ปาฐกถา Guy Standing : เมื่อเศรษฐกิจโตขึ้นแต่คนจนลง ความจำเป็นของเงินเดือนพื้นฐานถ้วนหน้า

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
(Photo by MANAN VATSYAYANA / AFP)

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้รับเชิญจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ร่วมงานปาฐกถาของ ศาสตราจารย์กาย สแตนดิ้ง Guy Standing อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยลอนดอน (SOAS-วิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา มหาวิทยาลัยลอนดอน) และที่ปรึกษาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

ในแวดวงวิชาการมีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงที่แตกต่างกันในแต่ละสาขา ถ้านับในสาขาการระหว่างประเทศที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คือ อ.นอม ชอมสกี ส่วนเศรษฐศาสตร์การเมือง ก็เป็น อ.เดวิด ฮาร์วีย์ สำหรับสายเศรษฐศาสตร์แรงงานที่ยังมีชีวิตอยู่ อ.กาย สแตนดิ้ง นับเป็นนักเศรษฐศาสตร์แรงงานที่เป็นที่ยอมรับอย่างมากในปัจจุบัน

วันนี้ผมอาจไม่ได้มาอธิบายว่า อ.กายเป็นที่รู้จักกว้างขวางอย่างไร แต่ขออธิบายถึงข้อเสนอของเขาที่สำคัญต่อแวดวงแรงงานอย่างมาก

 

เมื่อสิบกว่าปีก่อน อ.กายได้นำเสนอหนังสือของเขา ภายใต้แนวคิดว่า ‘Precariat’ อันเป็นคำที่ใช้การผสมระหว่าง Precariousness (ความเปราะบาง) และ Proletariat (กรรมาชีพ ผู้ใช้แรงงาน) โดยพยายามอธิบายเป็นแนวคิดใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้อธิบายลักษณะแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปในระบบทุนนิยม

ขณะนั้นผมกำลังทำวิจัยที่มหาวิทยาลัย Sussex สหราชอาณาจักร ได้อ่านความคิดของ อ.กายครั้งแรกรู้สึกประทับใจและนำแนวคิดนี้มาใส่ในวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอกของผมเอง

แล้ว Precariat คืออะไร

ผมใช้คำแปลภาษาไทยว่า “แรงงานเสี่ยง” อันได้จากคำแนะนำของ ศ.ดร.วีระ สมบูรณ์ ซึ่งเป็นคำที่พูดถึงแรงงานที่แบกรับความเสี่ยงแทนชนชั้นนายทุน

ซึ่งหากกล่าวเช่นนี้ก็จะมีคำถามว่า “แล้วมีระบบทุนนิยมแบบไหนที่ไม่มีความเสี่ยง?”

คำตอบคือระบบทุนนิยมมีความเสี่ยงเป็นปกติ แต่ความเสี่ยงนี้ไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ หรือเป็นกลาง มันมีความสัมพันธ์อำนาจเชิงการเมืองแฝงอยู่

กล่าวคือ ในระบบเศรษฐกิจหากคุณมีอำนาจทางการเมืองมาก คุณก็แบกรับความเสี่ยงได้น้อยลง หรือให้คนอื่นแบกรับความเสี่ยงแทนคุณ ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นปกติในระบบทุนนิยม

แต่เพราะการต่อสู้ของ “ชนชั้นกรรมาชีพ-Proletariat” ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อมาจนถึงศตวรรษที่ 20 ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์นี้ กล่าวคือ สังคมต้องร่วมแบกรับความเสี่ยงด้วยกัน

จะให้คนไร้อำนาจแบกรับความเสี่ยงอย่างเดียวได้อย่างไร เพราะความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น กลุ่มคนมีอำนาจก็เป็นผู้ได้ใช้ประโยชน์เป็นหลักทั้งนั้น

มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดกฎหมายแรงงาน การประกันค่าจ้างขั้นต่ำ หรือการเกิดระบบสวัสดิการสังคม จนถึงรัฐสวัสดิการในหลายประเทศ ซึ่งมาจาก “จิตสำนึกทางชนชั้น” ของชนชั้นกรรมาชีพ

ที่เรียกร้องให้มีการแบ่งปันกระจายความเสี่ยงร่วมกันในสังคม

 

แต่พอมาช่วงปลายศตวรรษที่ 20 กระแสเสรีนิยมใหม่ได้ทำลายรัฐสวัสดิการ และการรวมตัวของชนชั้นแรงงาน สังคมเหลื่อมล้ำและเน่าเฟะจากรากถึงใบ

เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น แต่ความมั่งคั่งกระจุกตัว ซึ่งที่เกิดขึ้น คือระบบทุนนิยมพยายามสร้างชนชั้นใหม่ขึ้นมา ที่ไม่มีจิตสำนึกทางชนชั้น ไม่สามารถรวมตัวกันได้ วนเวียนอยู่กับปัญหาเฉพาะหน้าของตน

หรือที่ อ.กายกล่าวว่า “เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ไม่รู้จะสู้กับใคร” นั้นคือ “แรงงานเสี่ยง Precariat” ที่ไม่ได้แบ่งตามภูมิศาสตร์อีกต่อไป สามารถอยู่ได้ในศูนย์กลางของระบบทุนนิยม อยู่ได้ทุกอาชีพ ตั้งแต่พนักงานทำความสะอาด แรงงานเหมาค่าแรง นักออกแบบกราฟิกอิสระ ทนายความฝึกงาน คนขับรถส่งของ ฯลฯ

คนเหล่านี้แบกรับความเสี่ยงเพื่อให้คนอื่นมั่งคั่งมากขึ้น แต่ไม่มีอำนาจในการต่อรอง ไม่รู้สึกว่าตัวเองสามารถมีสิทธิเรียกร้อง ไม่เชื่อในอำนาจทางการเมืองของตนเอง

ทางออกในการมีชีวิตที่ดีคือการทำตามกติกาที่ไม่เป็นธรรมไปเรื่อยๆ โดยมีความเชื่อว่า วันของตนจะมาถึง

แต่จากสถิติแล้ว “กลุ่มแรงงานเสี่ยง” มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจต่ำมาก ถูกพรากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จากการทำงานหนัก และโอกาสเปลี่ยนชนชั้นทางสังคมต่ำมาก

 

แน่นอนว่าข้อเสนอกลุ่มแรงงานลักษณะนี้ก็มีอยู่มาก่อน Marx เคยเรียกแรงงานกลุ่มหนึ่งว่า Lumpen-Proletatiat หรือชนชั้นกึ่งกรรมาชีพ (แปลตรงตัวว่าแรงงานผ้าขี้ริ้ว) โดยระบุถึงแรงงานกลุ่มที่ไม่มีจิตสำนึกทางชนชั้น เพราะอยู่ใกล้กับศูนย์กลางอำนาจ เช่น นักแสดงอิสระ คนดูแลชนชั้นสูง พนักงานร้านอาหาร ฯลฯ

แต่ความต่างคือข้อเสนอของ Marx กลุ่มแรงงานพวกนี้มีจำกัดและปริมาณน้อย ขณะที่ในปัจจุบัน กลายเป็นว่า Precariat กำลังกลายเป็นประชากรกลุ่มหลักในระบบการผลิตปัจจุบัน

สุดท้าย อ.กายเสนออะไรต่อปัญหาการขยายตัวของ Precariat ก็เป็นระบบที่ง่ายมาก คือแนวคิดเงินเดือนพื้นฐานถ้วนหน้า หรือการวางระบบเงินเดือนให้อย่างไม่มีเงื่อนไขแก่คนในสังคมทุกคน ซึ่งผ่านการทดลองมาหลายประเทศแล้ว พบว่าไม่ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยอย่างฟินแลนด์ หรือยากจนแบบเคนยา แม้กระทั่งประเทศอย่างเกาหลีใต้ก็เคยทดลองใช้ในพื้นที่หนึ่งเช่นกัน

ระบบนี้ก็สามารถใช้งานได้ดี ทำให้คนส่วนใหญ่สามารถวางแผนชีวิตได้ ปฏิเสธงานที่เสี่ยงอันตรายและค่าจ้างต่ำ รวมถึงสร้างความยุติธรรมสากลที่ทำให้แต่ละคนมีสิทธิในการใคร่ครวญในชีวิตมากขึ้น

“นักเศรษฐศาสตร์ชอบถามคำถามผมว่า เอาเงินมาจากไหน” อ.กายอธิบาย ต่อคำถามที่มักจะเจอ “เป็นคำถามที่ไร้สาระมาก เพราะทุกคนรู้ว่า เงินในโลกนี้มีเยอะไปหมด เยอะจนไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไร เยอะจนเอาไปโยนทิ้งได้ ถ้ามันถูกนำมาให้ประชาชน คนธรรมดาได้ใช้ มันจะมีปัญหาน่ากลัวอะไร”

หลักการสำคัญที่มากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อ.กายได้กล่าวว่า “มันคือเรื่องความยุติธรรมสากล” …. “คุณเชื่อหรือไม่ ว่า ไม่ว่าใครสมควรที่จะมีชีวิตที่ดีได้เท่าเทียมกัน”

ในบทความฉบับหน้าผมจะขยายแนวคิดเงินเดือนพื้นฐานถ้วนหน้า ที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับตัวแบบประกันสังคมถ้วนหน้า อันปรารถนาให้เป็นจุดเปลี่ยนต่อการปฏิรูปสวัสดิการขนานใหญ่ในไทย ตามโมเดลที่ อ.กาย สแตนดิ้ง ได้แชร์ประสบการณ์จากหลากหลายที่มาแล้ว