมรกต โดยทางวัดอธิบายว่าเป็นองค์แรกและองค์เดียวของโลก สั่งทำขึ้นโดยเฉพาะจากอเมริกา ด้านในของเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

จากรายละเอียดข้างต้น เราจะพบลักษณะ ความหมาย และความรู้สึกที่ซ้อนทับและย้อนแย้งกันหลายอย่าง ทั้งการเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ที่มีทั้งสิ่งของราคาแพงไปจนกระทั่งรถหรูแพงมาก และของควรเคารพบูชา ไม่ว่าจะเป็นอัฐบริขารของพระภิกษุ คัมภีร์ทางศาสนา และพระพุทธรูป

ทั้งการเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงรูปปั้นหลวงพ่อสด พระเกจิองค์สำคัญของวัด ซึ่งทำให้หลวงพ่อสดเสมือนว่ายังคงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน (ไม่นับว่าวัดยังได้เก็บสรีรสังขารไว้อีกด้วย หากใครต้องการระลึกถึงหลวงพ่อ) ซึ่งทำให้ด้านหนึ่งบรรยากาศภายในของส่วนนี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

แต่อีกด้านหนึ่ง ด้วยการสร้างรูปปั้นหลวงพ่อจากทองคำหนัก 1 ตัน จึงทำให้สิ่งนี้สะท้อนความมั่งคั่งทางการเงินที่บ่อยครั้งก็ถูกตั้งคำถามจากสังคม

ทั้งการมีเจดีย์แก้วเขียวมรกตหนึ่งเดียวในโลก ตามสูตรการออกแบบวัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ที่เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมของแปลก ขณะเดียวกันภายในเจดีย์แก้วก็มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ซึ่งทำให้เจดีย์นี้ไม่ใช่แค่ของแปลกมาเที่ยวชมถ่ายรูปเท่านั้น แต่ยังคงเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์สำหรับกราบบูชาด้วยในเวลาเดียวกัน

พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล
ที่มาภาพ : เพจ Matichon Online https://www.matichon.co.th/court-news/news_3233650

ทั้งหมดนี้คือความย้อนแย้งที่หาเส้นแบ่งแยกอย่างชัดเจนไม่ได้ ระหว่างการเป็นวัดทางพุทธศาสนาเถรวาทที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นพื้นที่ชี้นำสู่การหลุดพ้นปล่อยวาง กับการเป็นแหล่งรวมความมั่งคั่งทางโลกอย่างล้นเหลือผ่านสิ่งของจัดแสดงราคาแพงทั้งหลาย หรือระหว่างปาฏิหาริย์ศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่คนมาเยี่ยมชมต้องเคารพกราบไหว้ กับการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบสาธารณ์เพื่อเยี่ยมชมของแปลกตา

ลักษณะย้อนแย้งดังกล่าว คงไม่อาจพูดได้ว่าเกิดขึ้นเฉพาะที่วัดนี้ เพียงแต่วัดนี้คือตัวแบบที่ดีที่สุด ในทัศนะผม ที่สะท้อนสภาวะดังกล่าวออกมาได้ชัดเจน

สิ่งที่ตอกย้ำความย้อนแย้งให้มากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ กระแสการสร้าง “พิพิธภัณฑ์เจดีย์” ขนาดใหญ่โตในแบบนี้ มักปรากฏให้เห็นมากที่สุดในกลุ่มวัดสายพระป่า

ซึ่งโดยหลักการแล้วควรจะเน้นความเรียบง่าย สมถะ และสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม

พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว) พระเกจิชื่อดังแห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

 

ตัวพิพิธภัณฑ์สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่บรรจุอัฐิธาตุของหลวงตามหาบัว (เชื่อมโยงสู่ปาฏิหาริย์และความเป็นพระอริยะของท่าน) เป็นสถานที่เผยแผ่ธรรมะของหลวงตา เป็นอนุสรณ์สถานที่เก็บรวบรวมประวัติหนังสือ คำสอน และเครื่องอัฐบริขารของหลวงตาเพื่อเตือนใจทั้งสงฆ์และฆราวาสรำลึกถึงคุณูปการของท่าน

พิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เจดีย์ วิหาร และ พิพิธภัณฑ์ ซึ่งโครงการมีขนาดใหญ่โตและสูงมากจนสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล

โดยในส่วนของพิพิธภัณฑ์ (ตั้งอยู่ด้านหน้าของวิหารและเจดีย์) ภายในออกแบบเป็นห้องจัดแสดง 6 ห้อง คือ ห้องที่ 1 ธรรมของพระพุทธเจ้า ห้องที่ 2 จากกตัญญูมีสัจจะ สู่ร่มกาสาวพัสตร์ ห้องที่ 3 จากปริยัติมุ่งมั่นเพียรพยายามสู่การปฏิบัติ ห้องที่ 4 เมตตาอบรมสั่งสอน ห้องที่ 5 บารมีหลวงตาช่วยชาติ ห้องที่ 6 ละสังขาร ศิษยานุศิษย์สามัคคีบูชา ซึ่งทุกห้องออกแบบและจัดแสดงอย่างสวยงามอลังการ

ที่น่าสนใจคือ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างหลายส่วนเป็นวัสดุมีค่าราคาแพง ทั้งหินอ่อนที่เลือกใช้หินอ่อนไวต์คาราราสั่งตรงจากอิตาลี ทองแดงสำหรับนำมาเป็นองค์ประกอบตกแต่งและมุงหลังคา

ไม่นับรวมเทคโนโลยีต่างๆ ในการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์

 

สําหรับผมแล้ว ภาพที่ปรากฏของโครงการนี้ชวนให้เกิดความย้อนแย้งทางความรู้สึกเป็นอย่างยิ่ง เป็นภาพซ้อนทับที่ดูไปด้วยกันไม่ได้เท่าไรนักระหว่างพระป่าที่มีภาพของความสมถะ กับสถาปัตยกรรมที่ฟุ่มเฟือยทางขนาด งบประมาณ และประโยชน์ใช้สอยโดยไม่จำเป็น

หากเราเดินไปชมพิพิธภัณฑ์จะยิ่งพบความยอกย้อน การจัดแสดงส่วนหนึ่งได้ทำการจำลองกุฏิของหลวงตาอันแสนเรียบง่าย ไร้เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งฟุ่มเฟือย แต่ตัวอาคารที่พยายามจะจัดแสดงเรื่องความสมถะกลับสร้างขึ้นอย่างล้นเกินด้วยวัสดุราคาแพงและของตกแต่งล้นเกิน

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้กลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สะท้อนภาพความมั่งคั่งฟุ่มเฟือยในเขตธรณีสงฆ์ของวัดที่เคยพยายามแสดงภาพของความสมถะเรียบง่ายที่สุดของพระป่ามาโดยตลอด

และนี่คือพลังของปรากฏการณ์วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ในโลกทุนนิยมที่ไม่ว่าจะเป็นพระเมือง (ที่มักถูกโจมตีตั้งคำถาม) หรือ (พระป่าที่มีภาพลักษณ์งดงาม) ก็ไม่อาจหนีพ้นไปได้