ทำไมต้องทน?

หนุ่มเมืองจันท์facebook.com/boycitychanFC

หลังจากที่ผมไปพูดที่เวที “TALK OF THE GENS” ที่เอาคนแต่ละ GEN มาแลกเปลี่ยนกันบนเวที

และผมเป็นตัวแทนของ Baby Boomer

ตอนที่ “เพื่อนต๋อย” ติดต่อมา ผมก็บอกเพื่อนแล้วว่าการให้เป็นตัวแทนของวัยนี้ไม่ดีเลย

เพราะ Baby Boomer คือกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องทัศนคติกับ “คนรุ่นใหม่” มากที่สุด

“งานนี้เป็นเป้าแน่ๆ” ผมบอกเพื่อน

และก็เป็นไปตามคาด 555

แม้ว่าจะเชื่อมั่นว่าตัวผมค่อนข้างเปิดกว้างกับความคิดของ “คนรุ่นใหม่” และยอมรับในความแตกต่าง

แต่สุดท้ายหลังจากลงเวทีก็มีปัญหาจนได้

เมื่อเนื้อหาส่วนหนึ่งมีการนำไปโพสต์ในเพจ

ประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ การตอบคำถามว่ามีความเห็นอย่างไรว่า “เด็กสมัยนี้ไม่มีความอดทน”

“ถ้ารุ่นผมจะตั้งคำถามว่าทำไมทำงาน 2 ปีแล้วลาออก ผมเลยรู้สึกว่าทำไมไม่ทน แต่ผมชอบที่เด็กรุ่นใหม่ตั้งคำถามว่าแล้วทำไมต้องทน ก็เมื่อความสุขในชีวิตเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้าผู้ใหญ่เปิดกว้างว่านี่มันคนละ Gen ที่มีความคิดที่ต่างกันเท่านั้นเอง เขาก็มีเหตุผล ไม่ใช่คิดแบบไม่มีเหตุผล”

อ่านข้อความที่โพสต์นี้แล้ว อยากรู้ว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือรู้สึกอย่างไรครับ

โพสต์นี้ได้รับความนิยมมาก 555

เสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่มาจาก “คนรุ่นใหม่” เขาจะรู้สึกกับคำว่า “ทำไมไม่ทน” มาก

และแน่นอน Baby Boomer ย่อมเป็นหมู่บ้านกระสุนตก

เขาอ่านแล้วคิดว่าผมเห็นด้วยกับเรื่องนี้

ทั้งที่ผมอ่านทบทวนหลายรอบ เนื้อหาก็ค่อนข้างชัดว่าเดิมคนรุ่นผมคิดแบบนี้

แต่เมื่อเด็กรุ่นใหม่ตั้งคำถามอีกมุมว่า “ทำไมต้องทน”

ผมก็ยอมรับ และชอบด้วย

แต่โลกโซเชียลมีเดียก็แบบนี้ล่ะครับ พอเข้าใจได้

ตอนแรกผมกะว่าจะเขียนชี้แจงในเพจของผม

ถ้าใช้สำนวนพี่วาณิช จรุงกิจอนันต์ ที่ใช้ในวงเหล้าตอนที่เริ่มมีคนในวงหยิบประเด็นอะไรมาคุยกัน

แล้วพี่ท่านรู้สึกว่าน่าเถียง

พี่วาณิชจะโพล่งขึ้นมาว่า “เรื่องนี้มีประเด็น”

ถ้าคำนี้หลุดจากปากพี่วาณิชเมื่อไร แสดงว่างานนี้ยาว

เพราะเขาจะเถียงไม่หยุด

เถียงไปเรื่อยๆ จนร้านปิด

ครับเรื่อง “ทำไมไม่ทน-ทำไมต้องทน”

เรื่องนี้มีประเด็น

แต่ถ้าเขียนในเพจ เราไม่ได้ค่าเขียน

เขียนในคอลัมน์นี้

เราได้ค่าเรื่อง

เรื่องแบบนี้นักเขียนอาชีพตัดสินใจง่ายครับว่าจะเขียนลงที่ไหนดี

 

คนรุ่น Baby Boomer เกิดช่วงปี 2489-2507

ผมถือว่าเป็นรุ่นปลายแถวของ Baby Boomer ระดับเกือบตกรุ่น

รุ่นนี้เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การสูญเสียเยอะ

รัฐบาลจะรณรงค์ให้คนหนุ่มสาวมีลูกเยอะๆ

อย่างผมก็มีพี่น้อง 6 คน

ซึ่งเป็น “สิ่งมหัศจรรย์” ของคนรุ่นนี้

ที่ผมค้นข้อมูลมาเขาบอกว่าคนรุ่นนี้จะถูกสอนให้ทำงานขยันขันแข็ง มีวินัย อดทนสูง

ตอนผมเริ่มต้นทำงาน เป็นช่วงที่เศรษฐกิจแย่

งานก็หายาก ไม่ได้มีโอกาสมากเหมือนยุคนี้

สภาพแวดล้อมบีบให้เราต้องอดทน

ลาออกไป ไม่รู้ว่าจะมีงานหรือเปล่า

คนรุ่นนี้จะเปลี่ยนงานน้อย บางคนทำงานที่ใดที่หนึ่งจนเกษียณ ไม่ค่อยมีใครที่ทำงาน 1 ปีออก หรือไม่ถึงปีลาออก

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอดทนแบบทาส จะดุจะด่าอะไรก็จะทน

คนทุกคนมีศักดิ์ศรีเหมือนกันหมด

ส่วนที่ผมยกตัวเลข 2 ปี มาจากประสบการณ์ส่วนตัวครับ

ตอนที่อยู่ “มติชน” ผมโดนโยกย้ายงานบ่อยมาก

เปลี่ยนหน่วยงานที่ต้องบริหารไปเรื่อยๆ

เกือบ 30 ปี 8 หน่วยงาน

จากประสบการณ์การเปลี่ยนงาน ถ้าผมบริหารหน่วยงานไหนน้อยกว่า 2 ปี

ผมรู้สึกว่ายังไม่ค่อย “รู้จริง” ในงานนั้น

คำว่า “รู้จริง” คงต้องตีความตามความหมายของแต่ละคน

สำหรับผม “รู้จริง” หมายความว่าต้องรู้กระจ่างเลยว่างานฝ่ายนี้เขาทำกันอย่างไร เรื่องอะไรเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องอะไรที่ต้องระวัง

“บริหารงาน-บริหารเงิน-บริหารคน” ได้เลย

ต้องรู้จักคู่ค้า หรือกลุ่มคนที่ต้องทำงานด้วยเป็นอย่างดี

เรียกว่าถ้าลาออกจากบริษัทไปทำที่ใหม่ในงานเดียวกัน ต้องก่อการได้เลย

หน่วยงานไหนที่ผมทำงานแค่ 6 เดือนหรือ 1 ปี ผมถือว่า “ไม่รู้จริง” แค่ “พอรู้”

ดังนั้น เมื่อเห็น “คนรุ่นใหม่” บางคนเปลี่ยนงานเร็วและบ่อยมาก ผมจึงกลัวว่าเขาจะได้แต่แค่ว่าเคยผ่านงานอะไรมาบ้าง

แต่ “ไม่รู้จริง”

นอกจากนั้น ผมเคยคุยกับเจ้าของกิจการหรือฝ่าย HR ส่วนใหญ่ เขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย

ถ้าเจอคนสมัครงานที่ฝีมือพอๆ กัน ระหว่างคนที่มีประวัติเปลี่ยนงานบ่อย ทำงานไม่ถึง 1 ปีลาออก กับอีกคนหนึ่งไม่ค่อยเปลี่ยนงานบ่อย ทำงานที่หนึ่งอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป หรือ 2-3 ปี

เขาจะเลือกคนที่ไม่เปลี่ยนงานบ่อย

เพราะหัวหน้างานทุกคนรู้ดีว่าช่วงที่เหนื่อยที่สุดคือ ตอนสอนงานพนักงานใหม่

ช่วงแรกๆ ยังทำงานไม่คล่อง ต้องลงไปสอน

พอสัก 6 เดือน น้องเริ่มทำงานคล่อง

ถ้าน้องลาออก

เขาต้องเริ่มรับคนใหม่และฝึกงานใหม่

แบบนี้เหนื่อย

 

แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปเยอะมาก ข้อมูลเต็มไปหมด

ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าเดิม

ระยะเวลาที่ “รู้จริง” อาจจะลดลง

ไม่ต้องถึง 2 ปีแบบรุ่นผม

ยิ่งยุคนี้ “คนรุ่นใหม่” มีโอกาสในชีวิตมากกว่ารุ่นผม

ไม่ต้องเป็น “ลูกจ้าง”

เทคโนโลยียุคนี้ช่วยให้เขามีทางเลือกที่จะเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ ได้ ค้าขายออนไลน์ หรือเป็นฟรีแลนซ์

เขาจึงตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องทน” ได้ง่ายกว่า

รุ่นผมที่ต้องทน เพราะหางานใหม่ยาก

จะลาออกไปค้าขายออนไลน์ก็ทำไม่ได้

เพราะยุคนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ต

ยังใช้ “เพจเจอร์” บอกรักอยู่เลยครับ

จะใช้ “เพจเจอร์” ขายออนไลน์ก็คงแปลกๆ 555

ดังนั้น สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกันจึงกำหนดทัศนคติของคนแต่ละรุ่น

ถ้าไม่เอาความคิดของคนรุ่นเราไปกำหนดรุ่นอื่น

เปิดใจยอมรับ “ความแตกต่าง”

ปัญหาก็จะไม่เกิด •

 

 

ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์