วิชิต สุรพงษ์ชัย (2)

วิรัตน์ แสงทองคำviratts.wordpress.com

เขามีประสบการณ์เฉพาะเกี่ยวข้องกับระบบการเงินไทยมาราวๆ 2 ทศวรรษ ก่อนจะมาธนาคารไทยพาณิชย์

วิชิต สุรพงษ์ชัย แม้ว่าเริ่มงานวงการธนาคารเมื่ออายุ 30 ปี ดูเหมือนมาทีหลังคนรุ่นราวคราวเดียวกันเกือบๆ 10 ปี แต่เส้นทางในฐานะมืออาชีพไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนไล่ทัน ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี เขาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (ปี 2528) ตอนนั้นคือธนาคารอันดับหนึ่งของอาเซียน

ที่เข้าสู่วงการธนาคารล่าช้า เพราะไปแสวงหาประสบการณ์จากธุรกิจครอบครัว พร้อมๆ กับการศึกษาหาความรู้จนจบปริญญาเอก

วิชิต สุรพงษ์ชัย เกิดในครอบครัวธุรกิจ เจ้าของโรงงานผลิตกล่องกระดาษรายแรกของเมืองไทย วิถีชีวิตและการศึกษาของเขา จึงมีธุรกิจครอบครัวเป็นตัวตั้งแต่แรก

เขาเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก จากนั้นศึกษาวิศวกรรมเครื่องกลที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยหมายมั่นว่า จะมาบริหารโรงงาน ว่ากันว่า ได้เริ่มทำงานไปพลาง เรียนระดับปริญญาตรีไปพลาง

แต่กลับพบว่า ธุรกิจครอบครัวมีปัญหาทางด้านการค้ามากกว่าการผลิต อย่างไรก็คิดว่าการเรียนต่อด้าน Industrial Engineering ระดับปริญญาโทในต่างประเทศ จะมีส่วนช่วยกิจการได้มากขึ้น

เมื่อเขาจบจาก Berkeley (University of California, Berkeley) กลับพบว่าช่วยอะไรกิจการครอบครัวไม่ได้ วิชิต สุรพงษ์ชัย จึงต้องกลับไปศึกษาต่ออีกครั้ง ด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ที่ UCLA University of California, Los Angles) ขณะกิจการครอบครัวเองมีปัญหามากขึ้นๆ

ถือเป็นการตัดสินใจเรียนที่ช้าเกินไป ยังไม่ทันที่เขาจะเรียนจบ ครอบครัวได้ตัดสินใจขายกิจการออกไป

 

บริษัท สิงห์ทอง จำกัด ของครอบครัวสุรพงษ์ชัย ขายหุ้นส่วนใหญ่ให้กับ Australia Consolidated Industries (ACI) จากออสเตรเลีย ซึ่งเข้ามาร่วมทุนกับเบอร์ลี่ยุคเกอร์ ในปี 2514 แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นสยามบรรจุภัณฑ์

แต่ ACI อยู่ได้ไม่นานตัดสินใจถอนตัวออกจากประเทศไทย บ้างก็ว่าสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากสถานการณ์สงครามในอินโดจีนซึ่งกำลังรุนแรง ความไม่มั่นใจในการลงทุน เป็นไปตามกระแสนักลงทุนโลกตะวันตก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทางการเงินไม่เป็นใจ ประสบการขาดทุนต่อเนื่องด้วย

ในที่สุด (ปี 2522) ธนาคารไทยพาณิชย์ เจ้าหนี้รายใหญ่ จึงขอให้บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี เวลานี้) เข้าเทกโอเวอร์ (ปัจจุบันถือเป็นส่วนหนึ่งของเอสซีจีแพคเกจจิ้ง)

วิชิต สุรพงษ์ชัย เรียน MBA ไม่ทันจบ ก็ไม่มีกิจการให้บริหารอีกแล้ว จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาตั้งใจเรียนจนถึงปริญญาเอก (Ph.D., Graduate School of Management, UCLA)

เมื่อกลับเมืองไทย เริ่มต้นในฐานะมืออาชีพ (ปี 2519) กับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม (ไอเอฟซีที) ดูเหมาะกับเขามาก ในงานวิเคราะห์โครงการการให้การส่งเสริมกิจการใหม่ๆ

ไอเอฟซีทีนั้น เกี่ยวเนื่องกับ สมหมาย ฮุนตระกูล ผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งกิจการ และชักนำให้สร้างความสัมพันธ์กับธนาคารในญี่ปุ่น

ไอเอฟซีทีเปิดศักราชในการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ในไทย ตามโมเดลญี่ปุ่น ในปีนั้นเอง สมหมาย ฮุนตระกูล ไปรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (2519-2523) กิจการไอเอฟซีทีจึงมีบทบาทมากขึ้น

ขณะนั้น วิชิต สุรพงษ์ชัย พอมีเวลามาสอน MBA ที่ธรรมศาสตร์ด้วย ความสัมพันธ์กับ สังเวียน อินทรวิชัย หัวเรี่ยวหัวแรงของ MBA ธรรมศาสตร์ มีส่วนชักนำให้เขามีโอกาสได้เริ่มทำงานกับธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเวลานั้น

 

เขาเข้าทำงานธนาคารกรุงเทพ ในช่วง บุญชู โรจนเสถียร กลับเข้าบริหารอีกครั้ง เมื่อมีการรัฐประหาร และเข้าสู่ยุครัฐบาลหอย – ธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อปี 2520

วิชิต สุรพงษ์ชัย เป็นตัวอย่างมืออาชีพ สามารถเติบโตในธนาคารเก่าแก่ มีพนักงานจำนวนมาก ระบบค่อนข้างเทอะทะเหมือนราชการ ทั้งนี้เนื่องมาจากการริเริ่มงานใหม่

ตั้งแต่วิกฤตการณ์น้ำมันในปี 2514 เรื่อยมาจนถึงปี 2520 ระบบเศรษฐกิจไทยได้รับแรงกระแทกจากภายนอกอย่างรุนแรง อัตราดอกเบี้ยผันผวน เช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เคลื่อนไหววูบวาบ ธนาคารกรุงเทพจึงตั้งหน่วยงานบริหารเงิน หรือ TREASURY ขึ้นมา

วิชิต สุรพงษ์ชัย เป็นผู้จัดการ (ปี 2523) ในจังหวะเปลี่ยนผ่านผู้นำ บุญชู โรจนเสถียร หวนกลับเข้าสู่วงการเมืองอีกครั้งในยุครัฐบาลเปรม ติณสูลานนท์ ชาตรี โสภณพนิช เข้าสวมแทน ถือเป็นจังหวะที่ดี เพราะหน่วยงานนี้ขึ้นกับกรรมการผู้จัดการใหญ่

วิชิต สุรพงษ์ชัย กับสำนักงานบริหารเงิน เดินหน้าเป็นที่น่าพอใจ ผ่านสถานการณ์ทางเศรษฐกิจตกต่ำในรอบสำคัญของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมาเกือบ 10 ปี ช่วงอัตราดอกเบี้ยธนาคารขึ้นสูงสุดถึง 21% และลงต่ำกว่า 10% รวมทั้งการลดค่าเงินบาทติดต่อกัน 4 ครั้งในยุครัฐบาลเปรม 1 ถึงเปรม 4

 

วิชิต สุรพงษ์ชัย ได้รับความไว้วางใจอย่างมากจาก ชาตรี โสภณพนิช เขาดูแลกิจการวาณิชธนกิจ หน่วยงานใหม่ของระบบธนาคารไทยในเวลานั้นเช่นเดียวกันด้วย (ปี 2528)

เท่านั้นยังไม่พอ ได้เพิ่มงานเข้าบริหารระบบงานเก่าของธนาคารที่สำคัญมาก ด้วยรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการดูแลกิจการสาขาต่างประเทศ (ปี 2530) ในจังหวะสำคัญ เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ตลาดการเงินอย่างเต็มที่มากขึ้นๆ ขณะ ชาตรี โสภณพนิช ได้ก้าวเข้าคุมอำนาจบริหารธนาคารกรุงเทพอย่างเบ็ดเสร็จ ในช่วงน้องชายคนละแม่-โชติ โสภณพนิช ซึ่งดูแลกิจการต่างประเทศ ออกจากธนาคารไป

ในปี 2536 วิชิต สุรพงษ์ชัย เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เป็นที่รู้แก่ใจว่า คือตำแหน่งขัดตาทัพ นับเป็นช่วงอึดอัดที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต ท่ามกลางความสับสนและข้อต่อแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคมธุรกิจไทยหลายมิติ

สังคมธุรกิจไทย ภายใต้สายสัมพันธ์เก่ากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีคนหน้าใหม่ๆ เข้ามาแทรกดั่งพายุบุแคม โดยไม่คาดคิด หลังจากราคาที่ดินเพิ่มอย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นไทยเติบโต โฉมหน้าสังคมธุรกิจไทยเริ่มขยับเขยื้อน จากคนรุ่นเก่ามาสู่อีกรุ่น กลายเป็นกลุ่มอิทธิพลธุรกิจใหม่

สำหรับธนาคารไทยใหญ่ภายใต้เงาธุรกิจครอบครัว อาศัยจังหวะนั้นภาวะเศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู เปลี่ยนผ่านอำนาจบริหารสู่ทายาท รวมทั้งธนาคารกรุงเทพ โดย ชาตรี โสภณพนิช ด้วย กำลังส่งต่อสู่บุตรชาย (ชาติศิริ โสภณพนิช เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ต้นปี 2537) จึงเป็นช่วงเวลาแห่งความอึดอัด ขัดข้องในการบริหารของ วิชิต สุรพงษ์ชัย ไม่น้อย

เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ ทั้งๆ อยู่ในตำแหน่งไม่นาน เป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต และถือกันว่าเป็นจังหวะเหมาะสม

 

การลาออกก่อนเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทยรวมทั้งธนาคารไทย ประวัติการทำงาน วิชิต สุรพงษ์ชัย ดูไม่ด่างพร้อย มีส่วนให้มีโอกาสใหม่กว้างขึ้น โดยเฉพาะชิมลางวงจรการเมือง ได้สร้างสายสัมพันธ์กว้างขึ้น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคมนาคมช่วงสั้นๆ (ตุลาคม 2537-พฤษภาคม 2538) คาบเกี่ยวช่วงเดียวกับรัฐมนตรีหน้าใหม่มีชื่อมาจากแวดวงธุรกิจ โดยเฉพาะ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กับอีกบทบาทในช่วงหลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องมาตรการรัฐ กับการบริหารวิกฤตธนาคารไทย ในช่วงเวลาเดียวกับ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีคลังอีกครั้ง วิชิต สุรพงษ์ชัย เข้าเป็นประธานกรรมการ ธนาคารรัตนสิน (2541-2542) ตั้งขึ้นใหม่เพื่อจัดการปัญหาธนาคารเก่า เข้าครอบงำธนาคารเล็กที่มีปัญหารุนแรง (ธนาคารแหลมทอง) ก่อนขายกิจการให้กับธนาคารต่างชาติ (UOB แห่งสิงคโปร์)

เวลานั้น วิชิต สุรพงษ์ชัย คือผู้มีประสบการณ์เชี่ยวกรำ พร้อมจะทำงานที่ใหญ่และยากขึ้น •

 

หมายเหตุ : ปรับปรุงและเรียบเรียง ส่วนใหญ่มาจากงานเขียนเก่าของตนเอง เมื่อปี 2540

 

วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com

วิชิต สุรพงษ์ชัย (1)