ควันหลง 80 ปี ‘วันดี-เดย์’ (จบ) ภูมิรัฐศาสตร์ของชัยชนะที่นอร์มังดี

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

ควันหลง 80 ปี ‘วันดี เดย์’ (1) เรื่องเล่าในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์


“ชายหาดนอร์มังดีจะเป็นหมุดหมายสำคัญไปตลอดกาลด้วยการยกพลขึ้นบกในวันดี-เดย์ และด้วยการยุทธ์แห่งนอร์มังดีที่นำไปสู่การปลดปล่อยฝรั่งเศสและยุโรปในเวลาต่อมา”
สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งนอร์มังดี (2024)

 

ในบริบทของ “ภูมิศาสตร์สงคราม” แล้ว อาจจะต้องยอมรับว่าผู้คนในเอเชียอาจจะไม่ได้มีความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์การยกพลขึ้นบกที่ชายหาดนอร์มังดีมากนัก

หรือผู้คนในสังคมไทยอาจจะ “ไม่อิน” กับเรื่องราวของ “วันดี-เดย์” เท่าใดนักเช่นกัน เพราะดูเป็น “เรื่องไกลตัว” ที่ไม่เหมือนกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชีย ซึ่งมีส่วนในเชิงผลกระทบกับของพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคโดยตรง กระนั้น เราก็แทบจะไม่เคยเห็นการฉลองชัยสงครามในเอเชียเช่นในแบบที่นอร์มังดีเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตาม ในแง่มุมของประวัติศาสตร์การสงครามของโลกแล้ว การยกพลขึ้นบกในครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนของกระแสสงครามที่ชัดเจน และมีผลกระทบกับสงครามในเอเชียด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจกล่าวในภาพรวมของสงครามได้ว่า ความสำเร็จของการยกพลขึ้นบกที่แนวชายหาดของฝรั่งเศสครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของ “การยุทธ์ที่นอร์มังดี” (The Battle of Normandy) อันเป็นสัญญาณที่บ่งชัดว่า ระบอบอักษะเริ่มเข้าสู่จุดของความพ่ายแพ้ และกองทัพอยู่ในภาวะถดถอยครั้งใหญ่

แม้ว่าหากเยอรมนีอาจจะยันการบุกครั้งใหญ่ของสัมพันธมิตรที่นอร์มังดีได้จริงในปี 1944 และการยกพลขึ้นบกครั้งใหม่ในยุโรปอาจจะต้องยืดเวลาออกไปในปี 1945 หรือนานกว่านั้น แต่กองทัพเยอรมันจะประสบปัญหาความขาดแคลนทรัพยากร และความบอบช้ำจากการถูกโจมตีทางอากาศ ซึ่งจะไม่เป็นเงื่อนไขให้ฮิตเลอร์ประสบชัยชนะได้จริงแต่อย่างใด

 

แต่ความสำเร็จของการยกพลขึ้นบกยังไม่ได้บอกว่าสงครามจะยุติโดยเร็ววัน เพราะปฏิบัติการที่ตามมาคือการยุทธ์ที่นอร์มังดี ซึ่งหมายถึงช่วงระยะเวลาการรบหลังจากความสำเร็จของการยกพลขึ้นบกแล้ว การรบต่อจากความสำเร็จในการยึดหัวหาดที่นอร์มังดี มีความรุนแรงในหลายพื้นที่การรบ โดยเฉพาะกองทัพสัมพันธมิตรประสบการต้านทานอย่างหนักจากกองทัพเยอรมันในหลายจุด และมีสภาพการรบคล้ายกับสภาวะของแนวรบด้านตะวันตกในสงครามโลกครั้งที่ 1 อันส่งผลให้กองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายประสบความสูญเสียอย่างหนัก

ภาพของสุสานทหารนิรนามที่นอร์มังดีที่ปรากฏให้เห็นบ่งบอกถึงความสูญเสียของชีวิตทหารเป็นจำนวนมากอย่างนึกไม่ถึง… ถ้าหลายท่านจำได้คือ ฉากเปิดของภาพยนตร์เรื่อง “Saving Private Ryan” ไม้กางเขนสีขาวที่เรียงรายเป็นแนวยาวสุดสายตาคือคำตอบถึงชัยชนะที่แลกด้วยชีวิตทหารเป็นจำนวนมาก

อันอาจกล่าวได้ว่า ชายหาดนอร์มังดีกลายเป็น “ตำนาน” ของประวัติศาสตร์สงครามในตัวเอง ดังที่เราเห็นถึงภาพยนตร์หลายเรื่องที่เกี่ยวกับวันดี-เดย์ เป็นเครื่องยืนยันในอีกส่วนด้วย

ดังนั้น การรำลึกถึงวันดี-เดย์ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และการรำลึกนี้มีนัยทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย โดยเฉพาะในวันที่โลกยังมีความผันผวนทางการเมืองไม่ต่างกับในปี 1944

 

งานฉลองในปี 2024

การฉลองชัยในวาระครบรอบ 80 ปีเพื่อรำลึกถึงชัยชนะของกองทัพสัมพันธมิตรในการยกพลขึ้นบกที่ชายหาดนอร์มังดีเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 1944 ผ่านไปแล้ว… ถ้าเราติดตามการถ่ายทอดสดผ่านช่องทีวีของยุโรป เราจะเห็นบรรยากาศในวันนั้นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการปรากฏตัวของผู้นำยูเครน และการไม่เชิญผู้นำรัสเซียเข้าร่วมงาน

ขณะเดียวกันก็เชิญผู้นำเยอรมันซึ่งเป็นฝ่ายข้าศึกในวันนั้น เข้าร่วมงานด้วย ภาพของผู้นำประเทศเช่นนี้เป็นคำตอบถึงสภาวะทางภูมิรัฐศาสตร์ของงานดังกล่าว

ในอีกด้านหนึ่ง การจัดงานในวาระครบรอบ 80 ปีมีความสำคัญกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริงของการยกพลขึ้นบกในวันที่ 6 มิถุนายน… กำลังพลหลายนายที่ร่วมปฏิบัติการในวันนั้น อยู่ในช่วงอายุ 20 ปีต้นๆ ซึ่งสมมุติว่า ทหารคนนั้นอายุ 20 ปีในวันดังกล่าว เขาจะมีอายุครบรอบ 100 ปีในงานฉลองครั้งนี้ ดังนั้น หลายคนจึงมีข้อสังเกตว่า การฉลองด้วยการรำลึกถึงวันดี-เดย์ในปีที่ 80 นี้ อาจจะเป็นปีสุดท้ายที่กำลังพลที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ที่จะมีโอกาสร่วมฉลองด้วย ดังจะเห็นได้ว่าในบางช่วงที่งานบางส่วนล่าช้าออกไปบ้าง ก็เนื่องจากการต้องคอยเช็กสุขภาพของทหารผ่านศึกหลายนายที่จะต้องเข้าร่วมในพิธี เป็นต้น…

ด้วยเงื่อนไขของอายุของทหารผ่านศึกเช่นนี้ จึงทำให้การจัดงานในวาระครบรอบ 80 ปีครั้งนี้ มีความหมายสำหรับพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง

เนื่องจากการฉลองใหญ่ครั้งต่อไปอาจจะเป็นในปี 2029 คือปีที่ 85 หรือแน่นอนว่า การฉลองใหญ่จะเกิดในปี 2034 ซึ่งจะเป็นปีที่ 90 ของเหตุการณ์นี้ บรรดาทหารผ่านศึกที่นอร์มังดีอาจจะไม่มีชีวิตเหลืออยู่แล้ว

เงื่อนไขเช่นนี้ทำให้การรำลึกสงครามในปีที่ 80 มีความหมายอยู่ในตัวเอง และถือเป็นวาระสำคัญของทั้งโลกและยุโรป ดังจะเห็นถึงการเข้าร่วมของประมุขแห่งรัฐราว 25 ประเทศ อีกทั้งการเข้าร่วมในวาระที่โลกมีความผันผวนทางการเมืองเช่นนี้ จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง

 

การเมืองกับการฉลองชัย

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าความสำเร็จของการยกพลขึ้นบกที่ชายหาดที่นอร์มังดี คือจุดเริ่มต้นของการปลดปล่อยยุโรปออกจากการยึดครองของกองทัพนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และความสำเร็จนี้มีนัยถึงการปูทางไปสู่ชัยชนะของกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในเวทีสงครามในยุโรป

เพราะหากการยกพลขึ้นบกเพื่อ “เปิดประตูยุโรป” ต้องเลื่อนออกไปจากกลางปี 1944 แล้ว ก็อาจทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุทธบริเวณยุโรปต้องขยับเวลาออกไปอีก และอาจจะยังไม่มีภาพที่สัญลักษณ์ของ “เบอร์ลินแตก” ให้เราเห็น… เมื่อทหารโซเวียต 2 นายที่ปีนขึ้นไปปัก “ธงแดงค้อน-เคียว” ที่ชั้น 2 ของรัฐสภาเยอรมนีในวันที่ 30 เมษายน 1945

ถ้าการขึ้นสู่ชายหาดที่นอร์มังดีต้องเลื่อนออกไป และ/หรือไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ปรากฏให้เห็นในประวัติศาสตร์แล้ว สงครามในยุโรปอาจจะรบเกินกว่าปี 1945 อย่างแน่นอน ซึ่งก็อาจจะกระทบกับตารางเวลาของสงครามในเอเชียด้วย

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับในเบื้องต้นก่อนว่า “การรำลึกถึงสงคราม” เป็นเรื่องทางการเมืองในตัวเองเสมอ (โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าการต่อสู้ครั้งนั้นเป็นชัยชนะ หรือประสบความพ่ายแพ้ก็ตาม) เพราะการรำลึกเช่นนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงประเด็นทางการเมืองไม่ได้ เนื่องจากการรำลึกเช่นนี้ในส่วนหนึ่งคือ การประกอบสร้างประวัติศาสตร์ และกลายเป็นประวัติศาสตร์การเมืองของเหตุการณ์นั้น ดังจะเห็นได้จากประวัติของการยุทธ์ที่นอร์มังดี และประวัติศาสตร์ในส่วนนี้เป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากการเมืองโลก

ฉะนั้น การประกอบสร้างให้เป็น “เรื่องราว” ของเหตุการณ์นั้นๆ ย่อมเป็นการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง หรือที่มักจะกล่าวกันว่า การรับรู้ “เรื่องราว” ทางประวัติศาสตร์คือ กระบวนการสร้างการรับรู้ทางการเมืองนั่นเอง และยิ่งเป็นในช่วงที่การเมืองโลกเกิดการแบ่งค่ายด้วยแล้ว การประกอบสร้างประวัติศาสตร์สงครามเพื่อรองรับต่อการแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจจึงดูจะเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลของการรบเป็นชัยชนะ และยังมีนัยสำคัญต่อการเป็น “จุดเปลี่ยน” ของสงครามด้วย

ดังนั้น การรำลึกถึงวันดี-เดย์ในปีที่ 80 ซึ่งมาพร้อมกับสถานการณ์การเมืองชุดใหม่ของยุโรปที่เห็นถึงสงครามยูเครน และปัญหาการคุกคามทางทหารของรัสเซียในยุคปัจจุบัน จึงทำให้การจัดงานในปีที่ 80 เป็นเรื่องทางการเมืองในตัวเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า เรากำลังเห็นถึงบทบาทของปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ชายหาดนอร์มังดี ซึ่งว่าที่จริงแล้ว เราอาจจะต้องยอมรับว่า สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้มาตั้งแต่สงครามเย็นครั้งก่อนแล้วว่า ประวัติศาสตร์การยุทธ์ที่นอร์มังดีเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็น

 

เมื่อย้อนกลับถึงการรำลึกถึงเหตุการณ์การยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีในยุคสงครามเย็นนั้น เราจะเห็นถึงการสร้าง “เรื่องเล่าและวาทกรรม” ของเหตุการณ์นี้อย่างชัดเจน… การรบที่ชายหาดนอร์มังดีคือ ภาพแทนของการต่อสู้ระหว่าง “โลกเสรีกับโลกคอมมิวนิสต์” เนื่องจากในยุคสงครามเย็นในศตวรรษที่ 20 นั้น การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นเรื่องระหว่าง 2 ค่ายอุดมการณ์ โดยมีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นรัฐคู่แข่งขันหลัก

ดังนั้น ภาพของการฉลองจึงมีทหารอเมริกันเป็น “พระเอก” มีทหารอังกฤษและทหารแคนาดาเป็น “พระรอง” และทหารฝรั่งเศสและหน่วยใต้ดินฝรั่งเศสเป็น “ผู้ช่วย” แน่นอนว่าในยุคนั้น ทหารเยอรมันต้องเป็น “ตัวร้าย” แต่สภาวะดังกล่าวก็เปลี่ยนแปลงไปเมื่อกองทัพเยอรมันเข้าร่วมเป็นส่วนสำคัญของกองกำลังนาโตในยุคหลังสงครามโลก และโลกตะวันตกต้องเผชิญกับภัยคุกคามทางทหารของกองทัพแดง… กองทัพแดงซึ่งเคยเป็นกำลังหลักในการทำสงครามกับนาซี กลับกลายเป็นกองทัพข้าศึก

ภาวะเช่นนี้อาจจะสอดรับกับความจริงของการสงครามในยุโรป เนื่องจากสหรัฐมีบทบาทหลักในแนวรบด้านตะวันตก จนดูเหมือนเราจะลืมไปว่า จุดเปลี่ยนใหญ่แรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น เกิดจากความพ่ายแพ้ใหญ่ของกองทัพนาซีใน “การรบที่สตาลินการ์ด” (The Battle of Stalingrad) ในกลางปี 1942-ต้นปี 1943

แต่ด้วยเงื่อนไขของการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ชัยชนะที่นอร์มังดีดูจะบดบังชัยชนะของกองทัพแดงในแนวรบด้านตะวันออกที่สตาลินการ์ด เช่นที่เราไม่ค่อยนึกถึง “สงครามรถถังที่คูสก์” (The Battle of Kursk) ในช่วงกลางปี 1943 ซึ่งเป็นสงครามรถถังที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของกองทัพรถถังของเยอรมันด้วยเช่นกัน

ซึ่งทำให้ผู้นำรัสเซียแยกการฉลองชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ออกไปจากฝ่ายตะวันตก

 

สงครามเย็นกลับมาแล้ว!

สําหรับในปีที่ 80 ที่มีสงครามยูเครนเป็นสนามรบหลักของยุโรปนั้น การรำลึกครั้งนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกี่ยวโยงเข้ากับปัญหาสงครามในยูเครน… สุนทรพจน์ของผู้นำชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นของสหรัฐ ฝรั่งเศส หรืออังกฤษ ล้วนมีนัยทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมในการสนับสนุนการต่อสู้ของยูเครน จนอาจกล่าวได้ว่าการรำลึก 80 ปีวันดี-เดย์ เป็นการรวมตัวของผู้นำชาติพันธมิตรตะวันตกที่แสดงออกอย่างชัดเจนในการต่อต้านการทำสงครามของรัสเซียในยูเครน โดยมีเรื่องของชายหาดที่นอร์มังดีเป็นฉากประวัติศาสตร์

ดังนั้น ในอีกด้านหนึ่งจึงไม่น่าแปลกใจที่งานครั้งนี้ไม่มีการเชิญผู้นำรัสเซีย เพราะการเข้าร่วมงานของรัสเซียเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางการเมือง เนื่องจากภาพแทนของข้าศึกที่นอร์มังดีวันนี้ไม่ใช่กองทัพเยอรมันอีกแล้ว แต่เป็นกองทัพรัสเซียที่กำลังคุกคามยุโรปในปัจจุบันเสมือนบทบาทของกองทัพนาซีเมื่อ 80 ปีก่อน

แต่ทั้งหมดนี้บอกแก่เราว่า สงครามเย็นหวนกลับมาสู่เวทีโลกอีกครั้งแล้ว โดยมีงานรำลึกชัยชนะที่นอร์มังดีเป็นคำตอบทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ชัดเจน!