ส่งผ่าน ความคิด ผ่าน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ สู่ สุจิตต์ วงษ์เทศ

บทความพิเศษ

 

ส่งผ่าน ความคิด

ผ่าน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

สู่ สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

ก่อน ทองใบ ทองเปาด์ เขียน “คอมมิวนิสต์ลาดยาว” ก่อน จินดา ดวงจินดา เขียนบรรยายการตายที่หนองกุงศรี สกลนคร

เรื่องราวของ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นเพียงเรื่องเล่าขาน

เป็นการเล่าขานอย่างผิดๆ ถูกๆ แม้กระทั่งบทกวี เปิบข้าวทุกคราวคำ ที่นิสิตจากศิริราชจำจาก ไขแสง สุกใส แล้วนำไปตีพิมพ์ในหนังสือต้อนรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย

ก็เข้าใจว่าเป็นของ เปลื้อง วรรณศรี มิใช่ จิตร ภูมิศักดิ์

แม้เมื่อ ล้วน ควันธรรม ตีพิมพ์บทกวีของ จิตร ภูมิศักดิ์ ยาวเหยียดเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ “ประชาธิปไตย” ก็ด้วยนามปากกา

แม้เมื่อ กมล กมลตระกูล พิรุณ ฉัตรวนิชกุล ธัญญา ชุนชฎาธาร นำเอา “ศิลปะเพื่อชีวิต” มาตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์หนังสือ พร้อมกับพ่วงบทความขนาดยาว “ศิลปะเพื่อประชาชน” เข้าไปด้วย

กระนั้น ก็พิมพ์ผ่านนามปากกา “ทีปกร”

กระนั้น ก็ยังระบุในบรรทัดสุดท้ายแห่ง “แถลงการณ์สำนักพิมพ์” ว่า ได้ตีพิมพ์ขึ้นโดยพลการ

“เราขอกราบเรียนขออภัยต่อผู้เขียนและเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้ ณ ที่นี้ด้วย”

สภาพการณ์เช่นนี้หากอ่านความทรงจำของ ทวีป วรดิลก ผ่านหนังสือ “จิตร ภูมิศักดิ์ ที่ผมรู้จัก” ผ่านบทว่าด้วย “ยุคจิตรสำแดงเดช”

ก็จะเข้าใจ

 

เผด็จการ เริงโลด

อิสรชน “มืดมน”

กวีนิพนธ์ในยุคของจิตรคลี่คลายมาอย่างช้าๆ และเงียบๆ ขณะเดียวกัน ก็ซึมลึกเข้ามาเรื่อยๆ ในวงการยุทธจักรวรรณกรรมโดยไม่ต้องมีใครแนะนำ

ยุคของจิตรเป็นยุคสว่างสำหรับเผด็จการทรราช แต่มืดมนสำหรับอิสรชนผู้ดิ้นรนแสวงหาเสรีภาพ

จิตรเองต้องถูกคุมขังมาอย่างไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน แต่ในฐานะกวีที่มีญาณทรรศนะ (vision) แม้ว่าจะมีกำแพงเป็นปราการกีดกั้นแต่ข่าวสารต่างๆ อันแสดงถึงวีรกรรมของเผด็จการทรราชในการปล้นชาติจิตรก็ยังสามารถรับรู้ได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง

เท่าที่วิญญาณกวีของเขาจะสามารถรับรู้ได้ถึงความเจ็บแค้นของแผ่นดินที่ถูกลูกที่ทรยศคดโกง พยายามปล้นทรัพยากรทั้งหลายที่เคยอุดมสมบูรณ์มาแต่เดิมให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย

“โคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานคร” ที่เคยเขียนขึ้นในยุคทรราชผงาดเหนือธรณีจึงตรงข้ามกับกวีนิพนธ์คลาสสิคในอดีตทั้งปวง

จิตรเปิดฉากขึ้นโดยกลับหลักทั้งหมด “โอม ธรณีประลัย แผ่นดินไทยดั่งดินเดือด ฟ้าสีเลือดคำรณคราง เกียรติกระดางลางลือระบัด อา ยุคพัฒนาการ จอมอันธพาลเถลิงอำนาจ ปวงประชาราษฎร์อาเพศ เปรตกู่ก้องร้องกระเมิม

กระหายเหิมแลบลิ้นอยู่วะวาบวะวาบ แสยะเขี้ยวเขียวปลาบอยู่วะวับวะวับ จับชนเชือดเลือดสดสด

ซดอิ่มเอมเปรมแประท้องร้องโฮกฮือ”

 

ประชาธิปไตย รายวัน

พื้นที่ กวี ศรีสยาม

การสำแดงเดชของกวีนิพนธ์ของจิตรถึงแม้จะซึมลึกโดยที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อย่างเงียบๆ แต่ก็มีน้ำหนักมาก

เมื่อพิจารณาในแง่นี้เราต้องพิจารณาถึงเวทีของจิตรบ้าง

เมื่อเขียนบทกวีแล้วก็ฝากเพื่อนในที่คุมขังที่ลาดยาวที่มีสิทธิที่จะได้ออกมานอกเรือนจำ ไม่ว่าจะโดยไปศาลเพื่อคัดรายงานพิจารณาของศาล หรือไปโรงพยาบาลตามที่แพทย์นัดให้ไปรับการรักษาพยาบาล

เพื่อนผู้ถูกคุมขังของจิตรก็จะส่งบทกวีดังกล่าวที่ใส่ซองจ่าหน้าของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “ประชาธิปไตย” รายวัน

สมัยนั้น สำนักงานอยู่ถนนบำรุงเมือง ใกล้ๆ สีแยกสะพานดำ

โดยที่หนังสือพิมพ์ “ประชาธิปไตย”รายวันพิมพ์จำหน่ายเป็นจำนวนวันละไม่มาก บทกวีของจิตรที่ลงพิมพ์ในตอนแรกๆ จึงไม่สู้จะแพร่หลายนัก พอดีในระยะนั้นผม (ทวีป วรดิลก) ทำหนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” รายวันในตำแหน่งหัวหน้ากองบรรณาธิการ พอเห็นของจิตรก็หาช่องทางลงใน “เสียงอ่างทอง” บ้าง

หรือเมื่อมีโอกาสทำหนังสืออื่นอย่างเช่น “วันธรรมศาสตร์” ซึ่งเป็นหนังสือที่ระลึกของศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ก็นำบทกวีของจิตรลงเป็นเรื่องยาวเสียเลย

วิธีนี้ได้ผลเพราะกวีนิพนธ์ของจิตร “แหวกแนว” และก็เรียกร้องแฟนได้มาก

น่าสังเกตด้วยว่า ในระยะต้นๆ ที่จิตรเขียนบทกวีนั้นถ้าเขียนเป็นกลอนมักจะไม่เคร่งครัดในเรื่องสัมผัสนัก ถือเอาเนื้อหา คือต้องการสื่อความคิดของตนต่อผู้อ่านมากกว่า

ระยะที่เขียนกวีนิพนธ์ระหว่างถูกคุมขังอยู่ในคุกลาดยาวนั้นจิตรเปลี่ยนสไตล์ในการเขียนกลอนแปดใหม่ พยายามรักษาความไพเราะของสัมผัสนอกสัมผัสใน ขณะเดียวกัน ก็มุ่งให้ได้เนื้อหาที่สอดคล้องกันกับรูปแบบ กล่าวคือ ให้หมดจดงดงามทั้งรสคำและรสความ

ช่วงปี พ.ศ.2507-2508 อันเป็นช่วงที่จิตรผลิตกวีนิพนธ์อันเป็นอมตะไว้ผลงานก็ได้ปรากฏในหนังสือพิมพ์ “ประชาธิปไตยรายวัน”

โดยลงต่อเนื่องวันต่อวันภายใต้นามปากกา กวี ศรีสยาม

 

จาก นักรบคนรุ่นใหม่

บรรยากาศ เผาวรรณคดี

ยิ่งเมื่ออ่าน “คำนำเสนอ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่ผมรู้จัก” ของ สุพจน์ แจ้งเร็ว ยิ่งทำให้มองเห็นงานและการเผยแพร่เรื่องราวอันเกี่ยวกับ จิตร ภูมิศักดิ์ มีความสมบูรณ์รอบด้านมากยิ่งขึ้นมากกว่าที่เป็นข่าวลือในแบบตำนาน

เราอาจจะนับได้ว่า ประวัติย่อๆ ของเขาที่ ชลธิรา สัตยาวัฒนา อวยพร มิลินทางกูร ตรีศิลป์ บุญขจร ร่วมกันค้นและเขียนลงวารสาร “อักษรศาสตร์พิจารณ์” ในเดือนมิถุนายน ปี 2517 นั้น

เป็นการกล่าวถึงเขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกนับแต่เขาเสียชีวิตไปในปี 2509

แม้ว่าในบทความชิ้นนี้จะมิได้ระบุชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ เลยก็ตาม

อันที่จริง ก่อนหน้าที่ชลธิรา สัตยาวัฒนา กับคณะจะได้เรียบเรียงประวัติสังเขปของเขาขึ้นมานั้นงานกวีนิพนธ์บางชิ้นก็เคยถูกตัดทอนไปลงพิมพ์ในหนังสือที่นักศึกษาจัดทำขึ้นหลายเล่มแล้ว

หากอยู่ในนามปากกาหรือไม่ก็อยู่ในนามของผู้อื่นด้วยความเข้าใจผิด

“จดหมายจากลาดยาว” ของ ศิวะ รณชิต ที่ลงพิมพ์ใน “วรรณกรรมเพื่อชีวิต” เอ่ยถึงชื่อของเขาโดยตรงครั้งหนึ่ง แต่ก็มิได้ให้รายละเอียดมากไปกว่าข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นนักโทษการเมืองคนหนึ่งในบรรดานักโทษการเมืองทั้งหลายที่รัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คุมขังไว้

เมื่อสำนักพิมพ์หนังสือจัดพิมพ์ “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” ในช่วงปลายปี 2515 ผู้อ่านที่ไม่ได้อ่านบทความของ ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ในวารสาร “วิทยาสาร” ซึ่งตีพิมพ์ไล่หลังมาในปีเดียวกันก็ยังไม่ทราบว่าผู้เขียนที่ใช้นามปากกา “ทีปกร” คือใคร

เช่นเดียวกับคนทั่วไปไม่อาจรู้ว่า สมสมัย ศรีศูทรพรรณ เป็นนามปากกาของผู้ใด เมื่องานค้นคว้า “โฉมหน้าศักดินาไทย” ได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในปี 2517

และก็เช่นเดียวกับที่ว่า ไม่มีผู้ฟังสักกี่คนในเวลานั้นจะอาจทราบว่าเพลงสองเพลงที่ “สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” ใช้เปิดและปิดรายการกระจายเสียงประจำวันนั้นแต่งขึ้นโดยบุคคลคนเดียวกันกับเจ้าของนามปากกาทั้งสองนั้นเอง

ต่อเมื่อบทความของ ชลธิรา สัตยาวัฒนา และคณะได้มีการตีพิมพ์ออกมาแล้ว นั่นแหละภาพโดยรวมของ จิตร ภูมิศักดิ์ จึงค่อยปรากฏให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแม้จะยังรางเลือนอยู่บ้างก็ตาม

แต่ก็สอดคล้องอย่างเหมาะพอดีกับกระแส “เผาวรรณคดีไทย” ที่กำลังไหลเชี่ยว

กระแส “เผาวรรณคดีไทย” ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นแม้การใช้คำว่า “เผา” จะรุนแรงอยู่ แต่โดยความเป็นจริงนั้นมันเป็นเพียงคำขวัญที่ถูกเสนอขึ้นเพื่อก่อการวิพากษ์สิ่งที่เรียกกันว่า “วรรณคดีไทย” ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์

(ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น กระแส “เผาแบบเรียน” ก็ตามมา โดยมีกลอน “ศึกษาล้าโลก” ของ “ครูเทพ” เป็นที่อ้างอิง)

และก็โดยความเป็นจริงเช่นนี้เอง นามและงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งได้ลงมือวิพากษ์วรรณคดีไทยมาก่อนแล้วจึงสอดคล้องกับกระแสที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับงานและนามของ บรรจง บรรเจิดศิลป์ และ “นายผี” หรือ “อินทรายุธ”

ซึ่งถูกรื้อฟื้นขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน

 

การส่งผ่าน ความคิด

จาก จิตร ภูมิศักดิ์

ไม่มีใครรู้ว่า ผลงานและเรื่องราวของ จิตร ภูมิศักดิ์ ตกกระทบและส่งแรงสะเทือนต่อ สุจิตต์ วงษ์เทศ อย่างไรบ้าง

หากมองผ่านบทบาทของ 3 ทแกล้วแห่งแวดวง “วิชาการ”

ไม่ว่าจะเป็น ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น ชลธิรา สัตยาวัฒนา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็น สุชาติ สวัสดิ์ศรี แห่งสังคมศาสตร์ปริทัศน์

ก็พอจะมองเห็น “เส้นทาง” มองเห็นความต่อเนื่อง “ส่งผ่าน” ทางความคิด