ปริศนานครหลวงสระบุรี (1)

กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์www.facebook.com/bintokrit

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

 

ปริศนานครหลวงสระบุรี (1)

 

“นครหลวงสระบุรี” เป็นโครงการย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพมหานครมาสร้างเมืองหลวงใหม่ที่สระบุรีในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปจนถึงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยกินพื้นที่ 400 ตารางกิโลเมตร กว้าง 20 กิโลเมตร ยาว 20 กิโลเมตร ครอบคลุมอาณาบริเวณหลายอำเภอใน จ.สระบุรีปัจจุบัน คือ อ.เมือง อ.พระพุทธบาท อ.หนองโดน อ.บ้านหมอ อ.หนองแซง อ.เสาไห้ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.หนองแซง รวมทั้ง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา

ก่อนที่ในกาลต่อมาจะปรับเปลี่ยนโครงการนครหลวงสระบุรีให้กลายเป็น “พุทธบุรีมณฑล” และย้ายพื้นที่เมืองหลวงใหม่ไปที่ “นครบาลเพชรบูรณ์” แทน ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนสงครามจะยุติไม่นาน

โครงการนครหลวงสระบุรีเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่โตโอฬารและได้ดำเนินการไปแล้วราว 1-2 ปี เช่น มีการเวนคืนที่ดิน จ่ายค่าชดเชยให้กับเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน มีการอพยพย้ายผู้คนออกจากพื้นที่ซึ่งเตรียมการก่อสร้าง มีการวางหลักเขตนครหลวงตลอดแนวโครงการ มีการออกแบบผังเมืองจนเสร็จ

มีการนำเส้นทางคมนาคมทั้งทางน้ำที่แม่น้ำป่าสัก ทางรถไฟทั้งในทางรถไฟสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งทางรถไฟเล็กสายท่าเรือ-พระพุทธบาท และทางถนนคือถนนประชาธิปัตย์เดิม ปัจจุบันคือถนนพหลโยธิน เข้ามาเชื่อมต่อเพื่อวางโครงข่ายการสัญจรในเมือง เป็นต้น

สำหรับรายละเอียดในเรื่องนี้ผู้สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความที่ผมเขียนลงมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 2-8 ธันวาคม 2565 เรื่อง “พุทธบุรีมณฑลและนครหลวงสระบุรี 80 ปีต่อมา”

ทางลิงก์ https://www.matichonweekly.com/column/article_630195

แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้กลับมีความลึกลับอย่างมาก ราวกับว่าต้องการปกปิดให้เป็นความลับสุดยอด ทำให้ปัจจุบันมีคนรับรู้เรื่องราวเหล่านี้เพียงน้อยนิด หรือแม้กระทั่งช่วงเวลา ณ ขณะที่ดำเนินโครงการเองก็ยังมีผู้คนรับรู้น้อยอยู่ดี

ขนาดนายพลอาเคโตะ นากามูระ ผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในตอนนั้นก็ยังไม่รู้เรื่องนี้เลย

ข้อมูลเรื่องนี้มาจากการสังเกตเอกสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือที่นายพลนากามูระเป็นผู้เขียนเอง

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนครหลวงสระบุรีไม่มีอยู่ในความทรงจำของนากามูระแม้แต่น้อย

หลังจากสงครามสิ้นสุดลง นายพลนากามูระได้เขียนบันทึกความทรงจำลงในหนังสือชื่อ “ผู้บัญชาการชาวพุทธ ความทรงจำของนายพลนากามูระเกี่ยวกับเมืองไทยสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา” โดยกล่าวถึงเรื่องราวนี้ไว้ในบทที่ 16 ตอน “การสิ้นสุดของรัฐบาลพิบูลสงคราม” หัวข้อ “พระราชกำหนด ระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์” ว่า

“วันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2487 นายกฯ พิบูลได้ประกาศพระราชกำหนดจัดตั้งนครหลวงใหม่อย่างฉับพลัน คือให้ย้ายเมืองหลวงไปที่เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นเมืองในหุบเขา และได้มีประกาศให้เขตนั้นเป็นเขตหวงห้าม คือไม่ให้คนต่างชาติเดินทางเข้าไป”

ข้อความตอนต่อมาทำให้ทราบว่านายพลนากามูระและกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทยไม่ทราบเรื่องการย้ายเมืองหลวงเลย ทั้งๆ ที่โครงการนครหลวงสระบุรีได้เริ่มดำเนินการไปเป็นปีแล้ว ตามข้อความในบันทึกที่เขียนเอาไว้ว่า

“ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม-พฤศจิกายน) ของปีที่แล้ว ข้าพเจ้าได้รับทราบข่าวลือเรื่องการย้ายเมืองหลวงเป็นประจำ และการประกาศย้ายเมืองหลวงทำให้พวกข้าพเจ้าตระหนกใจว่าข่าวลือนั้นกลายมาเป็นความจริง”

ซึ่งทำให้เห็นได้ว่ากว่าที่นากามูระจะทราบเรื่องการย้ายนครหลวงก็คือตอนที่การก่อสร้างนครบาลเพชรบูรณ์ได้ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดเป็นรูปธรรมแล้ว

คําถามที่ตามมาก็คือ แล้วเหตุใดจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงต้องปกปิดโครงการสร้างเมืองหลวงใหม่นี้?

ทั้งๆ ที่โครงการนครหลวงสระบุรีก็มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร มีการประกาศอย่างเป็นทางการ และเข้าใจกันมาตลอดว่าไม่ได้เป็นโครงการลับที่มีเหตุผลทางการทหารเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังเชื่อกันมาแต่เดิมว่านครหลวงสระบุรีไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่างกับโครงการนครบาลเพชรบูรณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของการตีตัวออกห่างกองทัพญี่ปุ่นอย่างแน่ชัด

แล้วเหตุใดจึงต้องซ่อนเรื่องนครหลวงสระบุรีไว้ไม่ให้ฝ่ายญี่ปุ่นรู้ด้วย?

ปัจจุบันปริศนาข้อนี้ก็ยังไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดในหมู่นักประวัติศาสตร์

 

นากามูระตั้งข้อสังเกตเอาไว้ 3 ประการว่าเหตุใดจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงต้องย้ายเมืองหลวงใหม่ไปอยู่ที่เพชรบูรณ์

ประการแรก นากามูระเชื่อว่าจอมพล ป.ต้องการเตรียมพร้อมสำหรับแยกตัวออกจากฝ่ายอักษะเพราะเล็งเห็นแล้วว่ากองทัพญี่ปุ่นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบจนน่าจะกลายเป็นผู้แพ้สงครามในไม่ช้า

ดังที่กล่าวเอาไว้ในบันทึกว่า “นายกฯ พิบูลคงพิจารณาด้วยความเชื่อมั่นว่าฝ่ายญี่ปุ่นนั้นเสียเปรียบเมื่อสงครามยุติลง ฉะนั้น จึงต้องการมีที่หลบภัยจากฝ่ายญี่ปุ่นยามใดก็ได้ โดยเฉพาะการปฏิเสธเข้าร่วมประชุมวงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพานั้นเป็นเรื่องที่ทำให้มีความคลางแคลงใจกัน ท่านจึงต้องตัดสินใจอย่างฉับพลันในเรื่องนี้”

ข้อสังเกตประการที่สองของนากามูระก็คือ เหตุผลทางการเมืองและการทหารภายในรัฐไทยเอง ซึ่งนากามูระมองว่าจอมพล ป.มีศัตรูทางการเมืองมากมาย โดยเฉพาะอย่างปรีดี พนมยงค์ ที่มุ่งจะโค่นจอมพล ป.ลงจากบัลลังก์อำนาจ ดังนั้น การที่จอมพล ป.ย้ายศูนย์กลางอำนาจไปอยู่ในแดนของตัวเองทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศก็นับว่าเป็นชัยภูมิที่ดีและมีความปลอดภัยมากกว่า

ความในบันทึกตอนนี้กล่าวเอาไว้ว่า “เกี่ยวกับปัญหาภายใน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สำเร็จราชการฯ ปรีดี พนมยงค์ กับนายกฯ พิบูลนั้นง่อนแง่นอยู่เต็มทีแล้ว และศัตรูการเมืองกลุ่มอื่นๆ ก็ยังมีอยู่ คือถ้าพวกนั้นพยายามโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยอาศัยกำลังญี่ปุ่นเป็นเครื่องมือแล้ว ท่านนายกฯ ในฐานะเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็จะหลบไปอยู่ที่เพชรบูรณ์ ซึ่งใครจะไปทำอะไรท่านไม่ได้ เพราะว่าในเขตภาคเหนือมีกองทัพไทยอยู่ที่เชียงรายและลำปาง ทางทิศใต้มีเมืองทหารอยู่ที่ลพบุรี ความคิดนี้สมกับเป็นความคิดของนายกรัฐมนตรีของประเทศหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม นากามูระก็มองเห็นทั้งข้อได้เปรียบและเสียเปรียบของเพชรบูรณ์ด้วย ดังที่กล่าวต่อไปในบันทึกว่า

“ที่ตั้งของเมืองหลวงใหม่มีความเหมาะสมทั้งในแง่การเมืองและการยุทธศาสตร์อย่างหาที่ติไม่ได้ ข้อเสียมีอยู่ว่าที่นั่นเป็นแดนของไข้มาลาเรียและมีน้ำเพื่อการบริโภคอย่างอัตคัด”

ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้เองที่เป็นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับนักการเมือง ข้าราชการ บุคลากร และแรงงานในการสร้างนครบาลเพชรบูรณ์เป็นอย่างมาก กระทั่งต่อมาเกิดการขยายผลไปสู่การโหวตล้มโครงการนี้ในสภา

และทำให้จอมพล ป.ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุด

อ่านต่อตอนต่อไป