‘ชัยธวัช’ ไม่หมดหวัง หลังก้าวไกลงัด 9 ข้อสู้ยุบพรรค ยื่นหลักฐานมัด กกต.ละเลย

(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP)

เป็นเดือนมิถุนายนที่สถานการณ์การเมืองร้อนให้ชวนติดตามแบบไม่อาจกะพริบตา

หนึ่งในนั้นก็คงหนีไม่พ้นสถานการณ์ของพรรคก้าวไกล หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณายุบพรรคในวันที่ 12 มิถุนายน จากการยื่นคำร้องโดย กกต. ว่าใช้นโยบายหาเสียงแก้ไขมาตรา 112 มีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครอง หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อีกทั้งยังมีความเห็นเพิ่มเติมออกมาว่า ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า คู่กรณีอย่างพรรคก้าวไกลนั้นไม่สมควรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีที่เป็นการชี้นำสังคม ที่อาจกระทบต่อการดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาล

คล้ายเป็นการส่งใบเตือนไปยังพรรคก้าวไกลไม่ให้ออกมาพูดอะไรเพื่อกระตุ้นความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ซึ่งจะส่งผลต่อการพิจารณายุบพรรค

แต่ทว่า ก้าวไกลเองก็ไม่ได้นิ่งเฉยตามคำเตือนดังกล่าว เดินหน้าแถลงแนวทางการต่อสู้คดีในวันที่ 9 มิถุนายน เพื่อส่งสารไปยังประชาชนและผู้สนับสนุนพรรค โดยยืนยันว่าการแถลงไม่ได้เป็นการกดดันศาลหรือชี้นำความคิดอะไร

เป็นเพียงแค่การยืนยันและอธิบายกับประชาชน ที่อาจจะมีคำถามถึงแนวทางการต่อสู้คดีของพรรค

 

ทั้งนี้ “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้แถลงแนวทางการสู้คดียุบพรรคก้าวไกล ย้ำแนวทางการต่อสู้ด้วย 9 ข้อต่อสู้ แบ่งเป็น 3 หมวดหมู่ ประกอบด้วย ด้านขอบเขตอำนาจและกระบวนการ (Jurisdiction & Process), ด้านข้อเท็จจริง (Facts) และด้านสัดส่วนโทษ (Penalty) โดยเน้นไปที่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของคดีเป็นหลัก

โดยแนวทางการต่อสู้ 9 ข้อที่พรรคก้าวไกลประกาศออกมานั้น มีดังนี้

1. ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้

2. กระบวนการยื่นคำร้องของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งสองข้อนี้เกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจและกระบวนการโดยตรง

3. คำวินิจฉัยคดีเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ไม่ผูกพันการวินิจฉัยคดีนี้

4. การกระทำที่ถูกกล่าวหาไม่ล้มล้าง ไม่อาจเป็นการปฏิปักษ์

5. การกระทำตามวินิจฉัย 31 มกราคม 2567 ไม่ได้เป็นมติของพรรค

6. โทษยุบพรรคต้องเป็นมาตรการสุดท้าย เมื่อจำเป็นฉุกเฉิน ฉับพลัน และไม่มีทางอื่นแก้ไขในระบอบประชาธิปไตย

7. ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจตัดสินคณะกรรมการบริหารพรรค

8. จำนวนปีในการตัดสิทธิ์ทางการเมืองต้องได้สัดส่วนกับความผิด

9. การพิจารณาโทษต้องสอดคล้องกับชุดคณะกรรมการบริหารพรรค ในระยะเวลาที่ถูกกล่าวหา

ซึ่งพิธาได้เน้นไปที่ข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 6 ระบุว่า ประเด็นขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากการศึกษาของฝ่ายกฎหมายอย่างละเอียดแล้วศาลรัฐธรรมนูญไม่มีขอบเขตอำนาจพิจารณาคดีนี้ เพราะตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคและตัดสิทธิ์การเมือง

ส่วนประเด็นการยื่นคำร้องของ กกต. พรรคก็มองว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกร้องคือพรรคก้าวไกล ไม่มีโอกาสรับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ รวมถึงไม่มีการโต้แย้งหรือแสดงพยานหลักฐาน ซึ่งขัดต่อระเบียบที่ กกต.ตราขึ้นเอง

อีกประเด็นหนึ่งคือกรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ไม่ผูกพันกับคำวินิจฉัยในคดีนี้ ซึ่งอาจจะมีคนคิดว่าข้อเท็จจริงได้รับการวินิจฉัยแล้ว และด่วนสรุปว่าคำวินิจฉัยคดีผูกพันคดีนี้โดยอัตโนมัติ แม้แต่ กกต.ยังใช้คำวินิจฉัยนี้เป็นหลักฐานเดียวในการยื่นยุบพรรคก้าวไกล

แต่ความเป็นจริงตามหลักการทางกฎหมาย กรณีที่คำพิพากษาคดีหนึ่งจะผูกพันกับอีกคดีหนึ่งได้ก็ต่อเมื่อเป็นข้อหาเดียวกัน และระดับโทษใกล้เคียงกัน

ด้วยเหตุผล-ข้อเท็จจริงทั้งหมดคดีนี้จึงไม่มีความผูกพันกับคดีเมื่อวันที่ 31 มกราคม และเห็นว่าต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีใหม่ ด้วยมาตรฐานการพิสูจน์ที่สูงกว่าคดีก่อน

พิธายังย้ำถึงกรณีโทษยุบพรรคว่า ต้องเป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อจำเป็น ฉุกเฉิน ฉับพลัน และไม่มีวิธีแก้ไขอื่น ซึ่งมาตรการยุบพรรคเป็นบทลงโทษที่มีได้ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อปกป้องประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ลืมว่าพรรคการเมืองเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของประชาธิปไตย เป็นตัวแทนประชาชน

ดังนั้น การยุบพรรคจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง และเป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น

 

ภายหลังการแถลงข่าวของก้าวไกลถึงข้อต่อสู้ยุบพรรค ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนในฝั่งตรงข้ามอย่าง “นายธนกร วังบุญคงชนะ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ออกมาซัดกลับก้าวไกลไม่เคารพคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้ออกมาเตือนล่วงหน้าว่าไม่ควรมีการชี้นำ กระทบความเชื่อมั่นในกระบวนการวินิจฉัยของศาล ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องยึดมั่น นั่นคือการเคารพกฎหมาย เคารพคำสั่งศาล

“การออกมาแถลงข้อต่อสู้คดีควรยื่นต่อศาลโดยตรง ไม่ใช่มาแถลงต่อสื่อต่อประชาชน มากกว่านั้นยังอ้างข้อกฎหมายแบบบิดเบือนเอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่นแบบข้างๆ คูๆ อ้างประชาธิปไตยสารพัด ทั้งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจยุบพรรค ซ้ำยังอ้างว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีกระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายอีก”

ผมมองว่านายพิธาและพรรคก้าวไกลมีความกังวลค่อนข้างหนักเรื่องคดี จนทำให้พาลไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม กระบวนการกฎหมายทั้งระบบ แบบนี้จะเป็นผู้นำประเทศที่ดีได้อย่างไร ประธาน กกต.ได้ยืนยันการดำเนินการของ กกต.แล้ว ว่าไม่ได้ใช้ระเบียบสืบสวนไต่สวน แต่เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งไม่จำเป็นต้องแจ้งให้พรรคก้าวไกลทราบเพราะมีหลักฐานตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนมองว่าในชั้นกระบวนการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็เปิดโอกาสให้พรรคก้าวไกลได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามที่พรรคขอขยายเวลาถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน จนครบกำหนดยื่นคำชี้แจงแล้ว ถือว่าคดีนี้ กกต.และศาลได้ดำเนินการครบถ้วนตามกระบวนการยุติธรรม หลังจากนี้ก็เป็นดุลพินิจของศาล ผลจะออกมาเป็นบวกหรือลบ พรรคก้าวไกลควรยอมน้อมรับคำตัดสิน ถ้าพรรคทำผิดกฎหมายก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงตรงนี้ ไม่ใช่บิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยคำพูดสวยหรูให้ตัวเองดูดี” นายธนกรกล่าว

 

ส่วนผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นั้นศาลรัฐธรรมนูญให้ กกต.ในฐานะผู้ร้อง ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2567 และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป กำหนดนัดพิจารณาในวันที่ 18 มิถุนายน 2567

ถือเป็นการต่อลมหายใจเฮือกใหญ่ของก้าวไกลอีกครั้ง ท่ามกลางความต้องการของฝ่ายผู้มีอำนาจที่ต้องการยุบก้าวไกลให้สิ้นซาก

ด้าน “นายชัยธวัช ตุลาธน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ให้สัมภาษณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมจาก กกต. ว่ายังไม่สามารถสรุปได้ ศาลยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องการเปิดไต่สวนหรือเรียกพยานตามที่พรรคก้าวไกลในฐานะผู้ถูกร้องยื่นไป ที่เห็นตามเอกสารคือการมีมติสั่งให้ กกต.ส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งก่อนหน้านี้ กกต.เคยยื่นพยานหลักฐานและพยานบุคคลไปให้ศาลแล้ว

ดังนั้น ที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ กกต.ยื่นเพิ่มเติมคาดการณ์ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับข้อโต้แย้งของพรรคเรื่องการยื่นของ กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งฝ่ายกฎหมายของพรรคก็จะไปยื่นบัญชีเอกสารเพิ่มเติมเหมือนกัน โดยเฉพาะคลิปหลักฐานประธาน กกต.ให้สัมภาษณ์ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบที่ กกต.กำหนด ในการยื่นยุบพรรค ตามมาตรา 92 และ 93 ที่ กกต.เป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ออกมา เพื่อประกอบข้อต่อสู้ของพรรค

ซึ่งวันที่ 18 มิถุนายน นั้นยังมี 3 คดีการเมืองสำคัญที่รอการตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นกรณี อสส.นัดส่งตัวฟ้องคดี ม.112 นายทักษิณ ชินวัตร, คดีคุณสมบัตินายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จากการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคดีชี้ขาด 4 มาตราของ พ.ร.ป.ได้มาซึ่ง ส.ว. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

สำหรับความเชื่อของพิธา เขาเห็นว่า คดียุบพรรคจะทำให้พรรคก้าวไกลอ่อนแรงลงในระยะสั้นเท่านั้น แต่จะเป็นการติดเทอร์โบ (turbocharge) ให้พรรคได้แต้มต่อในแนวคิดและนโยบายแบบก้าวหน้าในระยะยาว