เจ้าเซ็น (2)

ญาดา อารัมภีร
"ขบวนแห่เจ้าเซ็น" จิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิ์ปฐมาวาส ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา

‘พิธีเจ้าเซ็น’ หรือ ‘พิธีเต้นเจ้าเซ็น’ เป็นคำที่เรียกเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น นอกจากกล่าวถึงไว้ใน ‘บทเห่เจ้าเซ็น’ ใน “กาพย์เห่เรือ” พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 และ “จารึกโคลงภาพคนต่างภาษา” ส่วนที่เป็นพระนิพนธ์ของกรมหมื่นไกรสรวิชิตสมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว ยังมี “โคลงนิราศพระประธม” ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นวงษาสนิทในรัชกาลที่ 3 เล่าถึงพิธีเดียวกันว่า

“กะดีเจ้าเซ็นแขกเต้น ตีอก

ไห้รักจนตาฟก ฟอกช้ำ

เสมอพี่จากสุดวิตก แต่ทุ่ม อุระเอย

ไห้บ่วายไห้น้ำ เนตรล้นนองเขนย ฯ”

‘กะดี’ คือ ‘สุเหร่า’ พิธีเจ้าเซ็นจัดขึ้นที่สุเหร่า สุนทรภู่เล่าถึงพิธีนี้ไว้ในนิทานคำกลอน 2 เรื่อง ตอนที่พระลักษณวงศ์ยกทัพไปล้อมเมืองท้าวพรหมทัตพระบิดา ชาวเมืองทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติต่างภาษาที่อาศัยอยู่ในเมืองต่างแตกตื่นกันทั่วหน้า

นิทานคำกลอนเรื่อง “ลักษณวงศ์” บรรยายว่า

“เจ้าเจ๊กตื่นวิ่งแหกเข้าแบกหมู แม่อีหนูอุ้มเป็ดระเห็จหัน

เจ้าเซ็นเต้นตีอกออกงกงัน พวกนางญวนป่วนปั่นไม่สมประดี”

เราจะเห็นภาพตัวละครชาวไทยมุสลิมยามตื่นตระหนก ออกอาการเหมือนกับผู้ร่วมพิธีเต้นเจ้าเซ็น ทั้งเต้นและตีอกไปพร้อมๆ กัน

ตอนที่โคบุตรพาพระธิดาอำพันมาลาเหาะหนีจากเมืองกาหลง พวกเสนาอำมาตย์ ‘เห็นภูวนาถอุ้มนางมาทางสวรรค์ ให้ครั่นคร้ามขามเข็ดขยาดครัน’ สิ่งที่ทำได้คือวิ่งไล่ตาม พวกฝูงกำนัลนางในก็วิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ตีอกแรงๆ ราวกับเต้นเจ้าเซ็นอย่างไรอย่างนั้น ดังที่นิทานคำกลอนเรื่อง “โคบุตร” เล่าว่า

“พวกผู้หญิงวิ่งตามกันอึกทึก สะอื้นสะอึกตีอกมาผางผาง

เหมือนเจ้าเซ็นเต้นหลามมาตามทาง ตรงมาปรางค์จักรพรรดิกระษัตรา”

 

จะเห็นได้ว่า ‘พิธีเจ้าเซ็น’ หรือ ‘พิธีเต้นเจ้าเซ็น’ แม้เป็นพิธีกรรมของชาวไทยมุสลิมชีอะห์ แต่กวีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ก็คุ้นเคย เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่พบเห็นในสังคมไทยขณะนั้น จึงนำมาแทรกไว้เป็นส่วนหนึ่งในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง

ไม่ต่างจากที่ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) เล่าถึงประสบการณ์วัยเยาว์ของท่านกับแม่เลี้ยงชาวไทยอิสลาม บ้านแขกบางลำภู (ประตูใหม่) ที่เรียกว่าตรอกสุเหร่า ไว้ในหนังสือ “เด็กคลองบางหลวง เล่ม 1” (หนังสือชุด 100 ปี ขุนวิจิตรมาตรา) ว่า

“กะดีเจ้าเซ็น อยู่แถวสะพานเจริญพาศน์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านแขกใหญ่ตั้งแต่ริมคลองบางหลวงยื่นเข้าไปข้างใน กะดีเจ้าเซ็นอยู่ในหมู่นั้น เป็นกะดีใหญ่ประดับประดาอะไรต่ออะไรต่างๆ มารดาเลี้ยงไปทุกปีและข้าพเจ้าก็ไปด้วย เวลาเขาเต้นเจ้าเซ็น (พิธีเจ้าเซ็นนี้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นจะตั้งแต่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์) เขามีผ้าขาวผืนยาวสักวาหนึ่ง กว้างราวศอกเศษ แหวะตรงกึ่งกลางให้เป็นช่องสำหรับสวมคลุมตัวรับเลือดที่ไหลลงมาจากศีรษะ ดังมีลำสวดเขาร้องเล่นตอนออกภาษาแขกว่า

วันเอ๋ยวันนี้ จะเข้ากะดีบ้าระฮำ

พวกเจ้าเซ็นจะเต้นจะรำ วันแปดค่ำจะลุยไฟ

กตัญญูไม่รู้สิ้นสุด แห่ตุ้มบุดทูนรังไก่

บ่าหินูผู้ว่องไว จะลุยไฟถวายตัว

สิบสองค่ำเวลาเช้า เข้าสุเหร่าควั่นหัว

แต่พอเทศน์จบครบทั่ว เตรียมตัวจะตบอก

‘ควั่นหัว’ ก็คือเอามีดกรีดศีรษะให้เลือดไหล กรีดน้อยบ้างมากบ้าง เวลาเต้นเขาจะตบอกร้อง ซึ่งเมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กได้ยินเพียงว่า ‘เซ็นเจ้าเซ็น เซ็นเจ้าเซ็น ยายเดาลา เซ็นเจ้าเซ็น’ คนเต้นเจ้าเซ็นส่วนมากเป็นผู้ชาย นับเป็นร้อยกว่าคนขึ้นไป เป็นผู้หญิงก็มีบ้าง ขณะเต้นตบอกนั้นเลือดไหลลงมาที่ผ้าขาว บางคนเปื้อนน้อย บางคนเปื้อนเต็มไปทั้งผืน พระยาจุฬาราชมนตรี ซึ่งพวกแขกรวมทั้งมารดาเลี้ยงข้าพเจ้า เรียก ‘พระยาจุหล่า’ เป็นผู้นำเต้นและเต้นเป็นจังหวะยักเยื้องไปมางามมาก

คนชอบไปดูพระยาจุหล่าเต้นกันแทบทั้งนั้น เวลาเสร็จพิธีแล้วเขาลงมาอาบน้ำริมคลองบางหลวง เห็นน้ำออกเป็นสีแดงในย่านนั้น”

 

แต่มิใช่ว่าทุกคนที่ไปในงานจะต้องร่วมเต้นด้วย

“มารดาเลี้ยงข้าพเจ้าไม่ได้สวมผ้าขาวและออกเต้นกับเขา เป็นแต่แต่งเครื่องดำ (คงหมายถึงไว้ทุกข์) ไปนั่งอยู่ในหมู่ผู้หญิงไทยอิสลาม ซึ่งแต่งเครื่องดำและไม่ได้ออกเต้นเหมือนกัน นั่งดูอยู่จนจบพิธีแล้วก็กลับบ้านคลองบางหลวง มารดาเลี้ยงเล่าว่าได้เคยไปดูเขาลุยไฟและลากโซ่ …ได้ยินแว่วๆ เพียงว่าคนที่ลุยไฟบางคนต้องลากโซ่ด้วย เขาว่าเกี่ยวกับการบนไว้ เมื่อถึงพิธีเจ้าเซ็นก็มาลุยไฟและลากโซ่เป็นการแก้บน มารดาเลี้ยงข้าพเจ้าไปดูที่กะดีแถวเจริญพาศน์แห่งเดียว ซึ่งเรียกกันว่า ‘กะดีล่าง’ ยังมีกะดีที่คลองมอญอีกแห่งหนึ่งเรียกว่า ‘กะดีบน’ แต่มารดาเลี้ยงกับข้าพเจ้าไม่ได้ไป”

‘กะดี’ หรือ ‘สุเหร่า’ หรือ ‘มัสยิด’ นั้นเป็นศาสนสถาน หรือโรงสวดที่ประกอบพิธีของศาสนาอิสลาม มีอยู่หลายแห่ง นับแต่อดีตตราบจนถึงปัจจุบันพระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกทุกศาสนาที่มีในแผ่นดินไทย ไม่ทรงกีดกันรังแกศาสนาใด ภาพของนานาศาสนาในกรุงเทพพระมหานครที่สะท้อนผ่านภาพพระนครทั้งสี่วงศ์เทวา หรือวงศ์อสัญแดหวาในบทละครรำเรื่อง “อิเหนา” พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 นั้น ยืนยันได้เป็นอย่างดี

“สุเหร่าเรียงเคียงคั่นปั้นหยา ก่อผนังหลังคามุงกระเบื้อง

ศาลเทพารักษ์หลักเมือง นับถือลือเลื่องทั้งกรุงไกร

เสาชิงช้าอาวาสวัดพราหมณ์ ทำตามประเพณีพิธีไสย”

จะศาสนาพุทธ พราหมณ์ หรือศาสนาอิสลาม ฯลฯ ก็ตาม

คนไทยทุกหมู่เหล่าล้วนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างที่ใครก็มิอาจปฏิเสธได้ •

 

จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร