ว่าที่ผู้นำแถว 3 หลังยุบก้าวไกล? วีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร มองภาวะ ‘เปลี่ยนไม่ผ่าน’ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

หมายเหตุ : รายการ “ประชาธิปไตยสองสี” ดำเนินรายการโดย “ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข” ที่ออกอากาศทุกคืนวันพุธทางช่องยูทูบมติชนทวี เพิ่งสัมภาษณ์ “วีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร” ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ พรรคก้าวไกล ซึ่งได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นหนึ่งในผู้นำรุ่นถัดไป หากก้าวไกลถูกยุบพรรค

ประเด็นใหญ่ที่ทั้งคู่สนทนากัน คือ เรื่องการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยหนึ่งในปัญหาที่วีระยุทธ์ ดุษฎีบัณฑิตด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และอดีตอาจารย์ประจำสถาบันการศึกษาด้านนโยบายสาธารณะชั้นนำของญี่ปุ่น สนใจมากเป็นพิเศษ ก็ได้แก่ภาวะ “ขาลง” ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

มือเศรษฐกิจพรรคก้าวไกลวัย 45 ปี เริ่มต้นด้วยการระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์คือหนึ่งใน “ขาหลัก” ที่รองรับภาคอุตสาหกรรมไทยหลังวิกฤตต้มย้ำกุ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสร้างงานให้แก่ผู้คนจำนวนมากในสังคม

“ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) (ของอุตสาหกรรมยานยนต์) มันยาวไกลมาก ตั้งแต่คุณเป็นดีลเลอร์ขาย คุณบริการหลังการขาย คุณเป็นวิศวกร คือผมเชื่อว่าเราทุกคนมีญาติสักคนหรือเพื่อนสักคนที่อยู่ในแวดวงยานยนต์”

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ อุตสาหกรรมดังกล่าวกลับอยู่ในช่วงซบเซาและแข่งขันกับตลาดโลกไม่ได้ จากปัญหา “การเปลี่ยนผ่าน” ที่ไม่สำเร็จ

“ยานยนต์ (ไทย) โดนดิสรัปต์ด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่-พลังงานสะอาดมากขึ้น แล้วเรายังไม่เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์อีวีอย่างจริงจัง

“ที่ผ่านมา เรามีนโยบาย แต่ฝ่ายนโยบายของไทยไปมองการเปลี่ยนผ่านตรงนี้ ว่ามันจะเกิดขึ้นแบบราบรื่น คุณมีแรงงานอยู่ในสันดาปใช่ไหม เก่งอยู่แล้ว แล้วเรามีอีวี คุณก็รีสกิลนิดหน่อย แล้วก็ไปต่อในอีวีได้ ภาคนโยบายไทยมองประมาณนี้

“แต่ในทางปฏิบัติ รถยนต์อีวีกับรถยนต์สันดาป เทคโนโลยีมันค่อนข้างตัดขาด ชิ้นส่วนมันก็ค่อยๆ หายไป จากชิ้นส่วนหลักหมื่นสองหมื่น (ชิ้นต่อคัน) มันก็เหลือหลักพันสองพันในอีวี แล้วก็น้อยลงเรื่อยๆ

“ดังนั้น โดยตัวชิ้นส่วน ช่างไทยที่เก่งเรื่องเครื่องจักร อย่างเซียงกงอะไรอย่างนี้ ให้ไปซ่อมอะไรเราเก่ง แต่ให้ซ่อมด้านไฟฟ้าเราจะไม่ค่อยเก่ง แล้วอีวีมันคือรถที่เน้นไฟฟ้าแทบทั้งคัน มันก็เลยไปต่อยาก ถ้าไม่มีการลงไปเทรน เปลี่ยนกันจริงจัง

“พอเราไม่เคยทำอีวีมาก่อน เราก็ไม่มีครูที่เก่งด้านอีวี แล้วพอคุณไม่มีครู คุณจะรีสกิลยังไง โจทย์มันก็เลยไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

“เงินที่เราลงไปที่ผ่านมา ที่เรามีนโยบายอีวี 3.0 3.5 เงินส่วนใหญ่หลักหมื่นล้าน เราลงไปด้านคนซื้อ เราไปช่วยฝั่งดีมานด์ อย่างปีที่แล้ว คุณซื้อรถอีวี คุณได้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลคันละ 1.5 แสนบาท แต่มันเป็นการช่วยเหลือฝั่งบริโภค ฝั่งคนที่ซื้อรถ

“เงินที่จะลงไปฝั่งรีสกิลแทบไม่มีเลย แล้วก็ไม่ได้ประสานกับค่ายรถยนต์จีน ค่ายรถยนต์ยุโรป ที่จะมาช่วยเป็นครูสอนเราอีกทีหนึ่ง ก็ยังไม่ได้ทำตรงนี้อย่างจริงจัง

“ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านตรงนี้ก็เลยไม่ราบรื่นเหมือนที่ฝ่ายนโยบาย บอร์ดอีวี มองในอดีต ตอนนี้ เราเพิ่งเห็นข่าว อย่างซูบารุก็เพิ่งปิดโรงงานผลิตในไทยไป แล้วจะมีตามมาอีกเยอะ เพราะว่ามันเปลี่ยนผ่านกันแบบตัดขาดจริงๆ

“ถ้ารัฐไม่ทำอะไรเป็นตัวกลาง มันก็จะไปกันไม่รอด เราพูดถึงคนหลักหลายแสนคนในอุตสาหกรรมนี้ ก็จะมีความเสี่ยงต่อไป”

ก่อนที่วีระยุทธ์จะลงรายละเอียดเรื่องภารกิจที่รัฐไทยควรทำเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบข้างต้น

“รัฐต้องลงมาช่วยฝั่งซัพพลายมากกว่านี้ ที่ผ่านมา เราอัดเงินไปกับด้านดีมานด์

“ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าในแง่เทคโนโลยี อีวียังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายนะ คำตอบเชิงเทคโนโลยียังไม่นิ่ง จริงๆ เทคโนโลยีไฮบริดก็ยังอยู่ ก็คือผสมระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน แล้วมันก็ประหยัดน้ำมันลงเรื่อยๆ ยุโรปกับญี่ปุ่นลงทุนกับเทคโนโลยีไฮบริด ยังมีไฮโดรเจนอีก ก็ยังมีศักยภาพ โดยเฉพาะการเป็นรถขนส่ง

“ดังนั้น เทคโนโลยียังไม่นิ่ง แต่บอร์ดอีวีของเราไปฟันธงและสนับสนุนแบตเตอรี่ อีวีก็มีหลายแบบ คุณจะปลั๊กอิน-ชาร์จด้วยสายไฟไหม หรือคุณจะเป็นแบตเตอรี่ นโยบายของเราค่อนข้างเทไปทางสนับสนุนแบตเตอรี่อย่างเดียว จริงๆ ไฮบริดก็ยังมีอนาคต

“แล้ววิธีคิดเรื่องประหยัดพลังงานก็มีหลายแนว จริงๆ ในโลกตอนนี้ ที่ผมบอกว่ารัฐไทยยังคิดตามไม่ทัน ก็คือเราให้นโยบายโดยเราคิดว่าต้องดีกับสิ่งแวดล้อม แต่คำว่าดีกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันนโยบายของไทยคิดแค่ว่าตอนขี่บนถนน รถเคลื่อนบนถนน แน่นอนอีวีไม่ปล่อยมลพิษเพราะใช้พลังงานไฟฟ้า

“แต่โลกปัจจุบันกำลังคุยกันว่า ควรคิดแบบครบวงจร คือให้คิดแต่ต้นทางเลย ว่าคุณเอาพลังงานอะไรมาผลิตรถ

“สมมุติปลายทางคุณทำอีวีที่สะอาดจริง แต่ต้นทางคุณใช้พลังงานที่ไม่สะอาด คุณก็ควรมีวิธีคิดที่จะทำนโยบายอีกแบบหนึ่ง เป็นอีกระดับหนึ่ง ขณะที่ต่อให้คุณทำรถไฮบริด แต่ต้นทางคุณใช้พลังงานสะอาดจริงๆ รวมกันทั้งวัฏจักรของรถยนต์แล้ว แก็ป (ช่องว่างของการปล่อยมลพิษ) มันอาจจะไม่ได้ต่างเท่ากับปัจจุบัน”

“วิธีคิดแบบนี้ นโยบายรัฐไทยไม่ค่อยเปลี่ยน แล้วปรับไม่ค่อยทันตลาดโลก ดังนั้น ต้องลงไปในรายละเอียด แล้วมันก็จะมีปัญหาไก่กับไข่ เพราะว่าคุณจะเอาผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยไปเชื่อมกับอีวี ถ้าไม่มีรัฐเป็นตัวกลางช่วยเหลือ ทำไม่ได้

“เพราะรถยนต์อีวี เวลาพูดถึงการผลิตโมเดลหนึ่งๆ เขาพูดกัน (ถึงชิ้นส่วน) หลักพันหลักหมื่น (ชิ้น) เท่านั้นเอง

“แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเคยชินกับการรับออเดอร์แบบเป็นแสน เพราะว่ารถสันดาปคันหนึ่งโมเดลมันเยอะ คุณทำกระจก ทำประตู ทำชิ้นส่วนต่างๆ คุณผลิตเยอะ แล้วคุณก็ได้ต้นทุนราคาหนึ่งที่มันต่ำหน่อย

“พอคุณเสนอราคานี้กับออเดอร์ขนาดเท่านี้ ค่ายรถอีวีของจีนก็บอกว่า ทำไมคุณเสนอราคามาขนาดนี้ เราไม่ได้ผลิตปริมาณเยอะขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้น เรานำเข้าดีกว่า เพราะถูกกว่า เราเอามาจากบริษัทแม่ถูกกว่า

“ผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ไทยก็บอกว่า ถ้าคุณสั่งออเดอร์แค่นี้ เราผลิตต้นทุนต่ำขนาดนี้ไม่ได้นะ เพราะมันไม่คุ้ม ตรงนี้กลายเป็นปัญหาไก่กับไข่

“ดังนั้น รัฐควรจะเป็นตัวกลาง ในการมาประสานว่ารวมออเดอร์หลายบริษัทได้ไหม ชิ้นส่วนยานยนต์ไทยสามารถไปขายในต่างชาติรวมกับสเกลของ (การผลิต) อีวีในประเทศด้วยได้ไหม ปัจจุบัน ไม่ค่อยมีการลงมาแก้ตรงนี้”

เช่นเดียวกับการ “รีสกิล” แรงงานในอุตสาหกรรมยายนต์ ที่ยังติดกรอบเดิมๆ ของรัฐราชการไทย

“เวลาพูดถึงรีสกิลแล้วใส่ไปในความเป็นรัฐราชการไทย รีสกิลมันจะกลายเป็นแค่จัดงานสัมมนา เอาคนมาฟัง ลงชื่อ แล้วก็นับหัว ถ้าไปดูตัวเลข หน่วยงานราชการก็จะบอกว่า เรามีรีสกิลทุกปี

“อย่างยานยนต์ พอถามเขาก็บอกว่ามีปีละห้าพันคน แต่ก็เป็นการรีสกิลแบบเอาคนมาฟัง แล้วก็อาจจะทำได้แค่เปลี่ยนแบตเตอรี่เต็มที่ แต่คุณไม่มีความสามารถในการผลิตรถไฟฟ้า หรือซ่อมรถอีวีได้ ความคิดเรื่องรีสกิล เคพีไอต้องเปลี่ยน”

โดยสรุปแล้ว วีระยุทธ์มองว่ารัฐบาลชุดนี้ยังให้ความสนใจน้อยเกินไปกับปัญหาในอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมฝากการบ้านสองข้อใหญ่ไปยังผู้บริหารประเทศ

“ยานยนต์ ผมคิดว่ารัฐบาลให้ความสนใจน้อยเกินไป มันกินคนหลายแสนคนในห่วงโซ่อุปทาน แล้วกำลังจะตกงาน และเริ่มมีข่าวรายเดือนแล้ว ว่าแต่ละเดือน แต่ละเดือน เราเห็นโรงงานปิดลงไปเรื่อยๆ ผมคิดว่ามันนิ่งนอนใจไม่ได้ มันต้องเห็นว่ามีความสำคัญ

“แต่ (ยานยนต์ไทย) ยังมีศักยภาพในการไปต่อ แต่เราก็ต้องการรัฐเข้ามาช่วย

“หนึ่ง คุณ (รัฐ) ต้องช่วยเปิดตลาดใหม่ให้กับชิ้นส่วนทดแทนในต่างประเทศ ยังมีประเทศที่ใช้รถยนต์สันดาปอยู่ แต่เป็นสันดาปที่สะอาดขึ้น คุณ (ผู้ประกอบการ) ต้องพร้อมปรับโรงงาน แล้วผู้ซื้อต่างประเทศสามารถตรวจสอบโรงงานของคุณว่า ต้นตอคุณเอาพลังงานอะไรมาผลิตในโรงงานคุณ

“ถ้ารัฐเข้ามาช่วยหนุนหน่อย ผู้ผลิตไทยก็พร้อมจะปรับตัว แล้วก็หาตลาดใหม่ให้เขา

“และ (สอง) ก็พยายามหาจุดเชื่อมต่อกับอีวีให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”