Apple Intelligence : พูดถึง AI โดยไม่ต้องพูดว่า AI

จิตต์สุภา ฉินFacebook.com/JitsupaChin

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

Instagram : @sueching

Facebook.com/JitsupaChin

 

Apple Intelligence

: พูดถึง AI โดยไม่ต้องพูดว่า AI

 

รอคอยกันมายาวนานว่าเมื่อไหร่ Apple จะเริ่มก้าวขาลงสนามรบ AI และปรับให้ผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง Siri ฉลาดขึ้นเสียที ในที่สุด Apple ก็เผยฟีเจอร์ AI ใหม่ๆ ออกมาแล้วในงาน WWDC 2024 ที่ผ่านมา

ขึ้นชื่อว่าเป็น Apple ที่ไม่ค่อยจะยอมทำตามแบบใคร เมื่อค่ายเทคโนโลยีอื่นใช้คำว่า AI ดึงดูดความสนใจกันมาจนเฝือ Apple ก็ต้องขอเลี่ยงสักหน่อย ไปเรียก AI ของตัวเองว่า Apple Intelligence แทน

ย่อออกมาก็เป็น AI เหมือนกันอยู่ดี แต่แบบนี้คงเท่กว่าเยอะ

 

Apple นำเสนอความสามารถของ Apple Intelligence แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฉูดฉาดแต่วาดภาพให้เห็นชัดเจนว่าเมื่ออุปกรณ์อย่าง iPhone iPad และ Mac ของเรามี AI ผนวกรวมเข้ามาด้วยจะทำให้การใช้งานสะดวกสบายง่ายดายขึ้นได้อย่างไรบ้าง

แนวคิดหลักๆ ของการพัฒนา Apple Intelligence ตั้งอยู่บนพื้นฐาน 5 ข้อ คือ ทรงพลัง ใช้งานง่าย ผนวกเข้ากับผลิตภัณฑ์ รู้จักผู้ใช้งาน และมีความเป็นส่วนตัว

Apple บอกว่า Generative AI โดยทั่วไปทำงานโดยไม่รู้จักผู้ใช้งาน แต่ Apple Intelligence มีข้อมูลของเราครบถ้วน รู้ว่าเราเป็นใคร อุปนิสัยใจคอชอบไม่ชอบอะไร มีกิจวัตรประจำวันยังไงบ้าง มีใครเป็นคนที่สำคัญในชีวิต เพราะข้อมูลทั้งหมดก็อยู่บนอุปกรณ์ของเราหมดแล้ว

สิ่งที่ Apple ให้ความสำคัญมากกับการพัฒนา Apple Intelligence คือเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลผลอยู่บนตัวเครื่องเท่านั้น หรือหากมีความจำเป็นต้องส่งออกไปใช้พลังประมวลผลของคลาวด์ Apple ก็คิดวิธีไว้แล้วว่าทำยังไงให้ปลอดภัยที่สุดโดยที่ Apple จะไม่เก็บข้อมูลผู้ใช้งานไว้เลย

 

ในแง่การใช้งานจริง เมื่อ iPhone iPad หรือ Mac ของเรามี Apple Intelligence แล้วเราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง

สิ่งที่เราน่าจะได้ใช้บ่อยๆ ก็คือการใช้ช่วยสร้างข้อมูลคอนเทนต์ อย่างเช่น ช่วยเขียนแทนเรา หรือช่วยวาดภาพให้เรา

ถ้าเราเขียนอีเมลแล้วไม่มั่นใจว่าภาษาที่เราใช้ในอีเมลเหมาะสมหรือเปล่า ก็ให้ AI ช่วยเขียนใหม่ให้ได้โดยเราเลือกโทนในการเขียนได้เลยว่าต้องการแบบเป็นมิตร เป็นมืออาชีพ หรือเน้นให้ข้อมูลเป็นหลัก

เลือกสไตล์การเขียนแปลกใหม่ได้ เช่น เขียนคำอวยพรวันเกิดเป็นบทความที่แต่งขึ้นมาให้เพื่อนคนนั้นๆ โดยเฉพาะ

สั่งให้ iPhone ช่วยตรวจคำผิด ตรวจไวยากรณ์ ไปจนถึงสรุปอีเมลยาวๆ หรือหน้าเว็บไซต์ยาวๆ ที่เราขี้เกียจอ่านเองให้กลายเป็นบทสรุปสั้นๆ ย่อยมาแล้วให้เข้าใจง่าย

หรือจะใช้ AI ในการช่วยวาดภาพที่ต้องการ เพียงแค่กดเลือกแบบง่ายๆ ไม่ต้องเขียนคำสั่งพรอมพ์อะไรที่ยุ่งยาก อยากได้ภาพแนวไหนเอาไว้ส่งข้อความหาเพื่อนก็สร้างขึ้นได้เลยบน iPhone ของเรา ทำได้ไปถึงการเอาอีโมจิมาปรุงผสมกันแบบไร้ขีดจำกัด หรือลบคนหรือสิ่งของที่ไม่ต้องการออกจากภาพที่เราถ่าย

 

นอกจากเรื่องการช่วยเขียนหรือช่วยวาดภาพแล้ว Apple Intelligence ในอุปกรณ์ของเราจะทำหน้าที่คล้ายๆ กับเลขาฯ ที่รู้ใจให้เราด้วย โดยผู้ช่วยส่วนตัว Siri จะถูกปรับโฉมใหม่ให้มีกราฟิกที่ทันสมัยขึ้น และที่สำคัญ Siri จะฉลาดสักที

Siri จะสามารถหาของที่เราต้องการให้ได้ อย่างเวลาที่เรานึกอยากได้อะไรบางอย่างที่เรารู้ว่าเรามีเก็บไว้ในเครื่องแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย โน้ตที่จดไว้ หรือรายละเอียดในข้อความแชต แต่จะหาเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ก็สั่งให้ Siri ช่วยหาได้เลย

บรรดาคำแจ้งเตือนต่างๆ ที่เราได้รับบนโทรศัพท์วันละหลายสิบ AI จะช่วยจัดการเรียงลำดับให้ใหม่ว่าอะไรสำคัญที่สุด อะไรที่จำเป็นต้องใส่ใจก็จะอยู่บนๆ คำแจ้งเตือนที่ไม่ได้ด่วนมากก็ถูกดันไปอยู่ข้างล่าง

ในเมื่อ Apple มาหลังชาวบ้านเขา ความสามารถในการเป็น Gen AI อาจจะไม่ได้เก่งกาจเท่าคู่แข่งที่ทำมาก่อน Apple จึงเลือกจับมือกับผู้นำในวงการ อย่าง OpenAI เพื่อให้ Siri สามารถเรียกใช้ ChatGPT ได้ในกรณีที่รู้สึกว่า ChatGPT น่าจะมีคำตอบที่ดีกว่า

Siri จะดูจากคำสั่งที่ได้รับมา ถ้าเห็นว่า ChatGPT อาจจะมีคำตอบที่ดีกว่า ก็จะถามผู้ใช้งานว่าอยากดึง ChatGPT มาช่วยประมวลผลด้วยไหม ถ้าเราโอเค ก็จะเริ่มใช้งาน ChatGPT ได้เลยแบบไร้รอยต่อ

ที่ต้องถามก่อนทุกครั้งก็เพราะนโยบายความเป็นส่วนตัวของทั้งสองค่ายไม่เหมือนกัน ดังนั้น จึงต้องให้ผู้ใช้งานอนุญาตก่อน อยู่ๆ Siri จะไปดึงมาเองโดยพลการไม่ได้

 

ปกติแล้วเรามักจะอยากได้ความ ‘ว้าว’ จากงานเปิดตัวของ Apple และจะผิดหวังเมื่อไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นมากพอ คีย์โน้ตของ WWDC ในครั้งนี้แม้จะไม่ได้มีอะไรหวือหวาแต่ฉันกลับรู้สึกอิ่ม

ฉันมองว่า Apple รู้ตัวดีว่าเข้ามาในวงการนี้ช้าไปสักหน่อย ฟีเจอร์ AI ที่พูดถึงไปก็ไม่ใช่ของที่คนอื่นไม่เคยทำมาก่อน และคนอื่นก็ทำได้ดีอยู่แล้วด้วย

ดังนั้น Apple จึงเลือกที่จะนำเสนอให้ผู้บริโภคมองเห็นชัดๆ ว่าเมื่อดีไวซ์ในมือมาพร้อม Apple Intelligence มันจะช่วยให้การใช้งานทั่วๆ ไปของเราดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง เพราะการมีฮาร์ดแวร์ที่คนใช้งานมากมายอยู่แล้วนี่แหละที่เป็นจุดแข็ง

อีกเรื่องคือเมื่อรู้ว่า AI ของตัวเองไม่ได้เก่งกาจไปทุกอย่างก็เลือกที่จะจับมือกับ OpenAI เพื่อดึงขุมพลังที่ตัวเองไม่มีมาช่วยตอบโจทย์ให้กับผู้ใช้งานด้วย

ตอนนี้ก็เหลือแค่รอดูว่าเมื่อเริ่มเปิดให้ใช้ระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ที่มาพร้อม Apple Intelligence ในช่วงปลายปีนี้แล้วจะทำได้ไหลลื่นแค่ไหน

แม้ว่า Apple Intelligence จะเป็นหัวข้อใหญ่ประจำงานในครั้งนี้ แต่กลับถูกขโมยซีนไปด้วยฟีเจอร์ที่ทำให้คนตื่นเต้นยิ่งกว่าการมีปัญญาประดิษฐ์

เพราะหลังจากนี้ไป iPad จะมีแอพพ์เครื่องคิดเลขแล้วในที่สุด!