ข้อสังเกตการใช้ภาษาในเรื่องสั้น ‘แมลงวันชลาพุชจากสวนกุโบร์’

บทความพิเศษ | ชาคริต แก้วทันคำ

 

ข้อสังเกตการใช้ภาษาในเรื่องสั้น

‘แมลงวันชลาพุชจากสวนกุโบร์’

 

“เหตุการณ์เริ่มจากความตายของน้าชายหน้าสวนกุโบร์ จนมาถึงความตายของพ่อและอาจเกิดขึ้นกับคนอื่นในครอบครัว เมื่อพ่อตาย แม่ก็กลายเป็นคนเสียสติ ผมทุกข์ทนกับชีวิตจนเกือบเอาตัวไม่รอด วันหนึ่งจึงคิดว่าการกลายเป็นแมลงวันที่ชอบบินมารบกวนชวนรำคาญ น่าจะทำให้ผมมีชีวิตน่าอภิรมย์ขึ้น ทั้งๆ ที่พ่อกำชับว่าอย่าไปยุ่งกับพวกมัน พวกมันสมคบคิดกันทำร้ายผู้คนที่ชอบตั้งคำถาม เห็นต่าง และไม่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของอะไรบางอย่าง พิจารณาผ่านสัมพันธบทบทอัล-อะอฺรอฟ วรรคที่ 3 แล้ว อาจหมายรวมไปถึงความยุติธรรม กฎหมาย บัญญัติ ศาสนา หรือกระทั่งสถาบันได้อีกด้วย”

เรื่องย่อข้างต้นมาจากเรื่องสั้น “แมลงวันชลาพุชจากสวนกุโบร์” ของกิตติศักดิ์ คงคา ซึ่งเข้ารอบการประกวดรางวัลมติชนอวอร์ด 2024 ลำดับที่ 5 ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ 2285 31 พฤษภาคม-6 มิถุนายน 2567

โดยบทความนี้จะวิเคราะห์เรื่องสั้นดังกล่าวใน 3 ประเด็น ดังนี้

 

แมลงวันคืออะไร

ทำไมฟาฎิลต้องกลายเป็นพวกมัน

แมลงวันหัวเขียวบินไปทั่วบ้านหลังข่าวการตายของน้าชายเดินทางมาถึง สร้างความรำคาญให้กับคนในครอบครัวนี้ จนพ่อกำชับฟาฎิลมาตลอดว่า “…อย่าไปยุ่งกับพวกมัน” เพราะ “ถ้าเราไม่ทำอะไรพวกแมลงวัน พวกแมลงวันก็จะไม่ทำร้ายเรา” แต่ดูเหมือนพวกมันมักจะบินมาระราน ลาดตระเวน หลังพ่อตายยิ่งมาที่บ้านทุกวัน บางวันตัวเดียว บางวันก็เนืองแน่น

แม้ว่าฟาฎิลจะไม่ไปยุ่งกับพวกมัน แต่พวกแมลงวันหัวเขียวรอเขา เมื่อฟาฎิลตกที่นั่งลำบาก ชีวิตครอบครัวและบ้านแตกสลาย เขาจึงต้องกลายเป็นพวกมัน เพราะแมลงวันเป็นสัตว์ที่จะบินไปตอมทุกสิ่ง ทั้งมีและไร้ชีวิตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นักเขียนจึงนำพฤติกรรมของมันมาเปรียบเทียบกับมนุษย์ที่ชอบคุกคาม ติดตามสร้างความรำคาญ ยิ่งพวกมันได้ชื่อว่าเป็นแมลงวัน ‘หัวเขียว’ จึงหมายถึง ‘ทหาร’ นั่นเอง

ดังนั้น แมลงวันชลาพุชจากสวนกุโบร์ ซึ่งเป็นชื่อเรื่องสั้นนี้ จึงหมายถึงสัตว์หรือสิ่งที่เกิดจากครรภ์ ในที่นี้ แมลงวันหัวเขียวพวกนี้เกิดจากสวนกุโบร์ที่ถูกใช้เป็นสัญญะ พวกมันถูกสร้างจากความตายเพื่อความตาย สวนกุโบร์อาจเป็นได้ทั้งบ่อเกิดและสถานที่ที่ทำให้คนตาย

ทั้งนี้ เมื่อฟาฎิลกลายสภาพเป็นแมลงวัน (สัจนิยมมหัศจรรย์จากคนเป็นสัตว์แบบแสดงพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน) นอกจากจะเป็นทางเลือกที่ทำให้เขารอดจากการถูกคุกคามของทหาร มันทำให้เขาต้องกลายเป็นผู้สมคบคิด เปลี่ยนจากบทเหยื่อเป็นผู้กระทำ

เพราะ “แมลงวันไม่คิด จะต้องไม่คิด ใช้ชีวิตไปตามกฎเกณฑ์และคำสั่ง”

 

ความไร้เหตุผลของความตาย

ที่คำตอบสันนิษฐานว่ามาจากความเชื่อเดียวกัน

เรื่องสั้นนี้ระบุความตายของน้าชายว่าไม่ทราบสาเหตุ และความตายของพ่อในฐานะผู้พิทักษ์สวนกุโบร์ยังทิ้งเบาะแสให้สืบเสาะจากลักษณะการตายที่นักเขียนได้บรรยายว่า “พังพาบและมือจับมั่นไว้ที่ซี่รั้วล้อมพิทักษ์สวนกุโบร์” ซึ่งน่าจะหมายความว่าเป็นการกระทำของแมลงวันหัวเขียวหรือ ‘ทหาร’ ซึ่งพ่อย้ำนักหนาว่า “อย่าไปยุ่งกับพวกมัน” แม้พ่อจะได้ชื่อว่าผู้พิทักษ์ แต่เมื่อไม่ได้กลายเป็นแมลงวันก็อาจตายได้เช่นกัน

ความตายของน้าชายและพ่ออาจดูไร้ที่มาเหตุผล เนื่องจากนักเขียนไม่ได้บอกปูมหลังหรือข้อมูลไว้ แต่ก็พอจะสันนิษฐานจากบริบทของเรื่อง ไม่ว่าเรื่องทหารหรือสถานที่ชายแดนใต้ กอปรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมยุคปัจจุบัน ทำให้เกิดความเชื่อมโยงเกี่ยวกับความคิดความเชื่อที่ถูกครอบงำไว้ด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กลายเป็นว่า อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ เราไม่สามารถกำหนดชีวิตหรือควบคุมมันได้ อีกยังแสดงถึงความไม่ปกติที่เกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ ไม่ว่าในหรือนอกสวนกุโบร์ เมื่อความตายล้วนเป็นผลจากการตั้งคำถาม สอดรู้สอดเห็น และไม่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์

“เขาบินว่อนไปทั่วและเอ่ยพิพากษาด้วยหลักการเทิดแสนศักดิ์สิทธิ์ ผิดแม้แต่กระเบียดนิ้วย่อมไม่ได้ ภายในและภายนอกสวนกุโบร์กว้าง เด็กชายกินดื่มความตายของผู้เห็นต่างต่างอาหารเช้า ประพฤติดั่งคณะลูกขุนอันสูงส่ง ทุบทำลายมลังเมลืองหวังรังรองใดอื่นที่คลาดไปจากขนบสมควร ผ้าปิดตาจะต้องถูกปิดไว้นิรันดร์ ไม่มีข้อขัดแย้งอื่นใด”

ข้อความข้างต้นคือสารัตถะ อธิบายว่าความตายในเรื่องนี้เกิดจากสาเหตุใด ใครเป็นผู้มีอำนาจกระทำการ ซึ่งสะท้อนสภาพสังคมยุคปัจจุบันที่นอกจากจะถูกปิดตาแล้ว ต้องถูกปิดปาก หรือถูกจูงจมูกให้กลายเป็นพวกร่วมอุดมการณ์เดียวกันด้วย

เช่นเดียวกับบทลงโทษที่โหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์

“ผู้คนมากมายนอนตายโดยปราศจากการรู้เห็น บ้างถูกทุบตีตามเรือนร่าง บ้างถูกคว้านท้องจนกลวงโบ๋ บ้างถูกลูกปืนโลหะร้าวระเบิด บ้างถูกยาพิษบังคับให้ทุรนทุรายเจ็บปวด หรือบางศพยังไม่รู้แม้กระทั่งสาเหตุการตายหรือสูญหายใดอื่น คำพิพากษาให้เลือนหายจากประวัติศาสตร์พร่างทว่าไม่มีใครจดจ่อจะจดจำ ทุกเรือนร่างปราศจากชีวิตมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันหมด ผ้าดำที่สมควรปิดบังการรับรู้เลื่อนออกจากครอบสายตา

…อาการสอดรู้สอดเห็นเป็นพิษ”

ข้อความข้างต้น เป็นอีกเหตุผลหนึ่งของความตายที่เกิดจากการสอดรู้สอดเห็น หลังจากฟาฎิลเข้าไปในสวนกุโบร์ จึงทำให้นักอ่านตั้งคำถามได้ว่า ความตายนี้เกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ของอะไรกันแน่ และทำไมบทลงโทษนี้จึงรุนแรง แม้แต่ประวัติศาสตร์ก็ไม่อาจบันทึกหรือจดจำ ไม่มีใครกล้าแตะต้อง เห็นโต้ หรือขัดแย้งกับความเชื่อนี้

จนเหลือเพียงคำตอบเดียวเท่านั้นที่ทำให้เหล่าแมลงวันพากันสันนิษฐานในตอนจบเรื่อง ซึ่งมุ่งวิพากษ์ปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมเชิงโครงสร้าง

 

เด่นกับด้อย

และข้อสังเกตการใช้ภาษา

ในเรื่องสั้น “แมลงวันชลาพุชจากสวนกุโบร์”

ปกติผู้วิจารณ์จะมุ่งวิเคราะห์ความหมายในตัวบทเป็นหลัก มักไม่ชี้จุดเด่น ข้อด้อยเกี่ยวกับโครงเรื่อง การดำเนินเรื่อง กลวิธีหรือภาษา เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการแสดงความเห็นเชิงอัตวิสัย

อย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์เห็นว่าการใช้ภาษาในเรื่องสั้นนี้ของนักเขียนเป็นสไตล์ที่โดดเด่น มีการใช้คำหรือประโยคที่สัมผัสกันทั้งสัมผัสสระ สัมผัสอักษรราวบทกวี และยังแสดงให้เห็นว่านักเขียนมีคลังคำศัพท์

แต่ความโดดเด่นเรื่องการใช้ภาษาที่ดูจงใจประดิดประดอยมากเกินไป อาจเป็นข้อด้อยที่ทำให้นักอ่านอ่านเรื่องสั้นนี้ได้ไม่ลื่นไหล เพราะมันบดบังแก่นเรื่องที่ต้องการสื่อสารให้ลดลงไปอย่างน่าเสียดาย

นอกจากนี้ยังพบปัญหาการใช้คำ เช่น “พื้นดินรกชัฏเต็มไปด้วยวัชพืชมากมาย” (ชัฏ หมายถึง ป่าทึบ, รกชัฏ หมายถึง รกยุ่ง, รกมากจนทึบอย่างป่าดิบ ผู้วิจารณ์มองว่าควรใช้แค่คำว่า ‘รก’ ก็น่าจะพอและเห็นภาพแล้ว หรือตัดบางคำออกเหลือเพียง “พื้นดินเต็มไปด้วยวัชพืชมากมาย” ก็ได้)

หรือการใช้คำกริยาที่ไม่จำเป็นต้องระบุ เช่น “แรงบีบอัดคับแคบเข้าของมวลรู้สึก (บีบบอกการกระทำว่าเข้ามาหากันแล้ว) “เสียงทุบประตูปึงปังดังจากหน้าบ้าน” และ “เสียงแผดผรุสวาทดัง…” (ทั้ง ปึงปัง และ แผด บอกว่าเสียง ‘ดัง’ อยู่แล้ว ไม่ต้องระบุอีก)

ที่ผู้วิจารณ์กล่าวว่า ความเห็นเชิงอัตวิสัยอาจถูกมองได้ว่าเป็นการมุ่งจับผิด แต่ในขณะที่นักเขียนจงใจเล่นคำคล้องจองสัมผัส ผู้วิจารณ์มองว่านักเขียนควรตั้งใจเก็บคำ ละเอียดรอบคอบในการใช้คำให้เหมาะสม ไม่กำกวม ถูกต้องตรงความหมาย หรือระมัดระวังว่ามันทำให้ประโยคยืดย้วยด้วยกริยาซ้อนกริยาเกินจำเป็นไปหรือไม่ ควรเล่นทุกประโยคหรือไม่ เพราะนอกจากทำให้การอ่านสะดุด ไม่ลื่นไหลแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่านักเขียนเลือกใช้ภาษาเล่าเรื่องได้ไม่เหมาะกับแนวเรื่อง บริบท หรือเหตุการณ์ของเรื่อง ทำให้ภาษากลืนเป็นระนาบเดียวกัน และการใช้ภาษาเขียนแบบนี้เหมาะกับนวนิยายมากกว่า เช่น นวนิยายรัก, ย้อนยุค แต่ถ้านำมาใช้ในนวนิยายสืบสวนสอบสวนก็คงดูไม่เหมาะ

นอกจากจุดเด่น ข้อด้อยในเรื่องสั้นนี้ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผู้วิจารณ์ยังมองเห็นสิ่งที่ขาดไป นั่นคือรายละเอียดของฉาก บรรยากาศ อารมณ์ของเรื่อง รวมถึงการสร้างตัวละครให้มีสีสัน เลือดเนื้อชีวิต และจิตวิญญาณ

เอกสารอ้างอิง

กิตติศักดิ์ คงคา. (2567). แมลงวันชลาพุชจากสวนกุโบร์. เข้าถึงได้จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_770835