ก่อนจะ ‘ล้มเหลว’ ไปใหญ่

(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP)

หากใครสักคนเป็น “เศรษฐา ทวีสิน” คงอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ด้วยดูเหมือนจะยิ่งทำงาน ยิ่งมีคำถามถึงการยอมรับ

ไม่แปลกที่หากจะเป็นคำถามจาก “กลุ่มเสรีนิยมประชาธิปไตย” เพราะการเปลี่ยนขั้วมาจัดตั้งรัฐบาลเพื่อช่วยรักษาอำนาจของ “กลุ่มอนุรักษ์จารีตนิยมเข้นข้น” ไว้ ย่อมเป็นความผิดคาดและผิดหวังสำหรับส่วนหนึ่งของผู้สนับสนุนก่อนการจัดตั้งรัฐบาล

แต่เป็นใครก็ต้องใจหาย เมื่อคนที่แสดงท่าทีปฏิเสธผลงานของนายกรัฐมนตรีรุนแรงกลายเป็นจำนวนมากใน “กลุ่มอนุรักษ์นิยมเข้มข้น” เอง

จะไม่แปลกได้อย่างไร เพราะปัจจัยทุกอย่างที่มาเป็นองค์ประกอบล้วนแล้วแต่ชัดเจนว่ามีศักยภาพในการสร้างความนิยมยินดีให้ประชาชนทั้งสิ้น

 

เริ่มจาก “เศรษฐา ทวีสิน” ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ชัดเจนในความโดดเด่นในวิชั่นในการมองอนาคต และเปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถในการนำพาการบริหารไปสู่ความสำเร็จ และทั้งที่แสดงให้เห็นอย่างไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าทุ่มเทเต็มที่ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ด้วยเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการแก้ปัญหาให้ประชาชน เพื่อสร้างผลงานให้พรรคเพื่อไทยกลับมาชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเองเป็นที่รับรู้กันว่ามีการตกลงพิเศษที่จะทำให้ เพื่อให้ “นักการเมืองฟากอนุรักษนิยม” มีคะแนนเสียงกระเตื้องขึ้น ไม่แพ้หลุดลุ่ยต่อ “ฝ่ายเสรีนิยม” เหมือนที่ผ่านมา

หากใครสักคนทำงานด้วยภารกิจที่ได้รับมอบหมายด้วยความทุ่มเทอย่าง “เศรษฐา ทวีสิน” ก็จะต้องสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่ผู้คนมากมายใน “เครือข่ายอนุรักษนิยม” ที่เขาทำงานให้ถึงเรียงหน้าออกมาโจมตีเหมือนมองไม่เห็นว่าเป็น “ฝ่ายเดียวกัน”

ไม่ใช่แค่ยิ่งทำงานหนัก คะแนนนิยมส่วนตัวยิ่งตกต่ำ กระทั่งเทียบกับ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วเรตติ้งยังทิ้งกันห่าง โดยเห็นจาก “ผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้า” ที่เพิ่งแถลงไป

แต่แม้ความเชื่อมั่นในภาพรวมของรัฐบาลยังถดถอยไปมากกว่า

 

ผลสำรวจล่าสุดของ “นิด้าโพล” เรื่อง “ขอถามบ้าง…9 เดือนรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา” ในคำถามว่าด้วย “ความพึ่งพอใจต่อการทำงาน” คำตอบร้อยละ 34.35 ไม่ค่อยพอใจ, ร้อยละ 31.69 ไม่พอใจเลย ที่ค่อนข้างพอใจมีแค่ร้อยละ 25.19 และร้อยละ 7.40 ที่พอใจมาก

หมายถึงผู้คนที่รู้สึกไม่พอใจมีมากกว่าแทบทิ้งห่าง โดยให้เหตุผลว่า บริหารจัดการล่าช้า ไม่มีความแตกต่างไปจากเดิม ไม่มีความก้าหน้า ทำตามที่หาเสียงไว้ไม่ได้

ยิ่งหนักเข้าไปอีกเมื่อถามถึง “ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาประเทศ” เพราะร้อยละ 35.95 ตอบว่าไม่เชื่อมั่นเลย ขณะร้อยละ 35.04 ไม่ค่อยเชื่อมั่น สำหรับที่ค่อนข้างเชื่อมั่นมีแค่ร้อยละ 22.14 และร้อยละ 5.42 เท่านั้นที่เชื่อมั่นมาก แปลว่าสอบตกโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลผลงานไม่ชัด แก้ไขปัญหาปลายเหตุ แก้ไม่ตรงจุด ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

แม้ไม่มีใครถามว่า สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีที่ทุ่มเททำงานหามรุ่งหามค่ำ ด้วยความรู้ความสามารถที่ได้รับการยอมรับมากมายในอดีตได้อย่างไร

แต่หากเป็นนักบริหารมืออาชีพที่มีปฏิภาณไวพอที่จะสัมผัสถึงความผิดปกติ อย่าง “เศรษฐา ทวีสิน” ย่อมไม่มีทางที่จะต้องตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” และต้องประเมินว่า “ปรากฏการณ์ทั้งหมดทั้งสิ้นเหล่านี้มีอะไรเป็นต้นเหตุ” ที่สำคัญ “กลุ่มคนที่ควรจะเป็นผู้สนับสนุนขันแข็ง กลับเป็นผู้ต่อต้านรุนแรงได้อย่างไร”

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยประสบการณ์แบบนักบริหารมืออาชีพ หาคำตอบในคำถามเหล่านั้นให้ได้

ด้วยการประเมินเหตุที่ไม่ตรงกับที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น ย่อมเสี่ยงต่อการแก้ปัญหาผิดพลาด ซึ่งรังแต่จะทำให้สถานการณ์บานปลายออกไปไม่รู้จบ