ควันหลง 80 ปี ‘วันดี เดย์’ (1) เรื่องเล่าในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

“พิธีเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงชัยชนะ [ในการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี] เป็นการแสดงออกทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้… ใจกลางประวัติศาสตร์ของวันดี เดย์ คือการรำลึกถึงชัยชนะที่เปิดโอกาสให้ [ผู้นำรัฐที่เกี่ยวข้อง] มีการใช้ภาษาในเชิงอุดมการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของสงครามเย็นร่วมสมัยอย่างเต็มที่”

Sam Edwards (นักประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่)

 

กว่าบทความนี้จะตีพิมพ์ การเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 80 ปีของการยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีคงผ่านไปแล้ว

แต่กระนั้น อยากนำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้เห็นมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ของวาระครบรอบดังกล่าว เนื่องจากการรำลึกถึงชัยชนะในสงครามนั้น มีความเป็นประเด็นทางการเมืองในตัวเองเสมอ ดังนั้น บทความนี้จะนำเสนอถึงมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ของ “วันดี เดย์” (The D Day)

นักประวัติศาสตร์ทหารทุกคนเรียนรู้ถึง “จุดเปลี่ยนสงคราม” ว่า ความสำเร็จของการยกพลขึ้นบกที่ชายหาดของฝรั่งเศสที่นอร์มังดีในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 นั้น เป็น “ครั้งแรกและครั้งเดียว” ที่นักการทหารจะได้เห็น “ปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก” (amphibious operations) ในแบบที่ประวัติศาสตร์โลกจะต้องบันทึกไว้

เพราะหลังจากปฏิบัติการที่นอร์มังดีแล้ว เราจะไม่ได้เห็นปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบกในขนาดและขอบเขตเช่นนี้อีกเลย

หรือในอีกมุมหนึ่งการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีเป็นการบุกทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

 

หากพิจารณาในกรอบของยุทธศาสตร์ทหาร “สงครามสะเทินน้ำสะเทินบก” เป็นปฏิบัติการเชิงรุกทางทหารที่ใช้เรือรบในแบบต่างๆ เป็นจำนวนหลายลำเข้าร่วม พร้อมกับการใช้กำลังร่วมทางอากาศ ที่มุ่งกระทำต่อเป้าหมายภาคพื้นดิน ด้วยการส่งกำลังขึ้นสู่ชายฝั่งของข้าศึก

โดยชายหาดนี้จะถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เป้าหมายของ “การยกพลขึ้นบก” (landing beach) หรือเป็น “หัวหาด” (beachhead) ที่กำลังพลซึ่งมากับเรือยกพลขึ้นบก (landing craft) จะบุกเข้ายึด พร้อมกับมีปฏิบัติการ “เปิดหัวหาด” ด้วยการใช้กำลังของหน่วยรบพิเศษเป็นจุดเริ่มต้น

เช่น ปฏิบัติการของหน่วยคอมมานโดของอังกฤษ หรือ หน่วยพลร่มและแรงเยอร์ของอเมริกันที่นอร์มังดี

 

ปฏิบัติการดังกล่าวอาจเรียกว่าเป็น “การยุทธ์ผสม” (combined operations) เพราะเป็นการใช้กำลังร่วมกันของ 3 เหล่าทัพอย่างแท้จริง แม้กำลังแต่ละส่วนจะปฏิบัติอย่างเป็นอิสระภายใต้สายการบังคับบัญชาของแต่ละเหล่าทัพก็ตาม แต่ก็ดำเนินการภายใต้จุดมุ่งหมายของยุทธศาสตร์ทหารเดียวกัน การดำเนินการทางทหารในลักษณะเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมากที่สุดของการวางแผนทางทหารในศตวรรษที่ 20 เพราะจะต้องประสานพลังอำนาจทางทหารในส่วนต่างๆ ให้สามารถปฏิบัติการร่วมกันให้ได้ในเวลาที่กำหนดไว้

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เมื่อเวลาผ่านไป ความสำเร็จของการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ในตัวเอง

แต่ประวัติศาสตร์เช่นนี้ สุดท้ายแล้วอย่างไรก็แยกไม่ออกจากการเมืองโลก ดังจะเห็นได้จากวาระของการรำลึกถึงชัยชนะที่นอร์มังดีในแต่ละปี

 

นอร์มังดีรำลึก

ดังได้กล่าวในข้างต้นแล้วว่า ปฏิบัติการยกพลขึ้นบกที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การทหารที่สำคัญในเวทีโลก คือ การยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 (พ.ศ.2487) หรือที่เรียกกันว่า “วันดี เดย์” และคนไทยมักเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “วันเผด็จศึก” อันอาจเป็นผลมาจากชื่อของภาพยนตร์เรื่อง “The Longest Day” ที่เข้ามาฉายในประเทศไทยในปี 1962 (พ.ศ.2505) ซึ่งเหตุการณ์ที่นอร์มังดีเดินทางมาครบรอบ 80 ปีในปัจจุบัน อันเป็นเวลาที่สถานการณ์โลกกำลังทวีความเข้มข้นอย่างมาก

ความสำเร็จของการยกพลขึ้นสู่ชายหาดนอร์มังดีนั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากความสำเร็จครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นอย่างเห็นได้ชัดของการถดถอยของกองทัพนาซีในสนามรบของยุโรป

เพราะนับจาก “การยุทธ์ที่นอร์มังดี” (The Battle of Normandy) แล้ว ผู้นำทหารในระดับสูงของกองทัพเยอรมันที่อาจจะมีความมั่นใจเหลืออยู่ในการเอาชนะกองทัพสัมพันธมิตร ก็แทบไม่เหลือความมั่นใจเช่นนั้นอีกต่อไป

และทั้งยังส่งผลอย่างมากในความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกองทัพกับผู้นำการเมืองคือฮิตเลอร์

ดังจะเห็นได้ว่าในวันที่ 20 มิถุนายน แผนสังหารฮิตเลอร์ก็เกิดขึ้น และนำไปสู่การกวาดล้างในกองทัพเยอรมันในเวลาต่อมา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรเป็น “ตัวเร่ง” สำคัญ ที่ทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างผู้นำทหารกับฮิตเลอร์

สำหรับในมิติทางทหารนั้น ผลสืบเนื่องในเบื้องต้นที่ชัดเจนของความสำเร็จของการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีคือ การปลดปล่อยฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดปล่อยยุโรปของกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร

 

คนในยุคปัจจุบันอาจจะนึกไม่ออกถึง “ความยิ่งใหญ่” ของปฏิบัติการทางทหารในวันนี้เมื่อ 80 ปีที่แล้ว… แต่อยากให้ท่านลองจินตนาการว่า พื้นที่แนวชายหาดของฝรั่งเศสที่เมืองนอร์มังดี ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายของการยกพลขึ้นบกมีความยาวประมาณ 80 กิโลเมตร (50 ไมล์) ถูกแบ่งออกเป็น 5 หัวหาด และมีทหารสัมพันธมิตรจากชาติต่างๆ จำนวนมากกว่า 150,000 นายขึ้นสู่หัวหาด

หน้าชายหาดดังกล่าวมีเรือรบในรูปแบบต่างๆ ประมาณ 6,900 ลำลอยอยู่ และกำลังพลทหารเรือที่เข้าร่วมในปฏิบัติการนี้มีจำนวนมากถึง 195,700 นาย… ไม่มีปฏิบัติการทางทหารครั้งไหนในเวทีโลกอีกแล้วที่จะยิ่งใหญ่และซับซ้อนเท่ากับการวางแผนยุทธการครั้งนี้

หรือที่กล่าวว่าความสำเร็จที่หาดนอร์มังดีคือ การรุกทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การทหารของโลก

ในพื้นที่อีกด้านที่เป็นส่วนต่อของชายหาดนั้น มีทหารพลร่มและกำลังพลส่งทางอากาศจากกองทัพอเมริกัน อังกฤษ และแคนาดาที่มากับเครื่องร่อนกำลังพาตัวเองลงสู่พื้นที่เป้าหมายอีกประมาณ 24,000 นาย

พร้อมกันนี้เป้าหมาย 2,200 จุดถูกโจมตีทางอากาศ เพื่อเปิดทางเตรียมสำหรับการยกพลขึ้นบกที่ตามมา และเพื่อทำลายขีดความสามารถในการต้านทานของกองทัพเยอรมัน

ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นจริงเมื่อกำลังส่งทางอากาศของทหารอังกฤษเดินทางถึงเป้าหมายในเวลา 00:16 น. ของวันที่ 6 มิถุนายน และตามมาด้วยหน่วยพลร่มอเมริกันลงสู่พื้นดินในตอน 01:30 น. และในเช้าตรู่ของวันดังกล่าว กำลังหลักที่เดินทางมาจากอังกฤษแสนกว่านายก็เปิดปฏิบัติการยกพลขึ้นบก แม้จะมีการต่อต้านอย่างหนักจากกองทัพนาซีในบางจุด แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนสามารถยันการยกพลขึ้นบกในครั้งนี้ได้

และในวันที่ 7 มิถุนายน (D Day+1) กองทัพสัมพันธมิตรก็สามารถควบคุมหัวหาดได้ทั้งหมด โอกาสที่กองทัพของฮิตเลอร์จะต้านทานจนกองทัพสัมพันธมิตรต้องถอยออกไปจากชายหาดนี้ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แล้ว

ความสำเร็จเช่นนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดการรุกทางทหารโดยตรงต่อกองทัพนาซีใน “แนวรบด้านตะวันตก” เพราะสำหรับทางด้านยุโรปตะวันออกนั้น กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตได้เปิดการรุกต่อกองทัพนาซีมาตั้งแต่ปี 1943 และเห็นการถอยร่นของกองทัพนาซีใน “แนวรบด้านตะวันออก” มาแล้ว…

จากปี 1943 ในสมรภูมิรัสเซีย ต่อเนื่องสู่ปี 1944 ในสมรภูมิชายหาดที่ฝรั่งเศส ล้วนเป็นสัญญาณแพ้ของกองทัพนาซี

ในสนามรบที่ชายหาดนอร์มังดี ทหารสัมพันธมิตรบาดเจ็บและเสียชีวิตมากถึง 10,000 นาย ทหารเยอรมันสูญเสีย 1,000 นาย นอกจากนี้ ยังมีพลเรือนฝรั่งเศสสูญเสียอีกราว 3,000 คน

 

การประกอบสร้างประวัติศาสตร์

คงต้องยอมรับถึงความสำเร็จที่น่าประทับใจของวัน “ดี เดย์” และเหตุการณ์นี้ได้ถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่เพียงแค่ในประวัติศาสตร์ทหารเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งแน่นอนว่าการเป็นหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์โลก ย่อมทำให้เกิดการผูกโยงเหตุการณ์นี้ด้วยการสร้างเป็น “เรื่องเล่า” เข้ากับการเมืองโลก หรืออาจต้องยอมรับว่าประวัติศาสตร์วันดี เดย์เป็นส่วนหนึ่งของ “เรื่องเล่าทางการเมือง” (political narrative)

เรื่องเล่าของวันดี เดย์ จึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…

และยิ่งในปีที่ 80 ที่การแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่มีความเข้มข้นอย่างมาก และยุโรปกำลังเผชิญกับสงครามยูเครนนั้น การยกพลที่ชายหาดนอร์มังดีจะมีส่วนในการประกอบสร้างเรื่องเล่าที่สำคัญในเวทีการต่อสู้ระหว่างรัฐมหาอำนาจอย่างแน่นอน

แต่เรื่องเล่าของชัยชนะที่นอร์มังดีที่เรามักได้ยินเสมอก็คือ ความร่วมมือและความมุ่งมั่นของฝ่ายสัมพันธมิตรในการเอาชนะระบอบเผด็จการนาซี และมีความหมายเป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยต่อฝ่ายเผด็จการ เรื่องนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการร่วมมือของพันธมิตรตะวันตก ที่จะมีนัยโดยตรงต่ออนาคตของการต่อสู้กับโซเวียตทั้งในบริบทของการเมืองยุโรปและการเมืองโลกในยุคหลังสงคราม

เนื่องจากการรำลึกถึงการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีในแต่ละปีนั้น มีการเมืองโลกที่เป็นการแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่เป็นภาพจริงที่ “ทับซ้อน” อยู่กับการฉลองชัยของเหตุการณ์นี้ ดังจะเห็นได้ว่า ผู้นำของโลกตะวันตกในแต่ละปีมักจะกล่าวเน้นย้ำถึง “การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ… การปกป้องประชาธิปไตย” หรืออีกนัยหนึ่งการรำลึกวันดี เดย์ ถูกใช้เป็นเครื่องมือของการเน้นย้ำถึงคุณค่าในเรื่องของเสรีภาพ ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นแกนกลางของอุดมการณ์การเมืองของโลกตะวันตก และมักจะตามมาด้วยการเน้นถึง “เอกภาพ” ของฝ่ายสัมพันธมิตรในการเอาชนะนาซี อันมีนัยถึงเอกภาพในการต่อสู้กับสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวเพื่อรำลึกถึงวันดี เดย์ ของผู้นำสหรัฐ มักถูกหยิบยกประเด็นขึ้นมาเพื่อบ่งชี้ถึงทิศทางใน 2 ส่วนหลัก คือ 1) การแข่งขันระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียต และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับชาติพันธมิตรในยุโรป โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐกับนาโต

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีเรแกน ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่ดีที่สุดของวันดี เดย์ ได้กล่าวโยงจากการต่อสู้กับนาซี เพื่อชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามของโซเวียตที่เกิดกับยุโรป และยืนยันถึงพันธกรณีในการป้องกันยุโรปของสหรัฐด้วยวลีที่ชัดเจนในทางความมั่นคงว่า “เราอยู่กับพวกท่านในวันนั้น และเราอยู่กับพวกท่านในวันนี้”…

ผู้นำสหรัฐในยุคสงครามเย็นยืนยันชัดเจนในการเป็นพันธมิตรกับยุโรปในการต่อสู้กับโซเวียต

ความท้าทายในปีที่ 80 ของวันดี เดย์ มีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามยูเครน อันส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและยุโรปกับรัสเซียมีรอยร้าวมากขึ้น ไม่ต่างจากยุคสงครามเย็น ขณะเดียวกัน ผู้นำรัสเซียก็ประกอบสร้างเรื่องเล่าของชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้ทำสงครามกับยูเครน ด้วยการสร้างภาพว่ากำลังเกิดการสร้างรัฐนาซี (nazification) ในยูเครน เป็นต้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อย้ำว่า แม้ชัยชนะที่นอร์มังดีจะผ่านไป 80 ปีแล้ว แต่ก็เป็นชัยชนะที่ยังคงเป็น “เรื่องเล่าทางการเมือง” ในเวทีโลกเสมอ!