จับตาเลือก 200 ส.ว. ลุ้นระทึกตลอดทาง 18 มิ.ย. ศาล รธน.ชี้ชะตา ขบวนการ ‘ฮั้ว-ล้ม-เลื่อน’ ยังแอ๊กทีฟ

การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ออกแบบให้มีจำนวน 200 คน จาก 20 กลุ่มสาขาอาชีพ กำหนดให้ผู้สมัครทำหน้าที่ลงคะแนนคัดเลือกกันเอง “ประชาชน” ไม่มีสิทธิเลือก เป็นแค่เพียงผู้สังเกตการณ์ ตรวจตราความผิดปกติ การกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเท่านั้น

ต้องยอมรับว่าการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ เต็มไปด้วยสารพัดปัญหาและอุปสรรคมากมาย เริ่มตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้รับผิดชอบกระบวนการเลือก ส.ว. ถูกบรรดาผู้สมัครและนักวิชาการ นักการเมือง ออกมาท้วงติงระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 2567 เขียนจำกัดสิทธิผู้สมัครเกินเหตุ จึงเป็นเหตุให้มีคนไปยื่นฟ้องศาลปกครองสั่งเพิกถอนระเบียบแนะนำตัวฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนกระบวนการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอ จะเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่วัน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องจากศาลปกครองกลางที่ส่งคำโต้แย้งผู้สมัคร ส.ว. 6 คน ยื่นตีความ พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ประกอบด้วย มาตรา 36 มาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่

ด้วยเหตุนี้ จึงคาดการณ์กันว่ามีความเป็นไปได้ว่าการเลือก ส.ว. อาจจะต้องถูก “เลื่อน” ออกไปก่อน โดยกฎหมายเปิดช่องให้ กกต.สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 35 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. 2561 ประกาศเลื่อนการเลือก ส.ว.ที่ระดับอำเภอกำหนดไว้ในวันที่ 9 มิถุนายน นี้ออกไปก่อน

เพื่อรอความชัดเจนการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจากศาลรัฐธรรมนูญ

 

แต่ทว่า 7 เสือ กกต.ได้มีมติเอกฉันท์ 7 เสียง ใส่เกียร์เดินหน้าจัดการเลือก ส.ว. ระดับอำเภอ ตามปฏิทินไทม์ไลน์เดิม คือ การเลือกระดับอำเภอ 9 มิถุนายน การเลือกระดับจังหวัด 16 มิถุนายน การเลือกระดับประเทศ 26 มิถุนายน 2567 และประกาศผลการเลือก ส.ว.ภายใน 2 กรกฎาคม 2567

โดยยก 4 เหตุผลประกอบ ดังนี้

1. ศาลระบุว่ายังไม่ปรากฏว่าจะเกิดความเสียหายร้ายแรงยากแก่การเยียวยาได้ในภายหลัง

2. เหตุผลการรับคำร้อง ระบุว่า ยังไม่ถึงเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงได้ตามกฎหมายจนอยู่ในวิสัยที่จะเยียวยาในภายหลังไม่ได้

3. รัฐธรรมนูญมาตรา 132 เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ พ.ร.ป.แล้ว ให้ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบ ซึ่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ใช้สำหรับการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ก็ผ่านขั้นตอนนี้มาแล้ว

และ 4. กกต.กำลังปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ออกโดยชอบด้วยรัฐสภา คือกฎหมายการเลือก ส.ว.ฉบับนี้

ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 18 มิถุนายน เวลา 09.30 น.

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กระบวนการเฟ้นหาวุฒิสภา เริ่มต้นไปแล้ว โดยผ่านขั้นตอนการเลือกระดับอำเภอ ได้ผู้สมัครผ่านเข้าสู่รอบระดับจังหวัด ซึ่งจะมีการคัดเลือกในวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน จำนวน 23,645 คน และเหลือรอลุ้นด่านสุดท้ายในการเลือกระดับประเทศ วันที่ 26 มิถุนายนนี้ ซึ่งผู้สมัครจะคัดเลือกกันเองให้เหลือ 200 คน

แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่หลายฝ่ายกังวลและตั้งคำถามกับการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ นั่นคือ กฎ กติกา จะสามารถป้องกันการฮั้ว การขอคะแนน การแลกคะแนน รวมทั้งการบล็อกโหวต ระหว่างผู้สมัครได้จริงหรือไม่?

แม้ กกต.จะออกมาการันตีเสมอว่าการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ ได้ระดมสรรพกำลัง จัดชุดการข่าว ชุดเคลื่อนที่เร็ว ติดตามเกาะติดและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้น

โดยก่อนหน้านี้ ส.ว.ตัวตึง “วันชัย สอนศิริ” สมาชิกวุฒิสภา ออกมาเคลื่อนไหวทำนองว่าได้รับทราบข้อมูลเชิงลึกว่ามีขบวนการ “3 ล้ม” ซึ่งเป็นแผนลับรวมการเฉพาะกิจ

โดยล้มแรก คือ “ล้มรัฐบาล” นายเศรษฐา ทวีสิน เพื่อเซ็ตซีโร่ในอำนาจ แล้วก็เริ่มนับหนึ่งกันใหม่

ล้มที่สอง “ล้มหรือยุบก้าวไกล” เพราะถ้ายุบก้าวไกลไปได้ พรรคจะแตกฉานซ่านเซ็น ส.ส.จะต้องหาที่อยู่ใหม่ภายใน 30 วัน

และล้มที่สาม คือ “ล้มกระดานการเลือก ส.ว.” ถ้าล้มได้ ส.ว.ชุดเก่าจะยังอยู่เหมือนเดิม คอยปฏิบัติภารกิจได้ต่อไป

“คณะบุคคล 3 พวกที่ประสานงานจับมือกันเคลื่อนไหวเป็นขบวนการอย่างเข้มข้นอยู่ในขณะนี้เพื่อหวังจะทำให้ 3 ล้มดังกล่าวประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย 1.พวกที่ผิดหวัง อกหักทางการเมือง ไม่ได้เข้ามามีอำนาจ 2.พวกที่เกลียดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้ากระดูกดำ และ 3.พวกนิยมเผด็จการซึ่งมีทหารเป็นหลัก” นายวันชัยระบุไว้

 

ขณะที่ “สมชาย แสวงการ” เป็นอีกหนึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ออกมาเคลื่อนไหวประเด็นการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยหลังปิดรับสมัคร ได้ออกมาระบุว่า ขั้นตอนการเลือกตั้ง ส.ว.รอบแรกในระดับอำเภอทำไมมีโพยก๊วนออกมาว่า มี 149 คนที่มีรายชื่อไปถึงระดับประเทศแล้ว

กระทั่งล่าสุด นายสมชายออกมายืนยันว่ามีขบวนการขนคนไปสมัคร ส.ว. หลักฐานปรากฏได้จากการตรวจลงคะแนนทุกอำเภอทุกกลุ่ม ซึ่งจะพบว่ามีคนได้คะแนน 0 คะแนนเยอะมาก ซึ่งช่องว่างเกิดจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่บอกว่าผู้สมัครเลือกตัวเองก็ได้ ไม่เลือกตัวเองก็ได้ จึงทำให้เกิดขบวนการขนคนมาเพื่อใช้จ้างวาน เกณฑ์มาเลือก อีกทั้งทราบว่ามีการซ้อมกาหมายเลขต่างๆ ในเซฟเฮาส์ก่อนหน้าที่จะถึงวันเลือก ส.ว. และนำเอกสารที่ซ้อมกาหมายเลขไว้เข้าคูหาด้วย

“นอกจากนี้ ยังมีผู้ร้องว่าบางจังหวัดในภาคอีสาน มีการจัดเลี้ยงก่อนลงสมัคร ซึ่งเรื่องนี้มีการส่งให้ประธานรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว และร้องมาที่ผมด้วย ว่ามี ส.ส. 2 คนได้จัดงานเลี้ยงผู้สมัคร ส.ว.ซึ่งทราบว่าเป็น ส.ส.พรรคการเมืองใหญ่ เพราะถ้าไม่ใหญ่ไม่กล้าทำ ใหญ่ทั้งแผ่นดิน”

นายสมชายระบุ

 

อย่างไรก็ดี ภายหลังการเลือกระดับอำเภอเสร็จสิ้น และกำลังจะเข้าสู่การเลือก ส.ว.ระดับจังหวัด ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน เหลือผู้ผ่านเข้ารอบ จำนวน 23,645 คน แม้ กกต.จะสรุปภาพรวมว่าการเลือกทั่วประเทศ 928 อำเภอ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีคำร้องเรียนเข้ามาให้ตรวจสอบประมาณ 30 เรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการจ้างบุคคลมาลงสมัคร แต่สิ่งที่ละเลยไม่ได้ นั่นคือ ปัญหาหยุมหยิมของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ผู้สมัครหลายคนทั้งเข้ารอบและตกรอบ ต่างออกมาแชร์ปัญหาที่พบจากกระบวนการ “เลือกกันเอง”

ฉะนั้น การเลือก ส.ว.ระดับจังหวัด และระดับประเทศ กกต.ในฐานะผู้รับผิดชอบ ต้องนำปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเลือกระดับอำเภอ มาถอดบทเรียนและเร่งแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำเดิม

นอกจากปัญหาหยุมหยิมที่เกิดจากการออกแบบกฎ และกติกา การเลือก ส.ว.ที่ไม่เหมือนใครแล้ว ปัญหาใหญ่ที่ท้าทายและรอพิสูจน์วัดผลงานของ กกต.ชุดนี้ว่า จะสามารถจัดการเลือก ส.ว.และประกาศผลได้ตามไทม์ไลน์ได้หรือไม่

ท่ามกลางกระแสข่าวและข้อร้องเรียนสารพัดว่ามีขบวนการทุจริต ฮั้ว และจ้างวานคนมาลงสมัคร ซึ่งหลายฝ่ายประเมินและวิเคราะห์กันว่า ต้นเหตุนั้นมาจากจุดอ่อนของข้อกฎหมายที่ออกแบบมา ท้ายที่สุด อาจไม่ได้ ส.ว.ตามสเป๊กที่รัฐธรรมนูญต้องการ

และยิ่งไปกว่านั้น หากมีคนไปร้องศาลให้ล้มกระดานเลือก ส.ว. ย่อมส่งผลให้ ส.ว.ชุดปัจจุบัน อยู่รักษาการไปยาวๆ ย่อมเป็นไปได้