วิกฤตยุโรปในทีทรรศน์ปัญญาชน (2)

เกษียร เตชะพีระ

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

 

วิกฤตยุโรปในทีทรรศน์ปัญญาชน (2)

 

กวีเลียโน ดา เอมโปลี นักเขียนชาวสวิส-อิตาเลียน และอาจารย์แห่ง Sciences Po Paris บ่นอุบออกมาในการประชุมสุดยอดของปัญญาชนยุโรป 130 กว่าคนที่จัดโดยวารสารดิจิทัล Le Grand Continent เมื่อปลายปีก่อน ณ เมืองสปาบนเทือกเขาแอลป์ในอิตาลีว่า :

“ยุโรปได้สละทิ้งปัญหาเอกลักษณ์รวมทั้งเรื่องเล่าและมิติทางสัญลักษณ์ของมันให้แก่ประดาพรรคชาตินิยมทั้งหลายไปเสียแล้ว”

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเหล่าพรรคขวาจัดเพิ่มขยายสัดส่วนที่นั่ง ส.ส.ในสภายุโรปขึ้นมาในการเลือกตั้งเมื่อต้นเดือนมิถุนายนศกนี้โดยเฉพาะจากฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี (https://www.lemonde.fr/en/les-decodeurs/article/2024/06/12/eu-elections-two-graphs-to-view-the-results-of-major-political-groups-since-1979_6674595_8.html)

จริงอยู่พรรคขวากลางยังเป็นฝ่ายกุมเสียงข้างมากที่ลดลงในสภายุโรปไว้ได้ แต่ก็ถูกผลคะแนนเสียงเลือกตั้งโดยรวมที่เปลี่ยนไปกดดันให้ปรับท่าทีแนวนโยบายเอนเอียงไปทางขวามากขึ้นโดยเฉพาะในประเด็นผู้อพยพเข้าเมืองและการเกษตร

(https://www.huffpost.com/entry/european-union-conservative-election-choice-far-right_n_66690f46e4b076bcfea0ea05)

การแบ่งกลุ่มการเมืองในสภายุโรปตามร้อยละของจำนวน ส.ส. ในการเลือกตั้งปี 1979-2024 จากซ้าย–>ขวา ฝ่ายขวาจัดชาตินิยม-ประชานิยมขยายตัวในการเลือกตั้งสองครั้งหลังสุด น.ส.พ. Le Monde

กล่าวได้ว่าการไต่ระดับพลังอำนาจสูงขึ้นของขบวนการขวาจัดทั้งหลายเป็นเรื่องที่จับจองความคิดจิตใจของเหล่าปัญญาชนยุโรปมากที่สุด ดังที่ ลีอา ยิปี ศาสตราจารย์หญิงด้านทฤษฎีการเมืองชาวอัลบาเนียแห่ง LSE ของ อังกฤษตั้งข้อสังเกตว่า :

“เรากำลังประสบพบพานจังหวะปฏิกิริยาทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเกี่ยวกับพวกขวาจัดอยู่ตรงพวกเขาชนะได้แม้ในยามที่พ่ายแพ้ก็ตาม”

ดังปรากฏว่าที่ผ่านมาแม้พรรคขวาจัดทั้งหลายจะแพ้เลือกตั้งซ้ำซาก ทว่า พวกเขาก็กดดันขับไสรัฐบาลประเทศต่างๆ ให้ค่อยๆ หันไปรับเอาข้อเสนอเชิงกฎหมายของพวกตนได้สำเร็จ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการอพยพเข้าเมืองภายใต้แรงกดดันของมติมหาชนบางส่วน

“การไถลเลื่อนเชิงแนวนโยบายดังกล่าวนี้คืบหน้าไปเรื่อยๆ และมันเริ่มต้นด้วยการหันไปใช้ศัพท์แสงถ้อยคำของฝ่ายขวาจัด แล้วลงเอยโดยฝ่ายซ้ายเองนั่นแหละไปเก็บรับมันมาใช้บ้าง”

น่าคิดว่าหากลองกลับตาลปัตรขั้วอุดมการณ์และขั้วการเมืองแล้ว เราจะกล่าวเปรียบเทียบกับกรณีพรรคอนาคตใหม่-พรรคก้าวไกลของไทยได้เช่นกันไหมว่า “พวกเขาชนะได้แม้ในยามที่พ่ายแพ้ก็ตาม”???

มาร์ติน เซลเนอร์ (ภาพซ้าย จากข่าว Deutsch Welle) เอลฟรีเดอ เจลิเน็ก (ภาพขวา, 1946-ปัจจุบัน)

คุมคำ-คุมความหมาย-คุมความคิด-คุมคน

ปรากฏการณ์ [คุมคำ-คุมความหมาย-คุมความคิด-คุมคน] ทำนองนี้มีแบบอย่างมาแล้วในประวัติศาสตร์ ดังที่ กวีเลียโน ดา เอมโปลี ตั้งข้อสังเกตว่า :

“เพื่อระบายถ่ายเทความเกลียดชังชาวยิวและพวกบอลเชวิกของตน นับแต่คริสต์ทศวรรษที่ 1930 โจเซฟ เกิบเบิลส์ (1897-1945) หัวหน้างานโฆษณาชวนเชื่อของพวกนาซีก็ต้องการให้ชาวเยอรมันทุกครัวเรือนมีวิทยุไว้รับฟังข่าวสารทางการ

“ส่วนทุกวันนี้ เพื่อเผยแพร่ความคิดของตัว พวกปฏิกิริยาทั้งหลายก็สามารถพึ่งพาอาศัยระบบนิเวศน์ของสื่อแบบใหม่แทน”

 

แน่ล่ะว่าการเปรียบเทียบเฉยๆ ไม่ใช่เหตุผลที่ฟังขึ้นโดยตัวมันเอง แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าปฏิบัติการอันป่าเถื่อนมักถูกกรุยทางนำหน้ามาก่อนด้วยวาทะที่จาบจ้วงล่วงเกิน ฉะนั้นเอง ดา เอมโปลี จึงเห็นว่าจะต้องเจริญรอยตาม…

“ภาพพจน์การพูดคุยข้างเตาผิงที่ประธานาธิบดีรูสเวลต์จินตนาการไว้ในรายการวิทยุยามเย็นของท่าน กล่าวคือ ดัดแปลงอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง” (https://en.wikipedia.org/wiki/Fireside_chats)

ข้ออ้างอิงเชิงประวัติศาสตร์ข้างต้นออกจะหนักข้อไปหน่อยหรือกระทั่งถ่วงลากเกินเลย แต่กระนั้นก็ต้องกล่าวว่าสภาพคับขันฉุกเฉินแห่งคริสต์ทศวรรษที่ 1930 นั้นยังตามหลอนใจเหล่าปัญญาชนยุโรปทั้งหลายอยู่

ดังปรากฏข่าวการจัดประชุมพวกชาตินิยมสุดโต่ง ณ โรงแรมในเมืองพอตซ์ดัม เยอรมนี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ศกก่อน ซึ่งชวนให้หวนระลึกถึงโมงยามอันมืดมิดของทวีปยุโรปในอดีต ความที่พวกหัวรุนแรงสุดโต่งแห่งขบวนการเอกลักษณ์ในยุโรปทั้งหลายพากันถกอภิปรายในที่ประชุมที่ว่านี้เรื่องจะเนรเทศคนสองล้านคนที่ถือกำเนิดในต่างแดนออกจากยุโรปไปยังทวีปแอฟริกาเหนือ

(https://www.dw.com/en/germany-afd-disputes-remigration-investigative-report/a-67941758)

 

ที่ประชุมนั้น รวมทั้งคนอย่าง มาร์ติน เซลเนอร์ หนุ่มชาวออสเตรีย ผู้โหยหาอาลัยลัทธินาซีและเป็นแรงบันดาลใจให้ เบร็นตัน แทร์เรนต์ ชาวออสเตรเลียผู้คลั่งไคล้แนวคิดชาตินิยม ผิวขาว-ชนผิวขาวต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน (white nationalist-white supremacist) และได้ก่อการสังหารหมู่มุสลิม 51 คนในมัสยิดอันนูรและศูนย์อิสลามลินวูด ณ เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์เมื่อปี 2019 ด้วย (https://christchurchattack.royalcommission.nz/)

กระทั่ง เอลฟรีเดอ เจลิเน็ก (Elfriede Jelinek) นักเขียนนิยายและบทละคร หญิงชาวออสเตรียผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี 2004 เผยความในใจในโอกาสการชุมนุมแสดงพลังต่อต้านพวกขวาจัดที่กรุงเวียนนาเมื่อ 28 มกราคม ศกนี้ว่า :

“ดิฉันได้ยินเสียงหายใจของปีศาจ ดิฉันได้ยินเสียงลมปราณอันแผ่วล้าของประชาธิปไตย”

 

วาทกรรมพิษ

ในบริบทสากลร่วมสมัยของการหวนกลับไปกวาดล้างกันทางการเมืองอีกครั้งในรัสเซีย ซึ่งในทัศนะของ ทิโมธี ชไนเดอร์ ศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยลในอเมริกา รัสเซียได้กลายเป็น “รัฐฟาสซิสต์” ไปแล้วในขั้นตอนปัจจุบันนั้น (ดูตัวอย่างงานของเขาเรื่อง ว่าด้วยทรราช : 20 บทเรียนจากศตวรรษที่ 20, เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล กับ ชยางกูร ธรรมอัน แปล)

กระบวนการกลายเป็นแบบฟาสซิสต์ (fascisation) ทำให้ปัญญาชนยุโรปในที่ประชุม Le Grand Continent นึกถึงคำเตือนของวิกตอร์ เคลมเปรา นักนิรุกติศาสตร์ชาวเยอรมัน (Victor Klemperer, 1881-1960) ที่ว่า :

“ถ้อยคำอาจกลายเป็นสารหนูปริมาณกระจิริดได้ เรากลืนมันลงคอไปโดยไม่ทันระวังตัว และมันก็ดูเหมือนไม่ส่งผลอะไร แล้วพอผ่านไปสักระยะหนึ่ง พิษภัยของมันถึงจะทำให้เรารู้สึกได้”

สารหนูคำเล็กๆ ฉันใด วาทกรรมขวาจัดประเภท “การแทนที่ประชากรครั้งใหญ่” กับ “การส่งผู้อพยพกลับ” ก็ฉันนั้น (Great Replacement & Remigration ดู https://en.wikipedia.org/wiki/Great_Replacement & https://en.wikipedia.org/wiki/Remigration)

ในวาระการประชุมเต็มคณะ ปัญญาชนรับเชิญทั้งหลายพากันถกอภิปรายเพื่อหาทาง “หลีกเลี่ยงหายนะ” ที่พวกขวาจัดอาจชนะเลือกตั้งยึดกุมสภายุโรปได้ในเดือนมิถุนายนศกนี้ รวมทั้งสวนทวนสิ่งที่ เคลาส์ เวลล์ อดีตเลขาธิการสภายุโรประหว่างปี 2009-2022 เรียกว่า “สังคม-ชาตินิยม” (le social-nationalisme)

 

การจงใจผวนคำ (กลับตาลปัตรชื่อพวกนาซี National Socialism หรือ Nationalsozialismus ในภาษาเยอรมันแต่เดิมเสียใหม่) โดย เคลาส์ เวลล์ แกนนำผู้ทรงอิทธิพลของพรรคสหภาพคริสเตียนเดโมแครตนี้ส่อนัยสำคัญทางการเมืองวัฒนธรรม เขาปรารถนาที่จะ “สกัดกั้นคลื่นประชานิยม” ของประดาพรรคขวาจัดที่พยายาม “รื้อทลายระบบซึ่งสถาปนาขึ้นหลังปี 1945 บนพื้นฐานบูรณภาพของยุโรป การร่วมมือกันข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาพหุนิยม”

ในบางแง่ สถานการณ์ปัจจุบันนับว่ายังน่าวิตกกังวลกว่าสมัยปรากฏการณ์เบร็กซิท (Brexit ดู https://www.bbc.com/thai/international-51330891) เมื่อเหล่าพรรคชาตินิยมทั้งหลายเสนอจะผละออกจากสหภาพยุโรปเสียอีก ดังที่ ลอรอง โกเดอะ (Laurent Gaud?) นักเขียนและนักแต่งบทละครชาวฝรั่งเศสผู้ประพันธ์หนังสือ Nous, L’Europe (ยุโรปเรา, 2021) วิเคราะห์เสริมสำทับว่าในทางเป็นจริงแล้ว…

“พวกประชานิยมแห่งพรรค Rassemblement national ของมารีน เลอเปน กระทั่งปรารถนาจะแปลงโฉมสหภาพยุโรปเสียใหม่ให้เป็นดังใจตนด้วยซ้ำไป”

(อ่านต่อตอนหน้า)