ก้าวไกล, นิติสงคราม, อำนาจรัฐ และอำนาจวัฒนธรรม

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์www.facebook.com/sirote.klampaiboon

ใครที่ตามข่าวประเทศไทยวันนี้คงรู้สึกได้ว่าประเทศไทยไม่มีอะไรให้มีความหวังได้เลย

ข่าวชาวบ้านที่น่าสนใจที่สุดในสัปดาห์คือหลานรัฐมนตรีชาดา ไทยเศรษฐ์ ถูกจับในปาร์ตี้เล่นยา พลโทกร่างด่าแม่ค้าก่อนขู่ย้ายตำรวจทั้งโรงพัก รัฐบาลเอาสื่อของตัวเองไปคุมช่อง 11 แบบรัฐบาลที่แล้ว หากไม่นับข่าวนักร้องฟ้องแย่งเงินเมียตัวเองแล้วด่าซ้ำว่าไม่มีปัญญาหาเงิน

คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนักการเมืองหนีคดีที่กลับมาเป็นใหญ่อย่างที่ทุกวันนี้เห็นกัน แต่อดีตรัฐมนตรียุคคุณทักษิณอีกคนที่หนีคดีคือ “วัฒนา อัศวเหม” ก็กำลังจะกลับมาไทยเพราะคดีหมดอายุความด้วย และอิทธิพลที่คุณวัฒนามีต่อ ส.ส., นายก อบจ. และอดีตรัฐมนตรีก็จะทำให้คุณวัฒนาใช้ชีวิตหลังหนีคดีอย่างสุขสบายอย่างแน่นอน

ฟังดูแล้วประเทศนี้ผู้มีอิทธิพลจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ และฟังดูแล้วประเทศนี้ไม่มีหวังอะไรเลย

 

นอกจากข่าวชาวบ้านจะสะท้อนภาวะที่ชาวบ้านไม่มีหวังอะไร ข่าวเศรษฐกิจก็สะท้อนว่าคนชั้นกลางก็ไม่มีหวังด้วย เพราะคุณเศรษฐา ทวีสิน และพรรคเพื่อไทยทำให้ตลาดหุ้นไทยตกต่ำที่สุดใน 4 ปี ซึ่งแปลว่าตลาดหุ้นยุคเพื่อไทยเลวร้ายกว่ายุคคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา เยอะ ส่วนรัฐมนตรีคลังบอกว่าเศรษฐกิจปีนี้ GDP จะโต 2.5% ทั้งที่เพื่อไทยหาเสียงว่าจะโตปีละ 5%

คำพูดของรัฐมนตรีข้อนี้ยืนยันว่ารัฐบาลทำไม่ได้ตามคำพูดแน่ๆ แต่ที่มากกว่าการผิดคำพูดหรือ “ตระบัดสัตย์” ซึ่งเป็นแบรนด์รัฐบาลไปแล้ว ก็คือโอกาสที่เศรษฐกิจรายปียุคเพื่อไทยจะโตเฉลี่ย 5% ยิ่งเป็นไปไม่ได้อีก เพราะถ้าปีแรกโตแค่ 2.5% ปีที่เหลือก็ต้องโต 6% ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ และนั่นหมายถึงการเพิ่มค่าแรงเป็น 600 บาทยิ่งยากเป็นทวีคูณ

หนึ่งปีที่เพื่อไทยสัญญาว่าเป็นรัฐบาลแล้วคนไทยจะรวยจนกระเป๋าตุง ความจริงที่เกิดขึ้นคนส่วนใหญ่ล้วงกระเป๋าไปเจอแต่ความหวังลมๆ แล้งๆ ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะบอกว่าตัวเองคิดใหญ่ทำได้ หาเงินได้ใช้เงินเป็น มีกินมีใช้มีศักดิ์ศรี และถึงแม้คุณทักษิณจะกลับมาเป็นผู้นำทั้งพรรคและรัฐบาลในความเป็นจริงโดยไม่ต้องเข้าไปถึงทำเนียบแล้วก็ตาม

สำหรับในแง่การเมือง พรรคก้าวไกลซึ่งชนะอันดับหนึ่งและมีประชาชนเลือกมากที่สุดกำลังถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคด้วยกระบวนการที่ผิดและอาจไม่มีเขตอำนาจ ขณะที่คุณเศรษฐากำลังโดนคดีถอดถอนซึ่งคนจำนวนมากเชื่อว่าเพราะหัวหน้ารัฐบาลตัวจริงมี “ดีลลับ” ทำให้ผู้มีอำนาจตัวจริงต้องใช้บริการคุณเศรษฐาและพรรคเพื่อไทยต่อไป

ฟังดูแล้วประชาชนถูกข้ามหัวชะมัดยาด และฟังดูแล้วประชาชนไม่มีความหมายอะไรเลย นอกจากเสียภาษีแล้วไปเลือกตั้งเพื่อจัดฉากให้เกิดรัฐบาลที่ผู้มีอำนาจต้องการ

 

นักวิชาการและพรรคอนาคตใหม่กับก้าวไกลพูดเยอะเรื่อง “นิติสงคราม” ว่าเป็นระบอบที่องค์กรอิสระและศาลกำจัดฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องรัฐประหาร

แต่ผมอยากขยายความจากบทความที่เคยเขียนใน “รัฐศาสตร์สาร” ของธรรมศาสตร์ด้วยว่า “นิติสงคราม” คือการแปรรูปอำนาจแบบปฏิปักษ์ประชาธิปไตยมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ, ศาล และทุกองค์กร

หากเอาภาพทั้งหมดนี้มาประกอบกัน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนี้คือรัฐบาลทำผลงานไม่ได้ ชนะใจประชาชนไม่เป็น ผู้มีอิทธิพลที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลดาหน้ากันทำเรื่องที่ไม่เห็นหัวประชาชน ขณะที่รัฐบาลซึ่งกำลังโดน “นิติสงคราม” เล่นงานก็ใช้วิธี “ดีลลับ” เอาตัวรอดแทนที่จะสู้กับ “นิติสงคราม” ด้วยหลักการและกฎหมายอย่างพรรคก้าวไกลทำ

พูดให้เห็นภาพยิ่งขึ้น พรรคเพื่อไทยทำลายการเกิด “รัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย” ไปตั้ง “รัฐบาลข้ามขั้ว” กับฝ่ายคุณประยุทธ์และคุณประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็เพื่อเอาตัวรอดใน “นิติสงคราม” กรณีคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วนคุณเศรษฐาไปเชิญคุณวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกฯ ตอนแรกก็เพื่อเอาตัวรอดใน “นิติสงคราม” กรณี 40 ส.ว.ยื่นศาลถอดถอนจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การเลือกตั้งปี 2566 คือการจุดประกายแห่งความหวังของคนทั้งประเทศว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่หนึ่งปีของรัฐบาลกลับทำให้คนมองเห็นว่าประเทศนี้ปกครองด้วย “ระบอบเครือข่าย” ที่ลุกลามตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับจุลภาค ส่วนรัฐบาลก็สนใจแต่การดีลกับ “ระบอบเครือข่าย” แต่ไม่อะไรเพื่อแตะต้องผู้มีอิทธิพลกลุ่มนี้เลย

เมื่อใดที่คนนึกถึงรัฐบาล เมื่อนั้นคนจะนึกถึงอิทธิพลในรูปแบบของคุณทักษิณ, การต่อรองของคุณทักษิณกับ “ดีลลับ”, การเจรจากับนักการเมืองบ้านใหญ่เครือข่ายต่างๆ, การเติบโตของลูกหลานผู้ทรงอิทธิพล ฯลฯ ในการเชื่อมต่อกับ “ระบอบเครือข่าย” แทนที่จะมองเห็นผลงาน รวมทั้งการทำงานที่ยังไม่เห็นผลในปัจจุบันของรัฐบาล

 

ก้าวไกลสู้ “นิติสงคราม” ด้วยวิธีที่ต่างจากพรรคเพื่อไทย เพราะก้าวไกลไม่ “ดีลลับ” และไม่ “ต่อรอง” กับ “ระบอบเครือข่าย” แต่ก้าวไกลอ้างอิงหลักกฎหมายและหลักประชาธิปไตยเพื่อ “จำกัด” อำนาจ “ระบอบเครือข่าย” ให้มากที่สุด แนวทางก้าวไกลจึงทำให้ “ระบอบเครือข่าย” ต้องปรับตัวเพื่ออยู่กับประชาธิปไตยมากกว่าบังคับให้คนอื่นสยบยอม

คำแถลงแนวทางสู้คดีของก้าวไกลเป็นตัวอย่างว่าก้าวไกลอิงหลักการเพื่อให้ “ระบอบเครือข่าย” ปรับตัว เพราะพรรคการเมืองที่คดียุบพรรคอยู่ในศาลมักหุบปากเงียบ แต่ก้าวไกลกลับแถลงให้สังคมฟังแนวทางสู้คดีท่ามกลางสัญญาณขู่ของศาล วิธีสู้แบบก้าวไกลจึงสร้าง “เหตุผลสาธารณะ” ด้วยการสื่อสารกับสังคม ไม่ใช่การ “ดีลลับ” หรือ “ต่อรอง” อย่างรัฐบาล

นักวิเคราะห์, นักวิชาการ และลูกหาบพรรคการเมืองในคราบสื่อมักบอกว่าก้าวไกลโดนยุบแน่ๆ เพราะผู้มีอำนาจหรือ “ระบอบเครือข่าย” ไม่พอใจ

คำพูดว่าก้าวไกลยุบแน่จึงเป็นการ “คาดว่าจะเป็น” ทั้งโดยสุจริตใจและโดยวัตถุประสงค์แฝงเร้นเรื่องทำให้การกำจัดก้าวไกลเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด ไม่ว่าเพื่อล้างสมองประชาชนหรือไม่มีปัญญาชนะก้าวไกล

ก้าวไกลแถลงสู้คดียุบพรรคโดยพิจารณาสิ่งที่ “ควรจะเป็น” ไม่ใช่สิ่งที่ “คาดว่าจะเป็น” และเพราะพิจารณาแบบนี้ ก้าวไกลจึงพบว่าคดีนี้วางอยู่บนข้อกฎหมายที่ผิดและไม่สมเหตุสมผลเยอะไปหมด ไม่ว่าเขตอำนาจศาล, กระบวนการที่ผิดระเบียบ กกต.,การใช้คำตัดสินคดีที่แล้วมาเอาผิดคดีคนละข้อหา หรือแม้แต่การไม่มีอำนาจตัดสิทธิกรรมการพรรคทุกคน

ยิ่งฟังก้าวไกลแถลงแนวทางสู้คดีก็ยิ่งเห็นว่าข้อหายุบพรรคอยู่บนเป้าหมายทางการเมืองที่ไม่สนหลักกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญถูกมองราวกับมีอำนาจยุบพรรคโดยอัตโนมัติทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ให้อำนาจนั้น การตัดสิทธิกรรมการพรรคถูกมองว่าทำได้ตามใจชอบทั้งที่คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญในอดีตบอกว่าไม่ใช่ ฯลฯ ซึ่งไม่เคยมีใครพูดและยังไม่มีใครตอบเลย

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนให้ยุบก้าวไกลล้างสมองคนไทยว่ายุบแน่ๆ เพราะผู้มีอำนาจไม่ชอบก้าวไกล สิ่งที่คนไทยถูกหลอกให้เคลิ้มไปด้วยคือใครแก้กฎหมาย 112 ต้องถูกยุบพรรคและการตัดสิทธิกรรมการพรรค ทั้งที่คำสั่งห้ามแก้ 112 เป็นคนละข้อหากับการยุบพรรค การห้ามจึงไม่จำเป็นต้องจบด้วยการยุบ และจะเอาหลักฐานข้อหาหนึ่งมาใช้กับอีกข้อหาไม่ได้เลย

ความเชื่อว่าเมื่อยุบพรรคก็ต้องตัดสิทธิกรรมการพรรคเป็นเรื่องที่โต้แย้งแง่กฎหมายได้เช่นกัน เพราะศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัย 15/2541 ตัดสินว่าการจำกัดสิทธิเสรีภาพต้องกำหนดให้ชัดแจ้งโดยกฎหมายระดับ พ.ร.บ. การที่ พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 ให้ศาลเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่กำหนดกรอบระยะเวลา ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจกำหนดกรอบเอง

 

ด้วยวิธีที่ก้าวไกลสู้กับ “ระบอบเครือข่าย” โดยหลักกฎหมายและหลักประชาธิปไตย สิ่งที่สังคมไทยเห็นคือการเมืองที่ตรงไปตรงมาจนไม่มี “ดีลลับ” และไม่ “ต่อรอง” กับอำนาจนอกระบบทั้งหมด พูดอีกแบบคือก้าวไกลสู้นิติสงครามด้วยการสร้างอำนาจทางวัฒนธรรมซึ่งไม่มีพรรคการเมืองอื่นทำลาย

ตรงข้ามกับพรรคการเมืองเก่าที่คนมองเห็นในฐานะดีลลับและการหลอกลวง เมื่อคนมองเห็นก้าวไกล คนจำนวนมากจะมองเห็นต่อไปว่าก้าวไกลคือตัวแทนการเมืองแบบที่อยากเห็น แบบที่ไม่มีในพรรคการเมืองอื่น แบบที่พรรคอื่นไม่มีทางเป็นได้ และไม่ว่าอย่างไรคะแนนนิยมต่อก้าวไกลก็ไม่มีทางลดลงไปจากเดิม

การเมืองแบบก้าวไกลคือการเมืองที่เปลี่ยนปัจจุบันเพื่ออนาคต ไม่มีพรรคการเมืองไหนในประเทศที่ทำการเมืองแบบนี้ ต่อให้ก้าวไกลจะเผชิญกว่าอนาคตใหม่แค่ไหน ความต้องการเห็นก้าวไกลเป็นรัฐบาลเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศก็จะยิ่งเติบโต