แนวรุก วัฒนธรรม จาก ‘ด้อม’ จิตร ภูมิศักดิ์ สู่ สุจิตต์ วงษ์เทศ

บทความพิเศษ

 

แนวรุก วัฒนธรรม

จาก ‘ด้อม’ จิตร ภูมิศักดิ์

สู่ สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

บทความ “จิตร ภูมิศักดิ์ ที่ผมรู้จัก” ของ ทวีป วรดิลก ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ใน “มติชนสุดสัปดาห์”

ต่อมาได้รวมพิมพ์เป็นเล่มโดย “ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ”

ความยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง 1 นอกเหนือจากเป็นงานจากความทรงจำของ ทวีป วรดิลก แล้ว ยังอยู่ที่ได้ สุพจน์ แจ้งเร็ว บรรณาธิการ “ศิลปวัฒนธรรม” ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการและเขียน “คำนำเสนอ”

สุพจน์ แจ้งเร็ว มีลักษณะพิเศษหลายประการ

ทุกประการล้วนได้รับแรงดาลใจจากทั้งชีวิตและผลงาน จิตร ภูมิศักดิ์ อย่างลึกซึ้ง

ขณะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เพียงแต่ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของ จิตร ภูมิศักดิ์ อย่างดื่มด่ำ หากแต่ได้มีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างสภาวการณ์ให้การเกิดอีกครั้งของ จิตร ภูมิศักดิ์ มีความหมายและส่งผลสะเทือน

คำนำเสนอของ สุพจน์ แจ้งเร็ว จึงมีผลสะเทือนเป็นอย่างสูงในพรมแดนแห่งจิตรศึกษา

ต้องอ่าน

 

เปิดตัว อินทรายุธ

เสริม บรรจง บรรเจิดศิลป์

งานนิทรรศการเกี่ยวกับการต่อสู้ทางวรรณกรรมกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคมที่จัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2517

มีส่วนอยู่ไม่น้อย ทำให้นามของ บรรจง บรรเจิดศิลป์ และ “นายผี” หรือ “ศรีอินทรายุธ” และ จิตร ภูมิศักดิ์

เป็นที่รู้จักกว้างออกในสาธารณะ

กล่าวเฉพาะในส่วนของ จิตร ภูมิศักดิ์ เองนั้น นอกจากข้อมูลที่ปรากฏในงานนิทรรศการแล้ว หนังสือ 2 เล่มที่ออกวางขายพอดีกับงานได้ช่วยขับให้ภาพของเขาชัดขึ้นมาอีก

มิใช่เพียงในฐานะของ “นักประวัติศาสตร์” หรือ “นักวิจารณ์” ศิลปวรรณคดีเท่านั้น

หากยังในฐานะของ “กวีประชาชน” ที่หมายจะ “ลงรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์” ให้จงได้อีกด้วย

หนังสือเล่มแรกคือ “กวีการเมือง” จัดพิมพ์โดยแนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่

อีกเล่มหนึ่ง ได้แก่ “กวีประชาชน” โดยกลุ่มวรรณกรรมธรรมศาสตร์

นี่คือหนังสือที่รวบรวมงานกวีนิพนธ์ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ไว้อย่างครบครัน-เท่าที่จะหาได้ในขณะนั้น

บทกวีนิพนธ์ทั้งหมดนี้มิได้มีอิทธิพลเฉพาะผู้อ่านทั่วไปเท่านั้น หากยังทำให้กวีและผู้ที่หมายจะเป็นกวีหลายคนพยายามสร้างงานของตนขึ้นในท่วงทำนองเช่นนั้นบ้าง

การเขียนกาพย์ยานีที่บางท่อนจะต้องมีวรรคหนึ่งเป็นสร้อยย้ำความกลายเป็นแบบแผนที่นิยมกันในเวลานั้นและต่อมา

 

ในปาก คาบบุหรี่

จิตร ภูมิศักดิ์ “แอ๊ก”

พร้อมๆ กับที่ภาพในเชิงนามธรรมของ จิตร ภูมิศักดิ์ ค่อยคลี่คลายออกไปนั้นเอง ภาพที่เป็นรูปธรรมของเขาก็ปรากฏขึ้นด้วย

รูปสเกตช์แสดงใบหน้าหันเฉลียง ปากคาบบุหรี่

ที่ลงพิมพ์คู่กับโคลงสรรเสริญ ของ โยธิน มหายุทธนา ในหน้าต้นของหนังสือ “กวีการเมือง” นับเป็นภาพแรกของเขาที่ปรากฏต่อสาธารณชนภายหลังการ “เกิดใหม่” ซึ่งอีกไม่ช้าไม่นานหลังจากนั้นก็จะกลายเป็นภาพที่แพร่หลายไม่แพ้ภาพของ เช กูวารา ที่เคยเป็นที่คุ้นตากันมาก่อน

จริงอยู่ ต่อมาจะมีภาพถ่ายในอิริยาบถต่างๆ ของจิตรให้เราเห็นมากขึ้น แต่ความเป็น จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ผูกแน่นอยู่กับภาพดังกล่าวแล้ว

เช่นกับภาพของเชที่จะมีอยู่เพียงภาพเดียวที่นับเป็น เช กูวารา

หนังสือเกี่ยวกับ จิตร ภูมิศักดิ์ หลายเล่มเลือกที่จะใช้ภาพนี้เป็นปก ทั้งที่ตัดบุหรี่ที่ริมฝีปากของเขาทิ้งไป (ตามภาพโปสเตอร์ที่พิมพ์ออกมาในสมัยนั้นโดยคติที่ว่า “เยาวชนฝ่ายก้าวหน้า” จะต้องไม่ติดยาเสพติด)

และทั้งที่ปล่อยให้คงอยู่ตามภาพถ่ายดั้งเดิมที่เขา “แอ๊ก” ให้เพื่อนถ่ายเล่นๆ ในการไปเที่ยวทางเรือคราวหนึ่ง

ควรจะกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยว่า คำนำของ โยธิน มหายุทธนา สำหรับหนังสือ “กวีการเมือง” นั้นนอกจากจะบอกแต่เพียงว่า กวี การเมือง เป็นนามปากกาของ “นักปฏิวัติ ที่ยอดเยี่ยมท่านหนึ่ง” แล้ว

ก็หาได้ระบุถึงชื่อของจิตรแต่ประการใดไม่

อย่างไรก็ตาม ในแวดวงของนักเรียนนักศึกษาเวลานั้น โดยเฉพาะในหมู่นักกิจกรรม นามของ จิตร ภูมิศักดิ์ มิได้เป็นความลับอะไรอีกต่อไป

 

แสงดาว แห่ง ศรัทธา

วีรชนปฏิวัติ กึกก้อง

ตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมาก็มีผู้เขียนถึง จิตร ภูมิศักดิ์ มีผู้สดุดี จิตร ภูมิศักดิ์ อีกมากมาย หนังสือเล่มหนึ่งถัดจากบทความของชลธิรากับคณะก็คือ

“คอมมิวนิสต์ลาดยาว” ของ ทองใบ ทองเปาด์

ในหนังสือเล่มนี้นอกเหนือไปจากเรื่องราวในคุกลาดยาวของ สุธรรม บุญรุ่ง ในฐานะของผู้แต่งบทเพลงแห่งการต่อสู้ กับเรื่องราวของ จิตร ภูมิศักดิ์ (ซึ่งแม้ผู้เขียนจะไม่บอกกับผู้อ่านโดยตรง แต่ผู้อ่านก็รู้ได้โดยง่ายว่าทั้งสองเป็นบุคคลคนเดียวกัน)

ในฐานะของนักศึกษาศิลปวรรณคดีผู้ต่อต้านเผด็จการอย่างไม่ยอมระย่อยิ่งกว่าผู้ใด

ผู้รักความเป็นธรรมยิ่งกว่าผู้ใด และผู้รักการใช้แรงงานยิ่งกว่าผู้ใดแล้ว

ที่สำคัญก็คือ บทเพลงประกอบโน้ตตัวเลขที่จิตรแต่งไว้ในระหว่างถูกคุมขังซึ่งผู้เขียนนำมาลงพิมพ์ไว้ด้วย

จากนี้เป็นต้นไป เสียงเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ก็เป็นอมตะ

เช่นเดียวกับที่เพลง “วีรชนปฏิวัติ” ที่ทางสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยใช้เป็นเพลงนำรายการได้กลายมาเป็นเพลงคุ้นหูในทุกแห่งที่มีการชุมนุมประท้วง

การรื้อฟื้นชื่อของ จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ดี หรือกระทั่งการสรรเสริญ จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ดี มิได้จำกัดอยู่แค่การเขียนถึงเท่านั้น ในปี 2518 ก็ยังได้มีการจัดงานสัมนาเกี่ยวกับ จิตร ภูมิศักดิ์ ขึ้นถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรก โดยกลุ่มนักวิชาการแห่งสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยในช่วงกลางปี ซึ่งใกล้เคียงกับวันถึงแก่กรรมของเขา ผลจากการสัมมนาครั้งนี้ หนังสือ “จิตร ภูมิศักดิ์ นักรบของคนรุ่นใหม่” อันมี สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการก็ได้รับการตีพิมพ์ออกมา

ครั้งที่สอง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดขึ้นในวันที่ 25 กันยายน อันตรงกับวันเกิดของเขา

โดยให้ชื่องานว่า “วันวีรชนปฏิวัติ”

ในงานนี้นอกจากผู้จัดจะได้เชิญคุณแม่ของ จิตร ภูมิศักดิ์ มาร่วมงานแล้ว ก็ยังเป็นครั้งแรกที่ทำนองเพลงบางเพลงของเขาที่คนส่วนมากไม่เคยรู้กันมาก่อน

ได้ถูกแสดงออกสู่ผู้ฟังที่เบียดเสียดกันอยู่ในห้อง เอ.ที.ของมหาวิทยาลัย

 

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

กับ สุจิตต์ วงษ์เทศ

อย่าถามว่าแต่ละการเคลื่อนไหวอันเป็นการขยายความเป็น จิตร ภูมิศักดิ์ ให้เป็นที่ปรากฏมีผลกระทบไปยัง สุจิตต์ วงษ์เทศ หรือไม่

เห็นได้จาก “กูเป็นนักหนังสือพิมพ์”

ไม่เพียงแต่บทกวีของ กวี การเมือง เท่านั้นที่สร้างกระแสแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ หากแต่ชีวิตของ จิตร ภูมิศักดิ์ ยังเร้าเย้าใจเป็นอย่างสูงให้ได้ความรับรู้เสริมเติม

สถานการณ์อะไรทำให้ จิตร ภูมิศักดิ์ ตกอยู่ในสภาพแบบ “เขาตายในชายป่า เลือดแดงทาดินเข็ญ”

ยิ่ง “ใบไม้ร่วงหนึ่งใบ” ยิ่งใกล้กับ สุจิตต์ วงษ์เทศ

เนื่องจาก เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ใส่ชุดไทยร่วมบรรลงดนตรีตั้งแต่แรกจัดตั้งวง “เจ้าพระยา” ขึ้นมาแล้ว

ที่สำคัญยังเป็นแง่มุมในการตีความประวัติศาสตร์ วรรณคดี